วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Platane ละครชวนหัวของฝรั่งเศส

ข้อมูลโดย Wikipedia

 

     Platane est une série télévisée française créée par Éric Judor et Hafid F. Benamar, coréalisée par Éric Judor et Denis Imbert, écrite par Éric Judor, François Reczulski et Hafid F. Benamar, produite par 4 Mecs en Baskets Production et diffusée depuis le 5 septembre 2011 sur Canal+
     เครื่องบิน เป็นละครชุดทางโทรทัศน์ประเทศฝรั่งเศสที่สร้างสรรค์โดย เอริค ฌูดอร์ และ อาฟี แอฟ เบอนามาร์ ร่วมกำกับการแสดงโดย เอริค ฌูดอร์ และ เดอนี แอ็งแบร์ และเขียนบทโดย เอริค ฌูดอร์ , ฟรองซัว เรคซูลสกี้ และ อาฟี แอฟ เบอนามาร์ ผลิตโดยบริษัท ผลิตผลรองเท้าผ้าใบ 4 คู่ และออกอากาศเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2011 ทางสถานีช่อง+

 

     Après avoir heurté un platane lors d'un accident de la route, Éric tombe dans le coma pendant un an. À son réveil, il découvre que Ramzy a continué sans lui la suite de la série H, intitulée HP, grâce à laquelle il est devenu une star. Éric décide alors de créer la suite du film La Môme, qu'il intitule La Môme 2.0 : Next Generation, pour prouver qu’il est capable de devenir sérieux, profond et émouvant. Les acteurs invités y jouent leurs propres roles.
     หลังจากมีเครื่องบินชนกันในอุบัติเหตุจากเส้นทางการบิน เอริค อยู่ในอาการหนักเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาพบว่า รัมซี ยังสานต่อรุ่นเอชโดยไม่มีเขา แล้วตั้งชื่อว่า เอชพี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขากลายเป็นดารา เอริคจึงตัดสินใจที่จะสร้างภาพยนตร์ชุดเรื่อง เจ้าลูกแหง่ ซึ่งเขาตั้งชื่อว่า เจ้าลูกแหง่ 2.0 เป็นรุ่นต่อไป เพื่อพิสูจน์ว่าเขามีศักยภาพกลับมาจริงจังได้ อย่างลึกซึ้งและน่าเอ็นดู นักแสดงทุกคนที่ได้รับเชิญจะได้เล่นบทด้วยตัวเอง


Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ 

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
7 ตุลาคม 2013



วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Les Revenants ละครแนวลึกลับจากฝรั่งเศส

 ข้อมูลโดย Wikipedia


     Les Revenants est une série télévisée française créée par Fabrice Gobert et diffusée depuis le 26 novembre 2012 sur Canal+ et en Belgique sur BeTV ; elle est diffusée au Royaume-Uni sur Channel 4 depuis le 9 juin 2013. C'est une adaptation du film homonyme de Robin Campillo sorti en 2004.
     ผี เป็นละครชุดทางโทรทัศน์ประเทศฝรั่งเศส ที่สร้างสรรค์โดย ฟาบริซ โกแบร์ และออกอากาศในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2012 ทางสถานีช่อง+ และในประเทศเบลเยียมทางช่อง บีทีวี และมีการออกอากาศในสหราชอาณาจักรทางช่อง 4 ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2013 มันคือการดัดแปลงจากภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันของ โครบัง กองพิลโล ซึ่งฉายในปี 2004

     Le série se passe dans une petite ville de montagne, plusieurs personnes mortes depuis des années reviennent à la vie  : Camille, une jeune adolescente qui a succombé dans un accident de car en 2008 ; Simon, un jeune homme qui s'est suicidé en 2002 ; Victor, un petit garçon qui a été assassiné par des cambrioleurs en 1977 ; et Serge, un tueur en série tué par son frère en 2005. Ils tentent de reprendre le cours de leur vie alors que d'étranges phénomènes apparaissent  : coupures d'électricité, baisse du niveau d'eau d'un barrage, escarres sur le corps des vivants et des morts…
     ละครชุดดังกล่าวเกิดขึ้นในเมืองเล็กบนภูเขา หลายคนตายในปีที่ผ่านมา แล้วกลับมามีชีวิตใหม่ คามิลล์เป็นเด็กสาวคนหนึ่งที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 2008 , ซิมงเป็นชายหนุ่มที่ฆ่าตัวตายในปี 2002 วิกตอร์เด็กชายคนหนึ่งที่ถูกฆ่าตายโดยพวกโจรในปี 1977 และเเสร์ช ฆาตกรต่อเนื่องที่ถูกฆ่าโดยพี่ชายของเขาในปี 2005 พวกเขาพยายามที่จะยอมรับเส้นทางของชีวิตตัวเอง ในขณะที่มีปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดเกิดขึ้น ไฟถูกตัด ระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าเขื่อน แผลบนร่างกายของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และตายแล้ว   


Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ 

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
6 ตุลาคม 2013

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Engrenages ละครชุดแนวสืบสวนคดีจากฝรั่งเศส

 ข้อมูลโดย Wikipedia

 

     Engrenages est une série télévisée française créée par Alexandra Clert et Guy-Patrick Sainderichin, produite par Son et Lumière, avec la participation de Canal+, Jimmy et avec CinéCinéma pour sa saison 3. La chaine britannique BBC Four s'est également associée à la production de la saison 2. Elle a été diffusée à partir du 13 décembre 2005 sur Canal+, et c'est la toute première série de fiction française à avoir été présentée sur son antenne.     ฟันเฟือง เป็นละครชุดทางโทรทัศน์ของประเทศฝรั่งเศสที่ประพันธ์โดย อเล็กซานดรา แคลร์ และ กี-ปาตริก แซงเดอริชิน ผู้สร้างเสียงและแสง กับการมีส่วนร่วมของสถานีช่อง+ , จิมมี่ กับ ซิเน่ซิเนมา เป็นฤดูกาลที่ 3 โดยสถานีของอังกฤษบีบีซีช่อง 4 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตในฤดูกาลที่ 2 ด้วย ได้รับการออกอากาศในวันที่ 13 ธันวาคม 2005 ทางสถานีช่อง+  และนี่คือละครชุดแรกจากนวนิยายฝรั่งเศสที่ได้รับการออกอากาศในฤดูร้อน

 
  
     Engrenages est l'une des rares séries françaises à s'exporter à l'étranger et a été vendue dans près de 70 pays. En Suisse, la série est diffusée depuis le 15 avril 2008 sur SF1 en version originale sous-titrée en allemand et depuis le 9 mai 2008 sur TSR1. Au Royaume-Uni, la série est diffusée sur BBC Four sous le titre Spiral, c’est la première fois que la BBC acquiert une série française depuis Belle et Sébastien. Aux États-Unis, la série a été achetée par la plateforme Netflix où les quatre saisons seront présentées à partir de la rentrée 2012
     ฟันเฟือง คือหนึ่งในละครชุดหายากของฝรั่งเศส ที่ได้ส่งออกไปต่างประเทศและมียอดขายช่วงฤดูร้อนเกือบ 70 ประเทศทั่วโลก ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ละครชุดดังกล่าวออกอากาศในวันที่ 15 เมษายน 2008 ทางช่องเอสเอฟ 1 ในรูปแบบต้นฉบับเดิมที่มีคำบรรยายในภาษาเยอรมัน และตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2008 ทางช่องทีเอสอาร์ 1 ที่สหราชอาณาจักร ละครชุดดังกล่าวออกอากาศทางบีบีซีช่อง 4 ในชื่อว่า หมุนเป็นเกลียว นี่เป็นครั้งแรกที่บีบีซีนำละครชุดฝรั่งเศสมาฉายนับตั้งแต่เรื่อง เเบลล์และเซบาสเตียน ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ละครชุดนี้ถูกซื้อไปในช่วงฤดูร้อนโดยสถานี เน็ตฟลิกซ์ โดยทั้งสี่ฤดูกาลได้รับการกลับมานำเสนอในปี 2012

 
      
     Au travers d'un jeune procureur, d’un capitaine de police, d’un juge d'instruction et d'une avocate pénaliste, cette série décrit la vie du palais de justice de Paris, ses rouages, ses acteurs, ses petites combines. La série est supposée montrer de la façon la plus réaliste possible la procédure pénale française mais cela semble plus exact pour la première saison que les suivantes, d'après quelques avocats et procureurs.
     เรื่องดำเนินผ่านอัยการหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้นำตำรวจ ผู้พิพากษา และทนายความผู้ซึ่งเข้าร่วมฟังการบรรยาย ละครชุดนี้อธิบายถึงชีวิตในทำเนียบของศาล ในกรุงปาครี กลไกของมัน , เหล่านักแสดง การผสมผสานกันเล็กน้อย ละครชุดนี้ได้สมมุติการแสดงที่พอจะเป็นไปได้กับความจริงมากที่สุด ตามการพิจารณาความอาญาของฝรั่งเศส ซึ่งดูเหมือนว่ามีความถูกต้องมากขึ้นในฤดูกาลถัดไป สอดคล้องตามทนายความและอัยการพอประมาณ


Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ 

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
5 ตุลาคม 2013


วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

โปรตุเกส ดินแดนประวัติศาสตร์ของนักเดินเรือ

 ข้อมูลโดย mthai.com

โปรตุเกสยุคโบราณได้ชื่อว่าเป็นนักสำรวจและเดินเรือตัวยง สืบเนื่องจากร่องรอยของการเดินเรือในอดีต ที่ทิ้งรอยไว้ให้ตามหา
 
โปรตุเกส ดินแดนประวัติศาสตร์นักเดินเรือ

ชาวโปรตุเกสตั้งแต่ยุคโบร่ำโบราณ ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นนักสำรวจ และนักเดินเรือตัวยง ในช่วงสมัยค้นคว้าหาแผ่นดินใหม่ เพราะจากการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ของชาวโปรตุเกส สืบเนื่องได้จากร่องรอยของการเดินเรือ อีกทั้งอารยธรรมแต่ครั้งอดีต ที่ทิ้งรอยไว้ให้ตามหา ซึ่งไม่ว่าจะเดินไปทางใดในกรุงลิสบอน ก็ล้วนแต่มีสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งสถาปัตยกรรม ที่สร้างไว้เพื่อเป็นสิ่งระลึกถึง และเชิดชูบรรพบุรุษนักเดินเรือ สถานที่แรกที่จะพาไปเยี่ยมชมก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นโบสถ์แห่งศาสนาและการประกอบพิธีกรรม แต่มันก็เป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่อเตือนใจ และระลึกถึงนักเดินเรือเช่นกัน

โปรตุเกส ดินแดนประวัติศาสตร์นักเดินเรือ

Mosteiro dos Jeronimos เป็นโบสถ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนาของกษัตริย์ และมีฐานะเป็นอารามหลวง ตั้งอยู่ในเขตเบเลม กรุงลิสบอน ตัวโบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมแบบมานูเอลไลน์ ซึ่งเป็นศิลปะกอธิคในสไตล์โปรตุเกส ที่ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศ ซุ้มประตู หน้าต่าง และหัวเสา มีการแกะสลักลวดลายที่อ่อนช้อยงดงาม โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากพืชน้ำ เปลือกหอย และเชือกสมอเรือ หรืออาจเรียกได้ว่า ได้รับอิทธิพลมาจากการเดินเรือในท้องทะเลนั่นแหละ อารามหลวงแห่งนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อปีค.ศ.1502 โดยพระเจ้ามานูเอลที่ 1 โดยใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 50 ปี เพื่อระลึกถึงความสำเร็จในการเดินเรือของนักเดินเรือชื่อ วาสกู ดา กามา เนื่องจาก เมื่อปีค.ศ.1497 วาสกู ดา กามา ได้ออกเดินเรือจากกรุงลิสบอนไปยังทวีปแอฟริกา และอินเดีย ได้สำเร็จ เมื่อกลับมาจึงนำเงินที่ได้จากการค้าขายเครื่องเทศ มาเป็นทุนในการก่อสร้างอารามหลวงแห่งนี้ และเมื่อ วาสกู ดา กามา เสียชีวิตลง ศพของเขาก็ได้ฝังไว้ในอารามแห่งนี้เช่นกัน

โปรตุเกส ดินแดนประวัติศาสตร์นักเดินเรือ

ภายในอารามหลวงจะมีโบสถ์แบ่งเป็นส่วนต่างๆ ซึ่งมีความวิจิตรงดงามทั้งทางด้านสถาปัตยกรรม และการตกแต่งภายใน อีกทั้งทางด้านหลังของอารามหลวง ยังมีอาคารที่ใช้เป็นที่พำนักของพระมหากษัตริย์อีกด้วย และแน่นอนว่า ความงดงามที่ตราตรึง และอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้ ต้องเป็นที่เข้าตาขององค์การยูเนสโกอยู่แล้ว จึงได้ขึ้นทะเบียนยกให้เป็นมรดกโลกเป็นที่เรียบร้อย

โปรตุเกส ดินแดนประวัติศาสตร์นักเดินเรือ

ชื่นตา ฉ่ำสมองกันไปแล้ว กับหนึ่งสถานที่ที่เชิดชูบรรพบุรุษนักเดินเรือ แต่มันยังไม่หมดแต่เพียงเท่านั้น ก็อย่างที่บอก โปรตุเกสเค้ามีบรรพบุรุษเป็นนักเดินเรือมากมายจริงๆ และเค้าก็เชิดชูได้อย่างน่าชื่นใจ งั้นมาต่อกันด้วยอีกหนึ่งสถานที่ นั่นคือ อนุสาวรีย์

โปรตุเกส ดินแดนประวัติศาสตร์นักเดินเรือ

Padrao dos Descobrimentos เป็นอนุสาวรีย์สิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงความสำคัญแห่งการเดินเรือของชาวโปรตุเกส หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อนุสาวรีย์แห่งการค้นพบ ก่อสร้างเมื่อปีค.ศ.1960 เพื่อฉลองการครบรอบ 500 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าเฮนรี่ กษัตริย์ที่ปกครองโปรตุเกส และเป็นองค์อุปถัมภ์การเดินเรือของชาวโปรตุเกส ในการเดินทางออกไปค้นพบดินแดนใหม่

โปรตุเกส ดินแดนประวัติศาสตร์นักเดินเรือ

อนุสาวรีย์ตั้งอยู่ทางด้านเหนือบริเวณปากแม่น้ำ Tagus ในกรุงลิสบอน ออกแบบโดยสถาปนิกชาวโปรตุเกสชื่อ แองเจโล ซึ่งแต่เดิมมีการก่อสร้างในจัตุรัสเอ็มไพร์ แต่หลังจากนั้น โครงสร้างเดิมได้เกิดการพังลง รัฐบาลจึงได้สานต่อเจตนาที่ต้องการเชิดชูพระเจ้าเฮนรี่ และระลึกถึงความสำคัญแห่งการเดินเรือ จึงได้ทำการก่อสร้างใหม่บนพื้นที่ปัจจุบัน

โปรตุเกส ดินแดนประวัติศาสตร์นักเดินเรือ

โครงสร้างของอนุสาวรีย์เป็นแท่งคอนกรีตที่มีความสูง 52 เมตร และหินย้อมสีกุหลาบ รูปทรงเรือใบ ส่วนรูปปั้นแกะสลักจากหินปูน เป็นจุดท่องเที่ยวที่มีความสำคัญ และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากอยู่ติดริมแม่น้ำ จึงทำให้มีทิวทัศน์ที่สวยงาม

ไหนๆ ก็มาเรื่องความสำคัญของการล่องเรือกันแล้ว งั้น มาเดินเรือกันต่อที่พิพิธภัณฑ์กันดีกว่า ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เรือเก่าที่

โปรตุเกส ดินแดนประวัติศาสตร์นักเดินเรือ

Museu de Marinha พิพิธภัณฑ์กองทัพเรือ หรือ พิพิธภัณฑ์เรือเก่า ตั้งอยู่ที่เบเลมในกรุงลิสบอนเช่นกัน บริหารงานโดยกองทัพเรือประเทศโปรตุเกส พิพิธภัณฑ์จัดแสดงเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์การเดินเรือของชาวโปรตุเกส และมีความเกี่ยวพันธ์กับพระมหากษัตริย์ เช่น มีการจัดแสดงห้องของราชวงศ์บนเรือ และเรือขนาดต่างๆ ตั้งแต่ศตวรรษที่15

 โปรตุเกส ดินแดนประวัติศาสตร์นักเดินเรือ

Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade de Ramkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ 

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
4 ตุลาคม 2013


วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

นี่หรือ? โปรตุเกส

ข้อมูลโดย ภูมิ เพชรโสภณสกุล

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโปรตุเกส





หลายคนคงรู้จักประเทศนี้กันดี แต่รู้เพียงชื่อเท่านั้นแหละ บวกกับได้ยินมาแว่วๆว่าขนมหวานๆอย่างฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด ก็ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศโปรตุเกส

แน่ นอนว่าเมื่อใครๆอยากจะรู้เรื่องราวของประเทศนี้ ส่วนใหญ่เมื่อเปิดอ่านหนังสือหรืออะไรก็ตาม มักจะบอกว่าประเทศนี้ตั้งอยู่ที่องศาไหน สภาพภูมิอากาศเป็นอย่างไร รวมถึงประชากรทั้งหมดกี่คนอะไรประมาณนั้น


ชาวโปรตุเกส
     หลายคนคงรู้เรื่องชนชาติในแถบอเมริกาใต้ที่ส่วนใหญ่เคยเป็นดินแดนอาณานิคม ของพวกสเปนทั้งหลาย เนื่องจากในยุคสมัยนั้นคงรู้จักกันดีในเรื่องของการล่าอาณานิคม ไม่เฉพาะเพียงประเทศสเปน ชาวโปรตุเกสฮีโร่ของเราก็มีส่วนร่วมด้วย แต่แบ่งล่าอาณานิคมคนละทิศทางกัน
     ก็เคยเป็นที่ถงเถียงกันในยุคสมัยนั้นว่าประเทศไหนจะออกล่าอาณานิคมก่อน เพราะสเปนกับโปรตุเกสเป็นเหมือนพี่น้องกันอย่างไรอย่างนั้น คือ ถ้าสเปนจาม โปรตุเกสก็เป็นไข้ตามกันไป เลยมีการแบ่งให้ชาวโปรตุเกสล่าอาณานิคมทางทิศตะวันออก ส่วนสเปนไปทิศตะวันตกของโลก บวกกับความต้องการวัตถุดิบเครื่องเทศของชาวโปรตุเกสด้วย
นอกเรื่องไปไกลแล้ว ถึงเรื่องชนชาติของชาวโปรตุเกสใช่ไหม? ชาวโปรตุเกสส่วนใหญ่ก็มีส่วนในแถบอเมริกาใต้โดยเฉพาะกับประเทศบราซิลที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวโปรตุเกสเป็นส่วนใหญ่

 

     ชาวโปรตุเกสมีเชื้อชาติเดิมทั้งหมดคือชาวเซอร์บี, ชาววิสิกอท, ชาวโรมัน, ชาว มัวร์ (มุสลิม) เนื่องจากสมัยก่อนมีสงครามในดินแดนประเทศโปรตุเกสมาก ที่นานที่สุดคือชาวมัวร์ (จักรวรรดิออตโตมัน) แต่ก็สามารถขับไล่ออกไปได้ แต่กว่าจะออกไปได้นั้นก็มีสงครามเยอะพอสมควร เพราะฉะนั้นประชากรบางครัวเรือนก็อาจจะมีเชื้อมัวร์มาบ้าง ลักษณะบางคนของชาวโปรตุเกสที่คล้ายแขกขาวก็มีบ้างเป็นส่วนใหญ่  สำหรับชาววิสิกอทน่าจะเป็นชนชาติที่อยู่นานมากที่สุด คืออยู่ก่อนที่พวกชนชาติอื่นๆจะมาเสียด้วยซ้ำ ซึ่งหลังๆมาพวกโรมันสมัยนั้นก็ยิ่งใหญ่มากในยุโรป ดินแดนประเทศโปรตุเกสก็อาจถูกครอบครองโดยชาวโรมันบ้าง
     กลับมาเรื่องอาณานิคม ที่ ประเทศบราซิลนั้นเป็นประเทศเดียวที่เป็นอาณานิคมของประเทศโปรตุเกสนั้นเพราะ ว่าได้พบดินแดนที่ไม่นึกว่าจะเป็นอเมริกาใต้ แต่ก็ได้มาเพียงหนึ่งประเทศ ที่เหลือเป็นของสเปนหมดเพราะได้ออกเดินทางไปในทิศตะวันตกตามที่ตกลงกันไว้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีชาวเมืองในแถบอเมริกาใต้ได้เชื้อสายของชาวโปรตุเกส กับสเปนอยู่จำนวนมาก

 

ความจริงเกี่ยวกับประเทศโปรตุเกส

1.) เป็นประเทศที่เรียกว่าจนติดอันดับในยุโรป ช่างน่าเสียดาย
(ข้อมูลจากคุณ Nerine ใน www.pantip.com)

อันดับแรก

สมัย ที่ยังมีเมืองขึ้น เมืองขึ้นต้องการเป็นอิสระโปรตุเกสไม่ยอมเลยใช้เงินทองที่มีอยู่ทุ่มกำลังไป ต่อสู้ปราบปรามกับพวกเมืองขึ้นที่แข็งกระด้างจนเงินทองหร่อยหรอ แล้วมาเจอกับสงครามโลกเลยไปกันใหญ่ ประเทศเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ผู้นำเผด็จการ โกงกินคอร์รัปชั่น ต่อๆกันมาเป็นทอดๆ เลยไม่ฟื้นตัว

อันดับสอง

ปัจจุบัน ผู้นำมีวิสัยทัศน์ไม่ค่อยดี ชาร์ตภาษีแพงมากกกกก คนเลยหลีกเลี่ยงเสียภาษีเลยไม่มีเงินในคลัง แถมตอนที่เข้าร่วมกับอียูใหม่ๆได้เครดิตจากการเป็นอียูกู้เงินสบันหั่นแหลก ทั้งๆที่รายได้ประชากรไม่ดี จนปัจจุบันไม่มีเงินใช้หนี้คืน ธนาคารงดปล่อยเครดิต คนตกงาน
รายได้ต่ำรสนิยมสูง
ประเทศไม่มีผลผลิตอุตสาหกรรมมีแต่สินค้านำเข้า การเกษตรก็ไม่พอเพียงนำเข้า มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแค่ทางตอนใต้

อันดับสุดท้าย

คนโปรตุเกสขี้เกียจมาก (อันนี้ต้องถามคนที่เคยไปทำงานที่โปรตุเกสหรือคนที่เคย ทำงานร่วมกับชาวโปรตุเกสดูว่าจริงไหม?) ไม่ชอบทำงานหนัก พูดเยอะผลงานน้อย เริ่มงาน 9 โมงกินกาแฟตอนเช้าไปแล้ว กว่าจะเริ่มงานจริงๆ 10 โมง เที่ยงกินข้าวเที่ยงอีกแล้ว แถมพัก 2-3 ชั่วโมง กว่าจะกลับมาทำงานกันอีกทีปาเข้าไปบ่ายสามแล้ว

ถ้าต้องทำงานหรือติดต่อธุระกิจกับคนโปรตุเกส อย่าได้คาดหวังอะไรมาก ทุกสิ่งทุกอย่างช้าไม่ตรงเวลา นัดหนึ่งชั่วโมงตอนเช้าอาจจะมาตอนเย็นหรือมาพรุ่งนี้ ถ้ามาก็สาย หรือไม่มาเลยด้วยซ้ำ ทำธุรกิจกับคนโปรตุเกสอย่าพูดด้วยปากเปล่า ทำอะไรต้องมีทนายกับนักบัญชีไม่งั้นโดนโกง

 

2.) มิตรสัมพันธ์ระหว่างชาวโปรตุเกสกับคนอื่นๆ

จริงๆ แล้วชาวโปรตุเกสมิตรสัมพันธ์ดี ส่วนที่เหลือก็เหมือนชาวยุโรปทั่วไปคือตรงไปตรงมา จริงใจ และใช้เวลานานกว่าจะเรียกว่าเพื่อนกันจริงๆได้ ตัวผู้เขียนได้อ่านเจอในหนังสือว่าชาวโปรตุเกสก็มีบ้างที่เอาแต่ใจตนเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยว คุณกำลังเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ซึ่งจะมีผู้ให้ความรู้คอยเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ภายในพิพิธภัณฑ์ กำลังยืนคุยกับเจ้าหน้าที่อยู่ เมื่อคุณเข้าไปข้างใน พวกเขาจะไม่ให้ความสนใจจนกว่าจะคุยให้เสร็จธุระตนเองก่อน ถึงคุณทักไป เขาก็ทักตอบแต่ก็ยังคงเม้าท์ต่ออยู่ดี และที่น่าแปลกใจคือ เวลาทำอะไรก็ตามเช่น สั่งอาหาร  ถามทาง ฯลฯ บางคนส่วนใหญ่จะชอบถอนหายใจแล้วค่อยตอบคำถามเรา ซึ่งดูตอนแรกๆเหมือนเบื่อหน่ายเราอย่างไรอย่างนั้น แต่หลังจากถอนใจเสร็จแล้ว พวกเขาก็จะจริงจังกับคำตอบตน และดูเป็นมิตรขึ้นมาทันทีอย่างแปลกประหลาดมาก? แต่อาจจะมีบางคนที่ขยันขันแข็งและอ่อนน้อมถ่อมตนบ้างก็มี แต่ที่น่าตลกคือสามีภรรยาวัย 50-60 ปี ก็ยังเหมือนคู่รักทั่วๆไปในโลก มีด่า เถียงกันตามประสา ที่น่าสนใจคือคุณลง คุณตา คุณปู่ซึ่งมีลักษณะครบไซส์ คือเจ้าเนื้อ ท้วม และผอม จะชอบใส่หมวกไบเล่ย์แล้วก็จะชอบคุยกันกับเพื่อนๆของแกตามประสาในร้านกาแฟ หรือที่สาธารณะ
 

3.) สินค้าและอาหาร

     ชาวโปรตุเกสชอบของหวานมาก ถือว่าเป็นประเพณีการทานอาหาร เมื่อคุณทานอาหารคาวเสร็จต้องมีของหวานตามมา หรือถ้าคุณสั่งของหวานมา เขาจะไม่ให้เครื่องดื่มอะไรให้คุณเด็ดขาด ในประเทศไทยก็มีของหวานมาจากโปรตุเกสคือทองหยิบ ทองหยอด ทองฝอย ฯลฯ ทาร์ตไข่ ขนมหม้อแกง ขนมสังขยาแต่ที่โปรตุเกสทองฝอยจะรสอ่อนกว่าไทยพอควร ในประเทศโปรตุเกสมีเบียร์ที่อร่อยไม่แพ้กับประเทศเยอรมันหรือประเทศรัสเซีย ถูกประเมินว่าเป็นประเทศที่กินเบียร์มากที่สุดเคียงคู่กับประเทศรัสเซียเลย ทีเดียวสินค้าหลักที่ชอบส่งออกคือไม้ก๊อก

 

Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade de Ramkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ 

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
3 ตุลาคม 2013




วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หาดมารินยา (Marinha) หาดสวรรค์ของโปรตุเกส

ข้อมูลโดย Ideias do Levante

 ลากอส

     หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวอีกหนึ่งคน ที่หลงใหลในกลิ่นอายของความเป็นโปรตุเกส (Portugal) แน่นอนว่าคุณต้องไม่ควรพลาดไปสัมผัสไอทะเลเค็มๆที่ เมืองลากูส (Lagos) เมืองในอัลการ์วี (Algarve) ภูมิภาคทางใต้สุดของโปรตุเกส โดยมีเขตฟารู (Faro) เป็นเมืองหลวงของภูมิภาค 

 หาดมารินฮา

      เมืองลากูส คือเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเขตภูมิภาค เนื่องจากเป็นเมืองที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสถานที่ท่องเที่ยว รวมไปถึงบาร์ ร้านอาหาร และโรงแรมที่มีชื่อเสียงทั้งหลายก็มีมากในเมืองนี้ นอกจากนี้แล้วลากูสยังเป็นเมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์ของการเดินเรือ ซึ่งมีมานานมากกว่า 2000 ปีอีกด้วยค่ะ 



ลากอส

      สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองลากูสนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การท่องเที่ยวชายหาดต่างๆที่อยู่รอบๆตัวเมือง โดยเฉพาะที่ "ชายหาดมารินยา" (Marinha beach) หรือ หาดนาวี (Navy Beach) หนึ่งในชายหาดถือว่าเป็นสัญลักษณ์และมีความสวยงามที่สุดของโปรตุเกส 



หาดมารินฮา



      ชายหาดมารินยา เป็นชายหาดที่ตั้งอยู่บนมหาสมุทรแอตแลนติกในเขตเทศบาลเมืองลากอส นอกจากนี้ยังเป็นหาดที่มิชลิน ไกด์ (Michelin Guide) หนังสือไกด์บุ๊คที่ออกโดยบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์มิชลิน เป็นไกด์บุ๊คที่แนะนำร้านอาหารและที่พักที่ดีที่สุดให้กับผู้ที่ขับรถท่อง เที่ยว ที่ได้จัดอันดับให้หาดแห่งนี้เป็นหนึ่งใน 10 ชายหาดที่สวยที่สุดในยุโรป และเป็นหนึ่งใน 100 ชายหาดที่สวยงามที่สุดในโลกอีกด้วยค่ะ


ลากอส

     หาดมารินยา เป็นชายหาดที่มีความโดดเด่นในเรื่องของทัศนียภาพที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นโขดหินรูปร่างแปลกตารวมไปถึงหน้าผาที่สูงชัน นั่นจึงทำให้ชายหาดมารินฮาได้รับความนิยมในการถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำแคม เปญโฆษณาต่างๆมากมายค่ะ 



ชายหาดที่สวยที่สุด
 ชายหาดที่สวยที่สุด
ชายหาดที่สวยที่สุด


      และนอกเหนือจากชายหาดมารินยาที่ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของเมือง แล้วนั้น เมืองลากูสยังมีชายหาดอื่นๆสวยงามไม่แพ้กัน อันได้แก่ หาดดอนน่า อานา (Dona Ana beach) , หาดคามิลู (Camilo beach) , หาดบาตาต้า (Batata beach) และชายหาดอื่นๆอีกจำนวนมากค่ะ...^-^ 


Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade de Ramkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ 

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
2 ตุลาคม 2013

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เมื่อก่อน "จับปิ้ง" ของไทยอาจนำมาจากโปรตุเกส

 ข้อมูลโดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ฤาจับปิ้งเด็กไทยจะมาไกลจากโปรตุเกส 

      ผู้เขียนพบว่าเนือหาตอนหนึ่งของหนังสือเรื่อง The Portuguese Missions in Malacca and Singapore(1511-1958) Volme III-Singapore(1987 p.485-486)เรียบเรียงโดย Mons. Manuel Teixeira กล่าวถึง "คำ"โปรตุเกส อย่างน้อย ๖ คำตกค้างอยู่ในภาษาเขมร(Cambodia Language)ได้แก่ คำว่า กระดาษ จะปึง(จับปิ้ง) กระสา(นก) ลายลอง(เลหลัง) เหรียญและสบู่ ซึ่งบางคำก็มีเสียงและความหมายคล้ายกับภาษาไทย ดังนี้





กระดาษ ภาษาเขมรออกเสียงว่า kradas ตรงกับ ภาษา โปรตุเกสว่า "carta หรือ cartaz" ภาษาสยามออกเสียงว่า Kradat ภาษามาเลย์ ออกเสียงว่า Kertas
จะปึง(chapung) ตรงกับภาษาโปรตุเกสว่า chapinha(จาปินญา)มาเลย์และสยามออกเสียงคล้ายกันว่า จะปิ้ง จับปิ้ง
กระสา(นก)โปรตุเกสเรียกว่า garça(การ์ซา)
ลายลอง(lay long) โปรตุเกสออกเสียงว่า "leilão-ไลเลา" ไทยออกเสียงว่า เลหลัง
เหรียญ เขมรเรียกว่า "riel" โปรตุเกสเรียกว่า "real"มาเลย์ เรียกว่า "rial" สยามเรียกว่า "rien"
สบู่ เขมรเรียกว่า "sabu" สยามเรียกว่า "sabu" โปรตุเกสเรียกว่า "sabão-ซาเบา หรือ ซาเบิว"


     ผู้เขียนลองสุ่มถามเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งว่า รู้จักจับปิ้งหรือเปล่า ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่รู้จัก แต่คนโบราณรู้จักจับปิ้งกันดี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ หน้า ๒๒๔ อธิบายว่า "จับปิ้ง" เป็นคำนาม แปลว่า "เครื่องปิดที่ลับของเด็กหญิง ทำด้วยเงิน ทอง หรือ นาก เป็นต้น, กระจับปิ้ง จะปิ้ง ตะปิ้ง หรือ ตับปิ้งก็เรียก (มอญเรียกว่า จะปิ้ง)" แต่หนังสืออักขราภิธานศรับท์หมอปรัดเลย์(น.๑๕๐, Dr. D. Bradley)ให้ "อาจาริย์ทัดคัดแปล" เมื่อค.ศ.๑๘๗๓ อธิบายว่า จับปิ้ง ใช้ได้ทั้งเด็กชายและเด็กหญิง กล่าวคือ " จับปิ้ง, เปนชื่อของสำรับผูกบั้นเอวเด็ก, ปิดบังที่ลับของเด็กผู้หญิง, ทำด้วยเงินบ้าง, ทองบ้าง, เหมือนเด็กไทนั้น"


เป็นที่น่ายินดีว่า เวบบล็อกwriter.dek-d.com อธิบายความหมายของ จับปิ้ง พร้อมกับยกตัวอย่างไว้น่าสนใจเมื่อ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ จึงขออนุญาตดัดแปลงเล็กน้อยเพื่อนำมาอ้างอิงเผยแพร่เป็นวิทยาทานในที่นี้ว่า "จับปิ้ง ...แผ่นโลหะ หรือ แผ่นไม้ที่ใช้ปิดบังอวัยวะเพศของเด็กผู้หญิง เพื่อไม่ให้โจ่งแจ้ง เปิดเผยจนเกินไป (หากเป็นเด็กชาย จะห้อย พริกเทศ ซึ่งพัฒนามาเป็นปลัดขิก ) เหตุผลอีกข้อหนึ่งที่เด็กผู้หญิงต้องใส่จับปิ้ง ก็เนื่องจากว่า เป็นการสอนกิริยามารยาทของเด็กให้สุภาพ เรียบร้อย หากเด็กคนไหนซนมากๆ พ่อแม่ก็จะใช้จับปิ้งที่มีขนาดหนาและใหญ่เป็นพิเศษ เพื่อที่เวลาเด็กวิ่งเล่นซน ตัวจับปิ้งก็จะตีของลับเด็ก ทำให้ซนมากไม่ค่อยได้ ต้องเดินเรียบร้อย เวลาจะนั่งก็จะเรียบร้อย มิฉะนั้น จับปิ้งก็จะทิ่มที่ลับได้ ลักษณะของจับปิ้งจะมีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งทำจากทองคำฝังเพชร ถมยา ลงรัก เงินและทำจากไม้ ขึ้นอยู่กับชั้นวรรณะของผู้ใช้ หากเป็นลูกเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ก็จะใช้ทองคำฝังเพชร ถมยา ลงรัก ลดลั่นลงมาก็จะเป็นเงิน หากเป็นลูก ชาวบ้านชาวไร่ชาวนาก็จะเป็น ไม้ หรือจากกะลามะพร้าว เด็กผู้หญิงในปัจจุบันไม่นิยมใส่จับปิ้ง แต่เราจะเห็นว่ามีชาวต่างชาติบางคนนำจับปิ้งมาเป็นจี้ หรือสร้อย ห้อยคอ แสดงให้เห็นถึงยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงไป"

อย่างไรก็ดี บทความได้รับความสนใจจากผู้รู้และเสนอข้อวิจารณ์ดังนี้เพื่อความสมบูรณ์ของเนื่อหาและเพื่อเป็นข้อพิจารณาต่อไปในอนาคต 
อ้างจาก: NAVARAT.C ที่ 30 เม.ย. 11, 09:45 (http://www.reurnthai.com/index.php?topic=4376.195)

     พอเห็นต้นศัพท์ดังกล่าว ผมก็ตื่นเต้นเล็กน้อย สมัยนี้สงสัยใคร่รู้อะไรเข้าเวปแพร๊บเดียวก็รู้เรื่อง ผมจึงรีบเอาคำว่า chapinhaไปค้นหาในกูเกิลต่อ หวังจะได้รูปจับปิ้งของแท้ของโปรตุเกสเอามาฝาก แต่รูปทั้งหมดที่เจอ กลับกลายเป็นไอ้เจ้าข้างล่างนี่ ไทยแปลจากคำภาษาอังกฤษมาตรงๆว่า เครื่องดัดผม ผมก็ไม่รู้ภาษาโปรตุเกสแม้กระจิ๊ดเดียว ไม่สามารถจะค้นต่อได้ว่า เจ้าเครื่องดัดผมมือถือเนี่ย มันจะเป็นคำแผลงมาจากจับปิ้งได้อย่างไร มีผมตรงนั้นสักเส้นให้ดัดที่ไหน

พิทยะ
ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงว่า บทความเรื่อง "ฤาจับปิ้งเด็กไทยจะมาไกลจากโปรตุเกส" นั้น เป็นการตั้งสมมติฐานโดยต่อยอดจากข้อค้นพบรากศัพท์คำว่า "จับปิ้ง" ในภาษาโปรตุเกส ซึ่งเสนอโดยบาทหลวง Manuel Teixeira นักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกส และได้แจ้งที่มาของเอกสารอ้างอิงอย่างชัดเจนในหนังสือชื่อ The Portuguese Missions in Malacca and Singapore(1511-1958) Volme III-Singapore(1987 p.485-486) และรู้สึกยินดีที่มีการdeateอย่างออกรสออกชาติดังปรากฏข้างต้นไปแล้วครับ ยุคนี้ "จะปินญา"(chapinha) อาจแปลว่า "เครื่องหนีบผม, ดัดผม" แต่ก่อนหน้านี้ ผมไม่เชื่อว่า บาทหลวงไตไซราจะโมเมคิดเป็นตุเป็นตะตั้งชื่อในภาษาโปรตุเกสเอาเองแต่อย่างใด ครับ
เทาชมพู ความคิดเห็นที่ 205 เมื่อ 21 พ.ค. 11, 14:23
(http://www.reurnthai.com/index.php?topic=4376.195)


คำว่า chapinha ในภาษาโปรตุเกส แปลตามตัวว่า flat iron หรือแผ่นเหล็กแบน เครื่องเหยียดผม ที่เรียกว่า chapinha เพิ่งคิดค้นขึ้นมาเมื่อค.ศ. 1882 นี้เองคำว่า chapinha ถ้ามีในภาษาโปรตุเกสก่อนหน้านี้ ก็แสดงว่าเป็นแผ่นเหล็กแบนที่ใช้ในเรื่องอื่น วัตถุประสงค์อื่น ไม่ใช่เอาไว้หนีบผมให้เหยียดตรงเด็กโปรตุเกสไม่ใช้จับปิ้งแน่นอน สภาพอากาศทำให้ไม่ควรคาดอะไรให้เกะกะร่างกาย เพราะสวมเสื้อผ้าก็รุ่มร่ามมิดชิดพออยู่แล้วแต่ถ้าอาจารย์พิทยะและบาทหลวง หมายถึงว่า ในภาษาโปรตุเกสมีคำว่า chapinha ซึ่งฟังสำเนียงคล้ายๆจับปิ้ง จึงอาจเป็นได้ว่าศัพท์"จับปิ้ง" มาจากภาษาโปรตุเกส แต่แปลว่าอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่จับปิ้ง สมมุติว่าโปรตุเกสใช้คำว่า chapinha (จะปินญา) ในความหมายดั้งเดิมของเขาว่า แผ่นเหล็กเล็กๆ ( ซึ่งจะใช้ทำอะไรก็ได้) พอมาเห็นเด็กสยามคาดจับปิ้ง เลยเรียกว่า อ้อ เด็กหญิงชาวสยามคาดจะปินญา คนไทยเลยเรียกตามว่าจับปิ้ง แล้วถ้างั้น ก่อนบาทหลวงจะเรียก ชาวบ้านสยามเขาเรียกอะไรล่ะคะ เมื่อมันมีวัตถุขึ้นมาแล้ว มันก็น่าจะมีชื่อเรียกมาก่อนหน้านี้ด้วย ไม่ต้องรอฝรั่งตั้งให้ก่อนอีกอย่าง จับปิ้งไทยไม่ได้ทำด้วยเหล็ก เด็กชาวบ้านใช้กะลามะพร้าวเจาะรูร้อยเชือกคาดเอว ถ้าเป็นคนมีเงินอาจใช้โลหะ เช่นเงิน แต่ก็ไม่ใช่เหล็กแน่นอน เหล็กเป็นของหายากสำหรับชาวสยาม

พิทยะ
ผมน้อมรับในคำวิจารณ์ข้างต้นครับ และได้ตรวจสอบจากทูตวัฒนธรรมโปรตุเกสและแล้วปรากฏว่าในช่วงอายุของเธอก็ไม่รู้จักจับปิ้ง

ผมได้เขียนไปถามเว็บไซต์คุณแม่(www.mum.org)ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า ไม่รู้จักเช่นกัน ดังนั้นในเบื้องต้นนี้ผมจึงต้องยอมรับตามข้อเสนอของทั้งสองท่านโดยดุษณี ด้วยความขอบคุณครับผม อนึ่ง ในการเสวนาทางวิชาการเรื่อง Spice, trade and sacred ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 21 มิย. 54 ผมก็ได้อ้างถึงข้อถกเถียงนี้ใน 
http://www.reurnthai.com ด้วยความชื่นชมเช่น เดียวกัน 


Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade de Ramkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ 

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
1 ตุลาคม 2013