วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Tres metros sobre el cielo - สามเมตรเหนือท้องฟ้า

ข้อมูลโดย Wikipedia

 

     "Tres metros sobre el cielo" es una película española dirigida por Fernando González Molina y protagonizada por Mario Casas  y María Valverde. Basada en la novela homónima publicada por el italiano Federico Moccia , se estrenó el 3 de diciembre de 2010 y se convirtió en una de las películas más taquilleras del año en España.
     "สามเมตรเหนือท้องฟ้า" เป็นภาพยนตร์ประเทศสเปน กำกับโดย เฟร์นั้นโด โกนซ้าเลซ โมลินา นำแสดงโดย มาริโอ ก๊าซาส และ มาเรีย บัลเบ้ร์เดะ สร้างจากนวนิยายซึ่งมีชื่อเดียวกัน ที่ตีพิมพ์โดยชาวอิตาลีชื่อ เฟเดริโก ม็อคชา โดยฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2010 และกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดแห่งปีในประเทศสเปน

 

 ชมตัวอย่างภาพยนตร์พร้อมเพลงประกอบ ตามข้างล่างนี้
 เพลง yo te esperaré 
(โย เต เอสเปราเร่ - ฉันจะรอเธอ)
ร้องโดย cali y el dandee
ดู MV เพลงนี้ได้ตาม link นี้  Yo te esperaré

     Mario Casas Sierra nació en La Coruña (España) el 12 de junio de 1986. es un actor español de cine y televisión. Aunque en un principio pensó en ser futbolista , policía o bombero, pronto se dio cuenta que lo suyo era la interpretación , iniciándose en la publicidad y realizando, posteriormente, sus estudios en la Escuela de Interpretación Cristina Rota.
     มาริโอ ก๊าซาส เซี้ยรากิดในเมือง ลา กอรุ้นญา (ประเทศสเปน) วันที่ 12 มิถุนายน 1986 เป็นนักแสดงชายชาวสเปน ทั้งภาพยนตร์และโทรทัศน์ แม้ในตอนต้น เขาคิดที่จะเป็นนักฟุตบอล , ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ไม่นานนัก เขาจึงได้ตระหนักถึงสิ่งที่มีความหมายต่อเขา และเริ่มต้นในงานโฆษณา , เล่นละคร และเข้าศึกษาในโรงเรียนการแสดง กริสตีนา โร้ตา ในเวลาต่อมา
 

     María Valverde Rodríguez noció en Madrid (España) el 24 de marzo de 1987  es una actriz española y ganadora del Goya a la mejor artriz revelación 2003  por la película La flaqueza del bolchevique. En diciembre de 2010 se estrenó Tres metros sobre el cielo. Se convirtió en la película más taquillera de todo el año
    มารีอา บัลเบร์เด โรดรีเกซ เกิดที่กรุงมาดริด (ประเทศสเปน) วันที่ 24 มีนาคม 1987 เป็นนักแสดงหญิงชาวสเปน และเป็นผู้ชนะเลิศรางวัลโก๊ยา สาขานักแสดงหญิงยอดเยี่ยมที่ดีที่สุด ปี 2003 จากภาพยนตร์เรื่อง ความเปราะบางของพรรคบอลเชวิก ในเดือนธันวาคม ปี 2010 ที่ภาพยนตร์เรื่อง สามเมตรเหนือท้องฟ้า ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ มันได้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของปี
 

     
    

 ชมตัวอย่างภาพยนตร์พร้อมเพลงประกอบเพิ่ม ตามข้างล่างนี้
 เพลง No digas nada
(โน ดีกาส น้าดา - เธออย่าพูดอะไรเลย)
ร้องโดย cali y el dandee

 ดู MV เพลงนี้ได้ตาม link นี้ No digas nada

     Cali y El Dandee es un dúo colombiano de "música" pop , compuesto por los hermanos Alejandro (Cali) y Mauricio Rengifo Pérez (Dandee). Ambos originarios de la ciudad de Cali. Fueron conocidos en su Colombia
     ก๊าลิ และ เอล ดั๊นดี เป็นนักร้องคู่ชาวโคลัมเบีย แนวเพลงป๊อบ ประกอบด้วยพี่น้อง อเลฆ้านโดร (ก๊าลิ) และ เมาริซิโอ เรนฆิโฟ เป้เรซ (ดั๊นดี) ทั้งคู่มีต้นกำเนิดจากเมืองก๊าลิ พวกเขาเป็นที่รู้จักกันดีในประเทศโคลัมเบีย 
 
     Tre metri sopra il cielo è un film italiano del 2004, diretto dal regista Luca Lucini , tratto dal romanzo omonimo di Federico Moccia , in sala dal 12 marzo 2004. Nel 2010 è stato realizzato un remake del film , intitolato Tres metros sobre el cielo. Il film è una produzione spagnola diretta da Fernando González Molina      
     สามเมตรเหนือท้องฟ้า เป็นภาพยนตร์ิอิตาลี ในปี 2004 กำกับการแสดงโดย ลู๊กา ลูชินี สร้างจากนวนิยายรักของ เฟเดริโก ม็อคชา ในโรง เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2004 ในปี 2010 ได้รับการนำมาสร้างใหม่ในภาพยนตร์ที่ชื่อ Tres metros sobre el cielo โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นงานผลิตของประเทศสเปน กำกับโดย เฟร์นั้นโด โกนซ้าเลซ โมลินา


Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" a  https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ 

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
2 สิงหาคม 2013






วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Dame tu amor - Inna feat. Reik

     ฟังเพลงภาษาสเปน Dame tu amor ("ด๊าเม ตู อาโมร์" ภาษาสเปนแปลเป็นไทยว่า "มอบความรักเธอให้ฉัน") ของนักร้องหญิงชาวโรมาเนียที่ชื่อ "Inna" จากอัลบั้ม "Party never ends"  ซึ่งร้องเพลงนี้ร่วมกับวงดนตรีชายจากประเทศเม็กซิโกชื่อดัง "Reik"

 

 
รับชม MV เพลงนี้คลิกที่ link นี้ 


Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" a  https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ 
  
จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
1 สิงหาคม 2013

วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Nîmes (เมืองนีมส์ ประเทศฝรั่งเศส)

ข้อมูลจาก ilovetogo.com

เมืองนีมส์ เมืองตอนใต้...อันแสนเสน่ห์แห่งฝรั่งเศส

ธรรมชาติที่สวยงาม ล้วนเป็นสถานที่ที่ใครหลายๆคนกำลังเสาะแสวงหา "ล็องก์ดอค-รูซียง" ถืออีกแคว้นที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความลงตัวระหว่างเมืองกับธรรมชาติและทิวทัศน์ที่น่าสนใจอีกแคว้นของประเทศฝรั่งเศส




แน่นอนว่ากลิ่นอายแห่งสเปน ที่ล่องลอยอบอวลไปทุกอณูอากาศ ซึ่งคุณอาจหาได้ที่ นีมส์ (Nîmes) เมืองท่องเที่ยวซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส

เมืองนีมส์ ยังมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งมีความเก่าแก่ย้อนไปถึงยุคโรมัน นอกจากนี้เมืองนีมส์ยังเป็นที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์สำหรับสิ่งทอ โดยเฉพาะ ยีนส์ สิ่งทอยอดนิยมของเราในปัจจุบันนั่นเอง



เมืองนีมส์กับน้ำพุ ดูจะเป็นสิ่งที่คู่กันมาช้านาน และหากคุณเป็นอีกคนที่ชื่นชอบความสนุกสนานของ เทศกาล งานฉลอง และสีสันของยามราตรี คงไม่แปลกใจถ้าสักวันหนึ่ง จะมีคนที่หน้าตาคล้ายๆคุณไปเดินเตร็ดเตร่อยู่ในเมืองนี้อีกคน

ด้วยความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงอย่าง สนามกีฬาโรมันโบราณ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง และสถานที่แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นอีกจุดโฟกัสของเมืองอีกแห่งเช่นกัน





ต่อมาไปชม กำแพงโบราณ Aigues-Mortes ซึ่งกำแพงนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 ตัวกำแพง ตั้งตระหง่านอยู่เหนือหมู่บ้านชาวประมง จากนั้นเข้าไปชมความงดงามภายในกำแพงเมืองโบราณ





จากนั้นไปชมแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่าง สะพานปงต์ ดู การ์(Pont du Gard) สะพานส่งน้ำโรมันโบราณ พื่อใช้เป็นสะพานส่งน้ำของเมืองนีมส์ (Nimes) ระยะทางยาวเกือบ 50 กิโลเมตร ทอดผ่านแม่น้ำการ์ด์ (Gard) ซึ่งองค์ยูเนสโกยกให้เป็นมรดกโลก ในปี ค.ศ.1985



เมืองนีมส์ ยังคงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ด้วยประวัติศาสตร์และความเก่าแก่ของเมือง นีมส์จึงน่าจะเป็นอีกจุดหมายปลายทางที่คุณน่าจะมาเยือนสักครั้ง


 Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ 

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
31 กรกฎาคม 2013



วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สะพานข้ามแม่น้ำที่แปลกที่สุดในโลก แห่งปารีส

ข้อมูลโดย travel.mthai.com

สะพานข้ามแม่น้ำที่แปลกที่สุดในโลก แห่ง ปารีส

สะพานข้ามแม่น้ำที่แปลกที่สุดในโลก แห่ง ปารีส
สะพานสปริง ข้ามแม่น้ำเซน ถูกกำหนดที่ตั้งให้อยู่ใกล้กับ สะพาน Bir-Hakeim สะพานข้ามแม่น้ำที่แปลกที่สุดในโลก นี้ โดดเด่นและแตกต่างจากสะพานข้ามทั่วไป ทั้งแนวคิดและรูปลักษณ์ Trampoline Bridge ประกอบ ด้วย ทุ่นพีวีซียักษ์ 3 ห่วง เชื่อมต่อกัน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 เมตร (98 ฟุต) มีขนาด 3,700 ลูกบาศก์เมตร (130,664 ลูกบาศก์ฟุต) พื้นที่ตรงกลางเป็นตาข่ายผ้าใบ ออกแบบให้โดด-เด้ง-ดึ๋งได้ สนุกสนานตลอดการเดินบน สะพานข้ามแม่น้ำที่แปลกที่สุดในโลก


สะพานสปริง ข้ามแม่น้ำเซน สะพานข้ามแม่น้ำที่แปลกที่สุดในโลก

สะพานข้ามแม่น้ำที่แปลกที่สุดในโลก แห่ง ปารีส

 ใครที่ชื่นชอบกีฬาเอ็กซ์ตรีมอย่าง สปริงผ้าใบ น่าจะถูกอกถูกใจ สะพานสปริง ข้ามแม่น้ำเซน นอกจากจะช่วยลดการใช้พลังงาน ยังช่วยส่งเสริมให้คนออกกำลังกายทางอ้อม ..แต่จะว่าไป จะมีสักกี่คนที่อยากข้ามไปถึงอีกฝั่งโดยไว หากเจอ สะพานข้ามแม่น้ำที่แปลกที่สุดในโลก แห่งนี้

 Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ 

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
30 กรกฎาคม 2013

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Najat Vallaud -Belkacem

ข้อมูลโดย prachachat.net
 

"Najat Vallaud -Belkacem (นาชา วัลโลด์-แบลกาซอง)" เป็น 1 ในรัฐมนตรีหญิงของฝรั่งเศส นั่นไม่แปลกพอให้เราเขียนถึง เพราะคณะรัฐมนตรีปัจจุบันในฝรั่งเศสเป็นเพศชาย-หญิงอย่างละครึ่ง

ที่น่าสนใจคือตำแหน่งที่เธอดูแล "
นาชา วัลโลด์-แบลกาซอง" ถูกแต่งตั้งให้เป็น "รัฐมนตรีกระทรวงสิทธิผู้หญิง" และ "โฆษกรัฐบาล" ในรัฐบาลของนายฟรองซัวส์ ออลลองด์นาชา วาโลด์-เบลเกซัม ในวัย 36 ปี ไม่นับว่ามีประสบการณ์ทางการเมืองมาก หากเทียบกับความรับผิดชอบที่เธอได้รับ 


เธอไม่ได้เป็นชาวฝรั่งเศสตั้งแต่กำเนิด เธอเกิดในชนบทโมร็อกโก ย้ายรกรากมาอยู่ฝรั่งเศสตอน 4 ขวบพร้อมกับแม่ เพื่อมาสมทบพ่อที่เข้ามาทำงานเป็นกรรมกรในฝรั่งเศส

แน่นอนว่าชีวิตวัยเด็กเธอมาจากครอบครัวยากจน ในสภาพแวดล้อมของเธอไม่มีใครพูดถึงเรื่องการเมือง แต่

เธอเป็นเด็กเรียนดี เธอได้ทุนเรียนที่สถาบันการเมืองการปกครองปารีส (Paris Institute of Political Studies) 
เหตุทางการเมืองที่จุดประกายให้เธออยากลงมาในสนามการเมือง เกิดขึ้นปีเดียวกับที่เธอจบการศึกษา คือในปี 2545 "ฌอง-มารี เลอเปน" หัวหน้าพรรคแนวหน้าแห่งชาติ ฝ่ายอนุรักษนิยม สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับชาวฝรั่งเศสและนานาชาติ ด้วยการเอาชนะ "ลีโอเนล โฌส์แปง" จากพรรคสังคมนิยม พลิกทุกโพลในประเทศ แม้ว่าในสมัยนั้น "ฌากส์ ชีรัก" จะได้ตำแหน่งประธานาธิบดีไปครองก็ตาม 


ก่อนหน้าที่เธอจะได้รับหน้าที่สำคัญในรัฐบาลนายออลลองด์ เธอเคยได้รับตำแหน่งให้อยู่ในทีมโฆษกของ "เซกอแลน รัวยาล" ระหว่างการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2550 
นาชา วัลโลด์-แบลกาซอง เอาจริงเอาจังกับตำแหน่งที่เธอสวมอยู่ และเห็นว่ากรณีนายโดมินิก สเตราส์-คานห์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝรั่งเศส ถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศและพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้หญิง เป็นอีกประเด็นที่ผู้หญิงฝรั่งเศสตื่นตัวเรื่องสิทธิ 

เธอบอกว่า ปัญหาสิทธิผู้หญิงในฝรั่งเศสที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นประเด็นสำคัญ แม้ว่าการรวมตัวกันของผู้หญิงที่จะขับเคลื่อนสิทธิในฝรั่งเศสจะเข้มข้น แต่ก็ยังไม่มีพลังในมือมากพออยู่ดี เพราะส่วนหนึ่งมาจากกฎหมายเรื่องนี้ของฝรั่งเศสที่ไม่ชัดเจนมาเนิ่นนาน 

ผู้หญิงจึงต้องต่อสู้ให้ความรู้สึกไม่หวั่นเกรงการถูกลงโทษของผู้ที่ทำร้ายผู้หญิงหมดไป 


เธอเคยเอ่ยชัดถ้อยชัดคำถึงขนาดที่ว่าอยากให้โสเภณีในฝรั่งเศสหมดไป ! ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอสวย ฉลาด และน่าจะมีอนาคตบนถนนการเมืองฝรั่งเศสอีกนาน




Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/


สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ 

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
29 กรกฎาคม 2013

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ฝรั่งเศสเลิกคำว่า "Mademoiselle" นำหน้าสตรี

  ข้อมูลโดย voicetv.co.th

 ฝรั่งเศสเลิกคำว่า ‘มาดมัวแซลล์’นำหน้าสตรี

นายกฯ ฝรั่งเศส ประกาศ เลิกใช้ "Mademoiselle (มาดมัวแซลล์)" นำหน้า ผู้หญิง บนเอกสารราชการ เนื่องจาก ไม่ยุติธรรม

นายกรัฐมนตรีฟรองซัวส์ ฟียง ของฝรั่งเศส ประกาศคำสั่ง เลิกใช้คำว่า "มาดมัวแซลล์" ซึ่งมีความหมายเหมือนกับคำว่า "Miss" ในภาษาอังกฤษ หรือ หมายถึง "นางสาว" ในเอกสารราชการทั้งหมด เนื่องจากคำดังกล่าวสามารถสื่อความหมายว่า ผู้หญิงที่ถูกกล่าวถึง ยังโสด ซึ่งหลายฝ่ายคิดว่า ไม่ยุติธรรม
 
โดย ฟรองซัวส์ ฟียง ยังประกาศเลิกใช้วลี "นอม เดอ ชวน ฟิลเล่" ซึ่งหมายถึง ชื่อก่อนแต่งงานของผู้หญิง หรือ ไมเดน เนม (Maiden name) ในภาษาอังกฤษ บนเอกสารราชการทั้งหมดเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องล้าสมัย ทั้งยังมีความหมายโดยนัยว่า เป็นหญิงพรหมจารี ได้ด้วย
 
ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าว ระบุว่า นับจากนี้ให้ใช้คำว่า ‘มาดาม’กับผู้หญิง แทนคำว่า มาดมัวแซลล์ และใช้วลี ชื่อสกุล (family name) หรือ ชื่อที่เคยใช้ แทน วลี ชื่อก่อนแต่งงาน โดยนักรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีชาวฝรั่งเศส ก็ออกมาแสดงความยินดีกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ โดยกล่าวว่า มันไม่ยุติธรรม ที่ผู้หญิงต้องถูกถามว่า แต่งงานหรือยัง เวลาทำธุรกรรมต่าง ๆ ขณะที่ ผู้ชาย ไม่ถูกถาม
 
ก่อนหน้านี้ ภาษาฝรั่งเศส Madame (มาดาม) ใช้เรียกผู้หญิงทั่วไป หรือ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ซึ่งเป็นการให้เกียรติ เหมือนกับคำว่า Mrs. (มิสซิส) ในภาษาอังกฤษ ส่วน Madamoselle (มาดมัวเเซลล์)  ใช้เรียกผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน เหมือนกับคำว่า มิส (MISS) ในภาษาอังกฤษ  ขณะที่ ผู้ชาย ใช้ monsieur  (เมอซิเออร์) คำเดียว เหมือนกับคำว่า มิสเตอร์ ในภาษาอังกฤษ

 Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ 

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
28 กรกฎาคม 2013

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ชนชาติที่นอนเก่งและแก้ผ้าไวที่สุด

 ข้อมูลโดย oknation.net

ใครเห็นข่าวนี้แล้วก็คงต้องอิจฉา แถมด้วยความหมั่นไส้ นั่นคือ ข่าวที่องค์กรแห่งความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ของสหประชาชาติ ได้สำรวจพบว่า ชาวฝรั่งเศสเป็นชนชาติที่มีความสุขมากที่สุด


เพราะพี่แกตะบี้ตะบันนอนอุตุ อยู่บนเตียงนานกว่าชาวโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะนอนกันแค่คืนละ 6-7 ชั่วโมง แต่ชาวฝรั่งเศสนอนถึงคืนละเกือบ 9 ชั่วโมง มากกว่าชาวเกาหลี, อเมริกัน และสเปนถึงกว่า 1 ชั่วโมง สมัยหนึ่งชาวฝรั่งเศสยังนอนกลางวันแถมเข้าไปด้วยอีกชั่วโมงสองชั่วโมง (วัฒนธรรมนี้เคยพยายามเผยแพร่ในกลุ่มประเทศอินโดจีนมาแล้ว เช่น ลาว เขมร และเวียดนาม) และนานยิ่งกว่าชาวญี่ปุ่นซึ่งใช้ เวลาในการทำงานและเดินทางไป-กลับระหว่างบ้านกับที่ทำงานมากกว่าชาติใดๆ ความจริงที่ยังตกสำรวจมีอยู่ว่า ผู้ชายญี่ปุ่นส่วนใหญ่นั้นกว่าจะกลับถึงบ้านได้ก็แวะเมาแประอยู่ตามร้านอา หารและสแน็ก บาร์จนดึกดื่น ทำให้เวลานอนยิ่งน้อยกว่าหลายชนชาติในโลก
 

นอกจากนี้ยังพบว่า ชาวฝรั่งเศสยังทำตัวได้น่าอิจฉายิ่งไปกว่านั้น ก็คือ พวกเขายังใช้เวลาจิบไวน์และละเลียดกับบรรดาอาหารชั้นเลิศนานกว่าคนอเมริกัน อังกฤษ และเม็กซิกันเกือบเท่าตัว
ลึก ไปกว่านั้น มีผลสำรวจจากองค์กรอื่นๆ อีกว่า คนฝรั่งเศสโดยเฉลี่ยนอกจากจะเน้นเรื่องเครื่องดื่มและอาหารการกินที่มีแต่นมเนย และหลายอย่างก็เต็มไปด้วยคอเลสเตอรอล แต่ไม่ยักมีสถิติเป็นโรคหัวใจและโรคอื่นๆ ที่สำคัญไม่อ้วนจ้ำม่ำเหมือนชนชาติอื่นๆ โดยเฉพาะอเมริกันที่กำลังมีปัญหาโรคอ้วนขนาดหนักอยู่ในขณะนี้

 
ผู้หญิง กับความอ้วนเป็นสิ่งที่ ‘รับไม่ได้’ อย่างเด็ดขาด แต่ผู้หญิงฝรั่งเศสกลับได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงที่สามารถกำราบปราบปรามความ อ้วนได้อย่างชะงัดเหนือกว่าผู้หญิงหลายประเทศในยุโรป มิเรลล์ จูลิอาโน สาวใหญ่ชาวฝรั่งเศสเขียนหนังสือเอาไว้เล่มหนึ่งชื่อ French Women Don’t Get Fat เธอบอกว่า ชายและหญิงฝรั่งเศสกินอาหารด้วยความสุข โดยทุ่มเทความสนใจในการกินอาหารอย่างเต็มที่ เคี้ยวแต่ละคำอย่างช้าๆ ซึ่งไม่ได้ช้าเพราะเพียงแค่เป็นมารยาทเท่านั้น
 

ส่วน สาวมะกันกระดกน้ำอัดลม ชากาแฟ น้ำผลไม้บรรจุขวด แต่ดื่มน้ำเปล่าน้อยมาก ส่วนสาวฝรั่งเศสดื่มน้ำเปล่าวันละเป็นลิตรๆ และดื่มน้ำที่มีกาเฟอีนอย่างสาวมะกันน้อยมาก หนังสือ ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสยอมรับ ว่า การดื่มกินเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของฝรั่งเศส ไวน์จึงเป็นรากฐานอย่างหนึ่งของฝรั่งเศส จนมีคำกล่าวของนักปรัชญาที่ว่า

“ถ้าบนโลกนี้ไม่มีไวน์ ร่างกายและจิตใจของมนุษย์ย่อมว่างเปล่า ความว่างเปล่านี้สามารถทำลายคนเราได้ยิ่งกว่าการดื่มไวน์จะทำได้เสียอีก ไม่ผิดใช่ไหมหากจะบอกว่าคนที่ไม่ดื่มไวน์ทั้งที่จงใจและไม่จงใจนั้น ถ้าไม่โง่ก็เป็นที่ไม่จริงใจ คนที่ดื่มแต่น้ำเปล่าคือคนที่ต้องการจะซ่อนเร้นอะไรบางสิ่งบางอย่างไว้”

สิ่ง ที่ทำให้ ‘อังเคิลอลิศ’ ถึงกับขอบตา ร้อนผ่าวก็คือ การสำรวจอีกชิ้นหนึ่งที่บอกว่า เซ็กซ์ของคนฝรั่งเศสเป็นเซ็กซ์ที่มีคุณภาพมากที่สุด ทำได้บ่อยและมีประสิทธิภาพกว่าทุกชาติพันธุ์บนโลก (เรื่องนี้ผมพยายามจะไม่เชื่อสถิติใดๆ)

 

เขาว่ากันว่า คนฝรั่งเศสไม่เคยรีบร้อน เรื่องเซ็กซ์ พวกเขาถือว่า นี่คือความรื่นรมย์ที่ละเมียดละไมประการหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ของมนุษย์ เท่าๆ กับที่ฝรั่งเศสละเลียดไวน์และอาหารที่เคี้ยวเอื้องแต่ละคำอย่างช้าๆ ทุกขณะเต็มไปด้วยรสชาติ ถือเป็นงานศิลปะประจำวัน (หรือวันเว้นวัน สัปดาห์เว้นสัปดาห์ แล้วแต่วัย) อันงดงามอีกชิ้นหนึ่ง

ประวัติศาสตร์ยังบอกเอาไว้อีกว่า ด้วยเหตุนี้คนฝรั่งเศสจึงแก้ผ้าไวมาก แฟชั่นชั้นยอดของโลกจึงเกิดขึ้น เหมือนที่ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส-จัง ลองแวงที่เคยพูดไว้ว่า “มีแต่ประเทศที่คนถอดเสื้อผ้าบ่อยที่สุดเท่านั้น จึงจะมีคนแต่งกาย ดีที่สุด”

แต่ นี่ไม่ได้หมายความว่า คนแก้ผ้าไวจะเป็นคนแต่งตัวดีที่สุดเสมอไปหรอกนะ เพราะคนคนนั้นอาจจะแต่งตัวไม่ได้เรื่อง แต่เผอิญแก้ผ้าแล้วจะดูดีมาก !


 Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ 

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
27 กรกฎาคม 2013