วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

Der Räuber (2010)

  ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com


Der Räuber 
(แดร์ ครอยเบอร์ - โจรผู้ร้าย)

     หนังดราม่าอาชญากรรมจากประเทศเยอรมนี เรื่องนี้สร้างจากนิยายที่เขียนขึ้นจากเรื่องจริงของนาย Johann Kastenberger (โยฮัน คัสเทนแบร์เกอร์) นักวิ่งมาราธอน/โจรปล้นธนาคารชาวออสเตรีย ซึ่งตัวหนังก็เจ๋งพอที่จะถูกเสนอเข้าชิงรางวัลหมีทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์ นานาชาติเบอร์ลินครั้งที่ 60 เสียด้วยนะ ขอบอก

นักวิ่งและโจรในร่างเดียวกัน?!
     หนังเล่าเรื่องของ Johann Rettenberger หนุ่มมาดนิ่งที่เพิ่งพ้นคุกมาจากคดีปล้นแบงค์เมื่อหกปีก่อน ซึ่งเขาก็กลายเป็นดาวเด่นทันทีเมื่อลงแข่งขันวิ่งมาราธอนและทำลายสถิติชาติ ได้ จนชีวิตน่าจะไปได้สวยในการเป็นนักกรีฑาอาชีพ แต่ดูเหมือนว่าเขายังจะเอาดีด้านการปล้นธนาคารอีกเสียด้วยสิ ว่าแล้วก็สวมหน้ากากยางเที่ยวตระเวนปล้นไปวิ่งหนีตำรวจไปซะจนวุ่นวายกันทั้งเวียนนาเชียวงานนี้

หยุดนะนี่คือการปล้น!
     ผลงานของ ผู้กำกับ Benjamin Heisenberg (เบนยามิน ไฮเซนแบรก) เรื่องนี้มาในสไตล์หนังยุโรปคือนิ่ง ๆ พูดน้อย มีสไตล์ แม้ในฉากการปล้นและการ วิ่งหนีตำรวจจะไม่โฉ่งฉ่างตูมตามสไตล์หนังฮอลลีวู้ด แต่ก็ทำออกมาน่าลุ้นได้อยู่ แถมวิวทิวทัศน์ของเวียนนา ออสเตรีย ก็สวยได้ใจซะ ถึงกระนั้นตัวละครหลักก็ดูเหมือนจะปล้นเอามันส์มากกว่าจะจำเป็นต้องปล้น และหนังก็เปิดเผยความรู้สึกนึกคิดของเขาเพียงแต่น้อย ดังนั้นเลยอาจไม่ได้ใจคนดูให้คอยเอาใจช่วยได้เท่าไหร่นัก ทว่าหนังโดยรวมแล้วก็ยังน่าพอใจอยู่ดี

พระเอกเรามาในอารมณ์นี้ตลอดทั้งเรื่อง
     แม้ตัวหนังจะอิงเรื่องหลวม ๆ จากเรื่องจริง แต่ก็ยังแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า คุกไม่ได้มีไว้ดัดสันดานอาชญากร เพราะมีน้อยรายจริงๆ ที่ออกมาแล้วกลับตัวกลับใจเป็นคนดีศรีสังคม ดังนั้นคุกจึงน่าจะมีไว้เพื่อกันคนเหล่านี้ให้พ้นจากสังคมซะมากกว่านะ แถมหลายคนออกมาแล้วก็ดูเหมือนจะเป็นโจรเต็มขั้นไปซะอีกแน่ะ ถึงมีคนขนานนามคุกให้เป็น 'มหาวิทยาลัยโจร' ยังไงล่ะ 


อันเนื่องมาจากหนัง

     เป็นที่รู้กันว่าหนังสร้างโดยอิงจากเรื่องจริงของนาย Johann Kastenberger (1958-1988) นักวิ่งมาราธอนยอดฝีเท้าชาวออสเตรีย ที่ตระเวนออกปล้นธนาคารและก่อคดีฆาตกรรมหลายคดี โดยมีเอกลักษณ์ประจำตัวตอนออกก่อคดีในการสวมหน้ากากยางประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน แห่งอเมริกาและควงปืนลูกซองสั้น จนได้รับฉายา 'ไอ้ลูกซองรอนนี่'


     ที่เด็ดคือ มีครั้งหนึ่งเขาถูกจับได้คาอพาร์ทเม้นท์ ตำรวจพบเงินที่ปล้นมาได้กว่าสี่แสนยูโร ในอีกสองวันต่อมาขณะถูกสอบสวนอยู่บนโรงพักเขาก็อาศัยจังหวะ เจ้าหน้าที่เผลอ โดดออกมาจากหน้าต่างหนีไป และหลังจากที่หลบหนีตำรวจได้หลายวัน ก็ถูกจับตายขณะแหกด่าน โดยมีการระดมกำลังตำรวจกว่า 450 นายออกตามล่าเขา ซึ่งนับว่าเป็นใช้กำลังพลตามจับโจรที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ออสเตรียเลย ทีเดียว

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 


 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
14 เมษายน 2014




วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557

Amour (2012)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com


 Amour
(อามูร์ - ความรัก)

 มาผลงานเรื่องล่าสุดของ Michael Haneke (มิชาเอล ฮานาเคอ) ชาวเยอรมัน ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาอีกแล้วครับท่านเพราะได้ไปเฉิดฉายบนเวทีแจกรางวัลหนัง เกือบทุกเวทีใหญ่ ๆ อาทิการซิวรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ คว้ารางวัลลูกโลกทองคำ และล่าสุดก็ได้ชิงออสการ์ตั้งหลายรางวัล รวมทั้งนักแสดงนำหญิง Emmanuelle Riva (เอมมานูแอล คริวา อายุ 84 ปี ชาวฝรั่งเศส) ซึ่งคุณยายได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าชิงสาขานี้ที่อายุเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ของออสก้าร์เลยทีเดียว

    

     หนังมาในสไตล์หนังยุโรปเป๊ะ นั่นคือการแช่กล้องถ่ายนิ่ง ๆ เป็นอาจิณ เล่นกันอยู่ไม่กี่คน ฉากไม่กี่ฉาก เต็มไปด้วยบทสนทนา และมีฉากสัญลักษณ์งง ๆ ให้ตีความ ดังนั้นหากท่านถูกสไตล์หนังอันฉับฉึ่กหวือหวาของฮอลลีวู้ดแล้วล่ะก็ เตรียมเบื่อและเตรียมหลับได้เลยงานนี้ แต่หากพอจะคุ้นเคยกับหนังยุโรป หรือพอจะเริ่มปรับตัวกับจังหวะของหนังได้ ก็จะพบว่าหนังนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ อย่างที่เขาว่าแหละ     


 

      สำหรับเราที่เฉยๆ กับหนังของผู้กำกับคนนี้มาตลอด กลับพบว่าเรื่องนี้ของแกดูเข้าถึงง่ายกว่าเรื่องที่ผ่าน ๆ มาแยะ แม้หนังจะนิ่งๆ แต่กลับสามารถสร้างอารมณ์ให้แก่คนดูได้อย่างหลากหลาย ทั้งสงสาร เศร้า ประทับใจ ซึ้ง งง ช็อค เบื่อกับง่วงไม่นับ และชวนให้ขบคิดหนังจบอารมณ์ไม่จบอีกต่างหาก     



     ที่น่าสรรเสริญสุด ๆ คือการแสดงของทั้งคุณตาคุณยาย ที่โผล่แทบจะทุกฉากและก็เอาอยู่โดยไม่ต้องพึ่งบิ๊กแบ๊ก ดูแล้วแทบจะปูผ้ากราบงามๆ เลยทีเดียว สมแล้วที่คนเขาซูฮกตัวหนังซะปานนี้ เพราะของเขาดีจริงๆ และถ้าจะให้ดีก่อนดูขอให้ท่านนอนหลับพักผ่อนมาอย่างเพียงพอ ไม่งั้นมันคือยานอนหลับดีๆ นี่เอง



 Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
13 เมษายน 2014





วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2557

Miss Bala (2011)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com



Miss Bala

     Laura สาวเม็กซิกันบ้านนอกผู้ใฝ่ฝันจะประกวดนางงาม ซึ่งเธอก็ได้เข้าประกวดสมใจเสียด้วยสิ แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกคาเฟ่ชนิดที่เธอคงขำไม่ออกแน่ เมื่อเธอต้องเข้าไปพัวพันอย่างไม่เต็มใจกับแก๊งค์ค้ายาขาโหด และต้องตกอยู่ท่ามกลางสงครามยาเสพติดที่บู๊กันดุเดือดเลือดพล่านอย่างกับ สงครามกลางเมือง จนอนาคตของนางงามอย่างเธออาจจะจบลงแบบไม่งดงามซะแล้วสิเนี่ย


นางงามเวทีนี้โจรเป็นสปอนเซอร์
     หนังดราม่าอาชญากรรมจากประเทศเม็กซิโก เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจหนักๆ จากเรื่องจริงสุดฉาวในปี ค.ศ.2008 ของ Laura Zúñiga (เล้ารา ซูนยิกา) นางงามคนดังในขณะนั้น ที่โดนจับพร้อมแก๊งค์ค้ายาอาวุธหนักเต็มคันรถ จนเธอถูกกองประกวดถอดตำแหน่งคืนแทบไม่ทัน ซึ่งในเวอร์ชั่นหนังนี้ก็ทำได้ดีถูกใจนักวิจารณ์ จนถึงขั้นถูกส่งเป็นตัวแทนของเม็กซิโกเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม


เม็กซิโกยังเป็นประเทศที่ไม่น่าอยู่เช่นเดิม
     หนัง เดินเรื่องเรื่อยๆ แต่ก็ประสบความสำเร็จในการเสนอความเป็นเมืองเถื่อนไม่น่าอยู่อาศัยของประเทศเม็กซิโกแบบที่เราเห็นมานักต่อนักในหนังหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแก๊งค์ค้ายาที่ถืออาวุธหนักไปไหนมาไหนชนิดไม่แคร์สื่อ การคอรัปชั่นของข้าราชการทั้งทหารตำรวจ สงครามยาเสพติดสุดรุนแรงที่ฝ่ายอเมริกาต้องเข้ามาร่วมรบด้วย และที่ประชดประชันสุด ๆ คือการใช้อิทธิพลมืดลามไปล็อคสเป็คถึงเวทีประกวดนางงามด้วย

นางเอกเราสลดตลอดทั้งเรื่อง
     หนังเสนอโลกอาชญากรรมของเม็กซิโกอย่างจริงจัง รุนแรง แต่ไม่เร้งเร้า บางคนอาจจะติว่านางเอกดูเซื่องๆ โง่ๆ ไม่หือไม่อือไปหน่อยมั้ย ที่เชื่อฟังโจรตลอดจนตัวเองโดนหางเลขไปด้วย ซึ่งมันก็จริง เพราะหนังไม่ได้แสดงให้เห็นชัดๆ ว่าทำไมนางเอกถึงยอมพวกโจรนัก ว่ากลัวตาย? กลัวคนที่รักได้รับอันตราย? แต่ก็นะ คนเรามันคิดไม่เหมือนกันนี่ ที่สำคัญคือเธอไม่ใช่สาวมะกันสุดมั่นซึ่งพร้อมจะเอาคืนกับเหล่าร้ายแบบที่ เราเห็นจนคุ้นชินในหนังฝรั่งส่วนใหญ่เน้อ
หน้าตาของ Laura Zúñiga ตัวจริง
     มีซีนหนึ่งที่ถ่ายทอดให้เห็นภาพการเกิดระเบิดและกลุ่มควันจากการต่อสู้ระหว่าง แก๊งค์ค้ายา และตำรวจในแถบกลางเมือง และภาพของคู่บ่าวสาวเพิ่งแต่งงานที่กำลังจะไปฮันนีมูนพร้อมๆ กัน ซึ่งดูเหมือนว่าบ่าวสาวคู่นี้จะไม่สนใจใยดีกับภาพความรุนแรงที่ปรากฏ ราวกับมันเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาคุ้นเคยอยู่แล้ว ซึ่งมาคิดๆ ดูแล้ว แค่ซีนนี้ซีนเดียวก็อาจจะบ่งบอกถึงสังคมเม็กซิโกในทุกวันนี้ได้อย่างชัดเจน ที่สุดแล้วก็เป็นได้นะ ป๊าด!

Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/


 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
12 เมษายน 2014

    วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557

    Alabama Monroe (2012)

      ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com

     

    Alabama Monroe
     (อลาบามา มองโคร)

         Didier (ดีดีเยร์) และ Elise (เอลิเซ) ตกหลุมรักซึ่งกันและกันตั้งแต่แรกพบ เขาคือนักดนตรีคันทรี่แนวบลูกราสผู้โรแมนติกแต่ไม่เชื่อในศาสนา เธอคือช่างสักผู้มองโลกในความเป็นจริงแต่ก็มีศรัทธาในพระเจ้า เขาพูด เธอฟัง แม้ว่าพวกเขาจะแตกต่างกันหลายอย่าง แต่ก็เหมือนแม่เหล็กต่างขั้วที่ยิ่งดึงดูดกันและกัน จนในที่สุดทั้งคู่ก็ตัดสินใจแต่งงานกัน และมีพยานรักเป็นลูกสาวน่ารักคนหนึ่ง ซึ่งทุกอย่างดูเหมือนจะแฮปปี้ดีแทค จนกระทั่งเมื่อลูกสาววัย 6 ขวบของพวกเขาได้รับการวินิจฉัยว่ากำลังป่วยเป็นโรคมะเร็ง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์รักแท้ของพวกเขาที่มีต่อกัน ที่จะทำให้คุณผู้ชมต้องตราตรึงไปอีกนาน

     


         Felix Van Groeningen (เฟลิกซ์ ฟัน โกรนินเกน) ผู้กำกับหนุ่มชาวเบลเยี่ยมเชื้อสายดัตช์ กลับมาอีกครั้งหลังจากเคยทำให้เราประทับใจมาแล้วในหนังดราม่า/ตลก The Misfortunates (2009) ซึ่งมาคราวนี้เขามากับหนังดราม่า/ความรัก ที่มีมาครบทั้งความโรแมนติกและความรวดร้าว ปวดหน่วงๆ ที่หัวใจ ยิ่งหนังเล่าเรื่องแบบตัดสลับช่วงเวลาไปมา ยิ่งทำให้นึกถึง Blue Valentine (2010) เข้าไปใหญ่



          ที่น่าสนใจคือหนังเลือกที่จะใช้ดนตรีแนวบลูกราสมาขับกล่อมอารมณ์ (เหมือนในต้นฉบับที่เป็นละครเวที) ซึ่งก็ดูแปลกหูแปลกตาดีสำหรับการที่เห็นคนเบลเยี่ยมมาร้องเล่นเพลงแนวคัน ทรี่ของคนมะกันแบบนี้ แต่พวกเขาก็ทำหน้าที่ได้ดีและมันก็ออกมาสนุกสนานเศร้าซึ้งมากพอที่จะส่ง อารมณ์หนังได้ในยามที่ต้องการ และต้องทำให้บางคนหันมามองเพลงแนวนี้ใหม่อีกครั้งด้วยความสนใจมากขึ้นเป็นแน่ 

     

          หนังอาจจะมากับเรื่องราวบ้านๆ เล่าเรื่องแบบเรื่อยๆ ไม่มีหักมุมให้หงายเงิบ แต่ก็ตัดต่อสลับเหตุการณ์ไปมาอย่างสร้างสรรค์ ไม่ชวนงง ซ้ำยังส่งผลร้อยเรียงทางอารมณ์และเรื่องราวได้อย่างไม่มีสะดุด ส่วนบรรดานักแสดงแม้จะหาคนหน้าตาหล่อสวยอย่างในหนังมะกันที่เราคุ้นเคยแทบไม่ได้ แต่ก็เล่นกันได้อย่างมีเสน่ห์ ร้องเล่นดนตรีกันได้ ซีนอารมณ์หนักๆ ก็ไม่หวั่น ที่อวยมาซะเยอะ ก็เพราะหนังเขาดีจริงๆ คอหนังสายดราม่าที่ไม่น้ำเน่าน่าจะพึงพอใจกันมิใช่น้อย ดูหนังมะกัน หนังกระแสเยอะๆ ก็เปลี่ยนบรรยากาศมาดูหนังยุโรปกันบ้างก็ดีเหมือนกันนะ


     Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

    สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/


     จอมณรงธร (ตี๋)
    กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
    ปีการศึกษา 2556-57
    กลุ่ม "Fanclub FS"
    11 เมษายน 2014

    วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2557

    Tropa de Elite (2007)

    ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com




    Tropa de Elite
    (โตรปา ดี เอลีตี - กลุ่มหัวกะทิ)  
         จะว่าไปแล้วหนังบราซิลเรื่องนี้ก็เหมือนกับเป็นภาคต่อกลาย ๆ ของหนัง City of God (2002) ได้เลยนะเนี่ย เพราะนอกจากจะมีหนึ่งในสองมือเขียนบทจากเรื่องนั้นอย่าง Bráulio Mantovani (เบร๊าลิอู มันโตวานี) แล้ว เรื่องราวยังว่าด้วยโลกอาชญากรรมในเมือง Rio de Janeiro (คริอู ดี ชาเนย์รู) เช่นเดิม เพียงแต่ว่าใน City of God บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของปัญหายาเสพติดในเมือง ส่วนเรื่องล่าสุดนี้ก็คงจะเป็นการอัพเดตสถานการณ์ของปัญหานี้ให้ทันสมัยขึ้นมา อีกหน่อย (ปี 1997) โดยคราวนี้จะเป็นการหันไปเน้นมุมมองทางด้านตำรวจบ้างล่ะ

    จิ๊กโก๋ประเทศนี้ถือปืนปืนเล็กยาว กันเป็นว่าเล่น งานนี้ตำรวจก็หนาวสิ
         ปี 1997 เมืองคริอูยังประสบปัญหายาเสพติดและแก๊งจิ๊กโก๋ครองสลัมเช่นเดิม โดยมีตำรวจเลวบางพวกที่รับส่วยจากแก๊งเหล่านี้ด้วย ทั้งนี้แวดวงตำรวจก็คอรัปชั่นกันอย่างหนักในทุกระดับชั้น กินแบบโจ๋งครึ่ม ตะกละตะกราม จนตำรวจในบางประเทศแถวนี้ชิดซ้ายไปเลยทีเดียว แต่ใช่ว่าตำรวจจะเลวกันไปหมด ตำรวจที่ดีก็ยังมีอยู่ และยังมีความหวังอยู่ นั่นก็คือหน่วยงานของตำรวจบราซิลที่เรียกว่า "BOPE" (ย่อมาจากภาษาโปรตุเกส Batalhão de Operações Policiais Especiais - บาตัลเยา ดี โอเปราเซาช์ โปลีซีไอช์ เอสเปซีไอช์ แปลว่า หน่วยตำรวจปฏิบัติการพิเศษ)
    ปัญหาอาชญากรรมรุนแรงมากเลยต้องมีตำรวจหน่วยพิเศษไว้ต่อกร
         หนังเล่าผ่านมุมมองของตำรวจน้ำดีสามนายคือ ผู้หมวด Roberto (โครแบร์ตู) หนึ่งในผู้นำหน่วย BOPE ที่กำลังหาตัวแทนมาเสียบตำแหน่งตนเพราะเขากำลังจะถอนตัวไปเลี้ยงลูกที่เพิ่งคลอด และตำรวจใหม่ไฟแรงอีกสองหน่อคือ Neto (เนตู) กับ André (อันเดร) ที่ทนเห็นความฟอนเฟะในสังคมและแวดวงตำรวจไม่ไหวเลยอยากจะสมัครเข้าหน่วย BOPE ให้รู้แล้วรู้รอด แต่หน่วยนี้ก็ไม่ใช่ว่าใครจะนึกจะเข้าก็เข้ากันได้ง่ายๆ เพราะมีการฝึกและคัดกรองอย่างหนัก ชนิดที่ว่าฝึกหนักกว่าทหารอิสราเอลที่ขึ้นชื่อว่ามีการฝึกทหารหนักที่สุดในโลกเลย ซึ่งใครได้บรรจุเข้าหน่วยนี้ล่ะก็ แทบจะเรียกได้ว่าเขากลายเป็นเครื่องจักรสังหารได้เลยล่ะ
    ตำรวจหน่วยนี้ถนัดทรมานผู้ต้องหานักแล
         หนังนำเสนออย่างจริงจัง ตีแผ่ปัญหาอย่างเข้มข้น ฉากแอ็กชั่นก็รุนแรงและเด็ดขาด ถึงจะไม่อึ้ง ทึ่ง เสียว และเปี่ยมไปด้วยสไตล์เท่า City of God แต่หนังก็เยี่ยมพอตัว หลายคนอาจจะติว่าหนังเสนอปัญหาในมุมมองเพียงด้านเดียว และกำลังบอกคนดูว่าการแก้ปัญหาอาชญากรรมในเมือง ต้องใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟันและความรุนแรงเท่านั้น ซึ่งความเป็นจริงมันอาจจะไม่โสภาและถูกต้องนัก แต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็นอีกเสี้ยวหนึ่งของภาพรวม สำหรับคนที่ชอบ City of God หรือหนังแอ็คชั่นดราม่าเนื้อหาเข้มข้น ตีแผ่ปัญหาสังคมและอาชญากรรม นี่เป็นหนังดีที่ไม่ควรพลาดเลย

     Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade deRamkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

    สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 


     จอมณรงธร (ตี๋)
    กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
    ปีการศึกษา 2556-57
    กลุ่ม "Fanclub FS"
    10 เมษายน 2014

    วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557

    El Páramo (2011)

    ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com 
     

    El Páramo
    (เอล ป๊าราโม - ทุ่งโล่ง)
         ถ้าหากเอ่ยถึงประเทศโคลัมเบียแล้ว พวกเราส่วนใหญ่คงไม่ค่อยจะหือจะอือกันสักเท่าไหร่นัก นอกจากจะเคยเห็นภาพลักษณ์ที่ส่งผ่านมาทางหนังฮอลลีวู้ดว่าเป็นดินแดนแห่งนักค้ายาเสพติด ออกแนวเถื่อนๆ หน่อย และนักร้องสาวสุดเซ็กซี่ Shakira ก็เป็นชาวโคลัมเบียเหมือนกัน แต่ถ้าเอ่ยถึงหนังโคลัมเบียขึ้นมา หลายคนคงจะบ่นพึมพำว่ามันมีด้วยเหรอ? 

    เมื่อทหารต้องเจอสงครามประสาท
         หนังแนวจิตวิทยาระทึกขวัญเรื่องนี้ก็คือข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าหนังโคลัมเบียก็ไม่ธรรมดานะครับ ด้วยเรื่องราวของทหาร 9 นายที่มีภารกิจต้องไปตรวจสอบดูว่า ทำไมทหารที่ประจำการยังฐานบนยอดเขาไกลปืนเที่ยงแห่งหนึ่ง ถึงขาดการติดต่อไป ซึ่งเมื่อพวกเขาไปถึงก็พบเรื่องราวลึกลับ สุดสยองหลอนจิตปั่นประสาทเกิดขึ้นมากมาย จนถึงกับสติแตกไปตามกันเลยทีเดียว

    งานนี้ปืนกลก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก
         เปิดเรื่องมาอย่างจริงจัง น่าเชื่อถือ แม้จะเป็นหนังทุนน้อยแต่ก็ดูไม่กิ๊กก๊อกแต่อย่างใด เล่นกับเรื่องราวชวนสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับปีศาจ มนต์ดำ เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ แต่ก็มุ่งเน้นด้านจิตวิทยามากกว่าว่าตกลงคนมันบ้าหลอนกันไปเองหรือเพราะ ฝีมือของปีศาจกันแน่

    หน้าตาพี่แกอารมณ์ประมาณนี้ตลอดทั้งเรื่อง
         เรื่องนี้ถึงจะประสบความสำเร็จในการนำเสนออย่างจริงจัง และมอบความกดดัน อึมครึมแก่คนดูได้ดี แต่ตัวละครแต่ละตัวในเรื่องล้วนทำตัวสติแตกไปคนละทาง ชนิดที่ไม่มีใครที่คนดูพอจะสามารถฝากผีฝากไข้ให้เป็นพระเอกได้เลย จนกลายเป็นหนังที่ปั่นประสาทคนดูให้เครียดกันสถานเดียว ไม่ได้มีอะไรที่น่าประทับใจแต่อย่างใดไปซะงั้น


         นี่ไม่ใช่หนังแอ็คชั่น แต่หนังโคลัมเบียไม่ใช่จะมีหลุดมาให้ดูกันบ่อยๆ ถึงหนังโดยรวมจะไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ แต่ทำได้ขนาดนี้ก็นับว่าไม่เลวแล้วล่ะ ใครที่อยากเพิ่มความกดดันเข้ามาในชีวิตบ้าง หนังเรื่องนี้ก็คือตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว

    Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

    สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/


     จอมณรงธร (ตี๋)
    กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
    ปีการศึกษา 2556-57
    กลุ่ม "Fanclub FS"
    9 เมษายน 2014

    วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2557

    Encarnação do Demônio (2008)

    ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com



    Encarnação do Demônio (2008)
     (เอ็นการ์นาซาว ดู เดโม้นิอู - การจุติของปีศาจ)

    พอเอ่ยถึงชื่อของ Zé do Caixão (เซ ดู ไกชาว - เซแห่งโลงศพ) ขึ้นมาแล้วคอหนังหลายคนอาจแบ๊ะๆ แต่ถ้าจะถามคอหนังคัลต์สุดสยองแล้วคงได้ร้องอ๋อกัน เพราะนี่คือตัวละครสุดเก๋าจากบราซิลที่มีดีกรีความคลาสสิกไม่แพ้พวก เจสัน, เฟรดดี้, ศุกร์ 13 ฝันหวานเลยทีเดียว แถมยังมีสร้างออกมานานโขตั้งแต่ยุค '60 แล้วคือ À Meia-Noite Levarei Sua Alma - 1963 (อา เมยา นอยตี เลวาเรย์ ซัว อัลมา - ตอนเที่ยงคืนฉันจะมาเอาวิญญาณคุณ) ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนังสยองขวัญเรื่องแรกของบราซิล และ Esta Noite Encarnarei no Teu Cadáver - 1967 (เอสตา นอยตี เอ็นการ์เรย์ นู เตว กาด้าเวร์ - คืนนี้ฉันจะครอบครองซากศพของแก) นั่นยังไงล่ะ

    หง่อมแล้วยังโหดได้อยู่นะเนี่ย
    และแล้ววันดีคืนดี ผู้กำกับ José Mojica Marins (โชเซ่ โมชิกา มารินส์) วัย 75 ปี ก็ทำภาค 3 นี้ออกมา หลังจากทิ้งช่วงไปจากภาคที่แล้วกว่า 40 ปีเลยทีเดียว (โห!) โดยแกยังคงรับบทเป็น Zé do Caixão เองเหมือนที่ผ่านมา ด้วยเรื่องราวของ ที่ถูกปล่อยออกมาจากคุกหลังจากถูกจองจำมากว่า 40 ปี ซึ่งถึงแม้ทุกวันนี้เขาจะหง่อมแล้ว แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความชั่วร้ายเท่าเดิม และยังคงหมกมุ่นในการจับสาวๆ สวยๆ มาทำเมียเพื่อผลิตทายาทอสูรไว้สืบสานเลือดชั่วของเขาให้อยู่คู่โลกเบี้ยวๆ ใบนี้ต่อไป (ป๊าด!)

    แหม มีไส้อั่วมาฝากซะด้วย
    คนที่ไม่เคยดู 2 ภาคแรกมาก่อนจึงไม่รู้ว่าเรื่องราวที่ผ่านๆ มาเป็นยังไง ดังนั้นก็คงต้องมีงงนิดๆ ติดปลายนวมกันบ้าง สำหรับคนที่เพิ่งเจ๋อมาดูภาคนี้เป็นภาคแรก เพราะมีการตัดสลับภาพนึกย้อนไปยังภาคที่ผ่านๆ มาด้วย แต่ทั้งนี้หนังก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพราะเน้นขายโหด ขายสยอง ขายซาดิสม์ ขายแหว่ะ ขายเสื่อม ขายโป๊เปลือย แถมยังจะมีฉากเหวอๆ สไตล์เหนือจริงให้ดูกันอีกด้วย เรียกได้ว่าคุณตาแกคัลต์กันเต็มเหนี่ยวเลยล่ะงานนี้


    เห็นเล็บแกแล้วอยากโยนกรรไกรตัดเล็บให้จริงๆ
    หนังโดดเด่นตรงฉากทรมานทรกรรมชนิดฮาร์ดคอร์ที่หลายฉากเล่นจริงเจ็บจริง เช่นฉากที่ใช้ตะขอเกี่ยวเนื้อที่หลังเหยื่อแล้วดึงร่างขึ้นและฉากที่ใช้ตะขอ เย็บปาก (หนังพวก Saw หรือ Hostel กลายเป็นเด็กๆ ไปเลยล่ะงานนี้) ซึ่งเข้าใจว่าตัว ผกก.คงหาพวกที่ชอบเจาะร่างกายตนเองมาเล่นเพื่อความสมจริงสะใจคอซาดิสม์ ส่วนงานด้านเอฟเฟกต์สมจริง และด้านภาพที่ดูดีก็ช่วยส่งเสริมบรรยากาศความ ซาดิสม์ปนเหวอให้โดดเด่นขึ้นมาได้อีกโขเลย
    หนังเล่นจริงเจ็บจริงซาดิสม์จริงแบบไม่ต้องพึ่งเอฟเฟกต์
    และในที่สุดแกก็จบไตรภาค Coffin Joe ลงไปได ซึ่งได้ทิ้งเชื้อไว้สำหรับหนังชุดใหม่เรียบร้อย ส่วนเราจะได้ดูกันในเร็วๆ นี้หรือไม่ ก็ต้องโปรดติดตามกันต่อไป เพราะอิตาลุงผู้กำกับ แกก็อายุปูนนี้แล้ว คงจะอยู่ซาดิสม์คู่โลกไปได้อีกไม่นาน แต่อย่างน้อยแกก็ยังทิ้งตัวละคร Coffin Joe ให้อยู่คู่วงการหนังคัลต์สยองขวัญต่อไปละเนอะ
    โปสเตอร์สองภาคแรก

    Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade deRamkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

    สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 




     จอมณรงธร (ตี๋)
    กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
    ปีการศึกษา 2556-57
    กลุ่ม "Fanclub FS"
    8 เมษายน 2014