วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Dans ma peau (2002)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com



Dans ma peau
(ดอง มา โป - ในผิวหนังของฉัน)

      สาวออฟฟิศนาม Esther (เอสเธร์) ดันไปหกล้มจนได้แผลเหวอะหวะที่ขา ที่งานปาร์ตี้ในค่ำคืนหนึ่ง ต่อมาเธอก็พบว่าตนหาได้มีความเจ็บปวดต่อบาดแผลนั้นไม่ แถมยังรู้สึกอยากจะ เฉือน กรีด ผ่าร่างกายตนให้เลือดไหลออกมาแล้วก็ดื่มกินมัน ซึ่งนับวันเธอก็ยิ่งกระสันที่จะทำอย่างนี้มากขึ้นทุกทีจนควบคุมตนเองไม่ได้ เรียกได้ว่าเธอเสพติดและดื่มด่ำไปกับการ 'กินตนเอง' ซะแล้ว อ่าา งานนี้เสื่อมได้ใจอีกแล้วครับทั่น

ดื่มเลือดตนเองนี่มันก็อร่อยไปอีกแบบนะ
     Esther Marina de Van (เอสเธร์ มารินา เดอ วอง) ขอเหมาหน้าที่ทั้งแสดงนำ เขียนบท กำกับเองเลย ซึ่งก็นะ หนังจิตๆ แบบนี้การที่ได้คนหน้าตาออกจิตๆ อย่างเจ๊มาแสดงเนี่ยมันช่างสมกันอย่างกับผีเน่ากับโลงผุเสียจริงๆ (แถมตอนเจ๊โป๊ก็ดูเซ็กซ์เสื่อมมากกว่าเซ็กซี่ซะอีก) หนังมาแบบเรื่อยๆ ไม่ฉูดฉาดระทึกขวัญ แต่ก็ยังหวาดเสียวได้อยู่ และงานด้านภาพที่มีการแบ่งเฟรมครึ่งจอในบางฉากซึ่งก็ดูเก๋และสื่อความหมายดีไปอีกแบบ
เลือดเขรอะเชียวนะเจ๊
     หนังเสนอภาพการเสพเลือดเนื้อตนเองของนางเอก แบบที่ดื่มด่ำ ลุ่มหลง ซาบซ่าน ปานกำลังมีเซ็กซ์ (แถมชียังถ่ายรูปเก็บไว้ดูอีกแน่ะ) โดยไม่ได้ออกแนวทรมานทรกรรมแม้แต่นิด และจบแบบปลายเปิด ไม่ได้มีบทสรุปของเรื่องที่แน่ชัด ให้คนดูเอาไปตีความกันเองตามประสาหนังอาร์ตทั้งหลาย ในขณะที่ด้านฉากแหว่ะ แม้จะไม่มีแบบเห็นจะๆ แต่แค่ฟังจากเสียง เห็นจากสีหน้าท่าทางนางเอก ก็เล่นเอาคนดูเสียวไส้ไปตามๆ กันได้แล้วล่ะ

คอหนังคัลต์คงจะคุ้นหน้าอิตาคนนี้กันดี
     หนังสยองขวัญฝรั่งเศสเรื่องนี้มาแปลกกว่าเรื่องอื่นๆ ตรงที่ไม่ได้เสนอเรื่องราวการจับชาวบ้านไปทรมานแล่เนื้อเถือหนัง แต่เป็นการทำร้ายร่างกายตนเองแบบดื่มด่ำ ซึ่งมันก็แปลกแตกต่างดีและเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ไม่เลวสำหรับคอหนังแนว ทรมานบันเทิงที่เบื่อหนังสไตล์เดิมๆ แล้ว เก่งมากจ่ะ แม่คุ๊ณณ


 Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
7 พฤษภาคม 2014



วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Antikörper (2005)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com


Antikörper
(อันทีเคอร์พาร์ - สารต่อต้านเชื้อโรคในร่างกาย)
     ผู้กำกับ Christian Alvart (คริสเทียน อัลวาร์ท) เป็นคนทำหนังชาวเยอรมันอีกคนหนึ่งที่มีโอกาสโกฮอลลีวู้ด แม้ว่าผลงานของเขาอย่าง Pandorum (2009) และ Case 39 (2009) จะมีผลลัพธ์ออกมาในระดับกลางๆ ไม่หือไม่อือ (แต่ก็ยังดีกว่าออกมาล้มเหลวจนแทบม้วนเสื่อกลับเยอรมันไม่ทันล่ะเนอะ) และหนังทริลเลอร์ที่เกี่ยวกับฆาตกรโรคจิตเรื่องนี้นั้นก็คือผลงานของเขาที่ โดดเด่นเข้าตานายทุนจนทำให้ได้โกฮอลลีวู้ดนั่นเอง


ท่านคงไม่อยากให้ใครมามองหน้าท่านด้วยสายตาเช่นนี้แน่
     เมื่อรู้ข่าวว่า Gabriel Engel (กาเบรียล เอ็นเกล) ฆาตกรโรคจิต 14 ศพ ผู้ชอบจับเด็กผู้ชายไปฆ่าตุ๋ย (แถมยังดูดเลือดเหยื่อไปเป็นสีสำหรับวาดรูปอีกต่างหาก) เพิ่งจะถูกตำรวจจับได้ ตำรวจหนุ่มจากบ้านนาอย่าง Michael Martens (มิชาเอล มาร์เทินส์) จึงได้ตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเพื่อสอบสวนนาย Gabriel ว่าเป็นตัวการในคดี ฆาตกรรมสุดอื้อฉาวที่เคยเกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ของเขาหรือไม่ จนเกิดเรื่องราวสุดเข้มข้นตามมามากมาย ซึ่งจะชวนให้ท่านนึกถึงหนังเด็ดๆ อย่าง Se7en (1995) ยัน The Silence of the Lambs (1991) เลยทีเดียว

Norman Reedus ในหนังเยอรมัน?!
     ถึงแม้จะชวนให้นึกถึงหนังสองเรื่องที่เอ่ยถึงข้างต้น ก็ไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องนี้จงใจเลียนแบบ เพราะก็มีธีมและเรื่องราวเป็นที่เป็นทางของตนเอง และที่ฮาก็คือผู้สร้างรู้ตัวว่าคนดูต้องคิดถึงหนังอย่าง The Silence of the Lambs แน่ ๆ ก็เลยให้ตัวละครโรคจิตในหนังทำท่าทางล้อเลียน Dr. Hannibal Lecter แบบขำ ๆ มันซะเลยในฉากหนึ่ง ซึ่งทางด้านคุณ André Hennicke ก็ทำหน้าที่ได้อย่างน่าจดจำ (และกล้าโชว์ช้างน้อย) ในบทตัวร้ายของเรื่องที่ท่านคงจะไม่อยากอยู่ใกล้ๆ เขาเป็นแน่แท้
เป็นฝ่ายคอสตูมหนังเรื่องนี้นั้นไม่ต้องเหนื่อยดีแฮะ
     และที่พยายามสอดแทรกเข้ามาตลอดคือการตั้งคำถามว่าคนเรามันชั่วกันได้ยัง? ความชั่วมันติดต่อกันได้มั้ย? และทำไมเราทำชั่วกันได้ตั้งแต่เด็กๆโดยไม่ต้องมีใครสอน? ซึ่งก็ทำให้นึกถึงหนังชาติเดียวกันเรื่อง Das weiße Band (2009) (ดาส ไวเซอ บันด์ - ริบบิ้นสีขาว) ของ Michael Haneke (มิชาเอล ฮาเนอเคอ) ได้อยู่บ้าง แต่ที่น่าเย้ยหยันที่สุดคือหนังยังอุตส่าห์ยกเรื่องราวของอับราฮัมกับอิสอัคจากพระคัมภีร์เดิมมาใช้ ซึ่ง ก็ดูแปลกๆ เพราะก็พวกเยอรมันไม่ใช่เหรอที่เกลียดชังชาวยิวจนถึงขนาดกะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วตอนนี้จะมาทำเป็นซึ้งกับเรื่องราวของบิดาของชนชาติอิสราเอล (หรือยิว) เช่นนี้ เหอๆ


Norman Reedus
ดูเหมือนว่าเฮีย Norman Reedus (จากซีรี่ส์ The Walking Dead) นักแสดงหนุ่มชาวมะกัน จะสนิทชิดเชื้อกับ ผู้กำกับ Alvart ดี ก็เลยโผล่มารับบทตำรวจที่เจอดีในช่วงแรกของหนังแบบไม่คิดตังค์สักแดง แถมยังตามติดมาเล่น Pandorum ในบทตัวประกอบให้อีกด้วย อย่างนี้ก็ต้องคอยดูต่อไปว่าเขาจะตามมาโผล่ในหนังของ ผู้กำกับ Alvart อีกในอนาคตหรือไม่เน้อ


สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
6 พฤษภาคม 2014




วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Rammbock (2010)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com



Rammbock
(รัมม์บ็อก - กระทุ้ง)

      ประเทศไหนๆ เขาก็มีหนังซอมบี้เป็นของตัวเองกันแทบจะหมดแล้ว (แม้แต่พี่ไทยในหนังคัลต์ 'ขุนกระบี่ ผีระบาด') คราวนี้ถึงคิวของประเทศเยอรมันบ้างล่ะ (หลังจากที่เคยโดนหนังนอร์เวย์อย่าง Dead Snow 2009 ยัดเยียดให้เป็นซอมบี้นาซีไปทีแล้ว) ซึ่งตัวปกดีวีดีถึงกับขึ้นคำโปรยอย่างเลิศหรูว่า 'แม้แต่บิดาหนังซอมบี้อย่าง George A. Romero ยังจะต้องเป็นปลื้มกับหนังเรื่องนี้' 

ซอมบี้รุ่นใหม่พันธุ์หน้าแดง
     ส่วนเรื่องราวนั้นเล่าก็เป็นเรื่องของหนุ่มผมน้อย Michael ที่ตัดสินใจเดินทางไปง้อแฟนเก่าถึงอพาร์ทเม้นท์ เผื่อว่าจะถ่านไฟเก่าจะคุขึ้นมาอีกครั้งได้บ้าง ทว่าพอไปถึงกลับไม่เจอเจ้าหล่อนแม้แต่เงา แต่ว่าดันเจอแต่เหล่าซอมบี้สายพันธุ์ใหม่ที่นอกจากจะวิ่งเร็วปรู๊ดปร๊าดตาม แบบซอมบี้ยุค 4G (แหม่ ทันสมัยซะด้วย) แล้วพวกมันยังหน้าแดงก่ำกันอย่างกับตูดลิงก็มิปาน งานนี้แทนที่พระเอกเราจะได้ง้อแฟนให้สบายใจเฉิบ เลยต้องไปวิ่งหนีซอมบี้กันหูตูบลิ้นห้อยหางตกกันแทนซะงั้น

โดนซอมบี้ไซร้ซอกคอมาละเซ่
     ก่อนอื่นเลยที่ขอบอกคือ อย่าให้ปกดีวีดีเรื่องนี้สร้างความคาดหวังให้แก่ท่านมากนัก เพราะหนังเรื่องนี้ออกจะทุนน้อย ไม่มีอะไรอลังการอย่างที่เห็นหรอกเน้อ หนังเล่นกับการอยู่ในสถานที่จำกัด กับตัวละครอันน้อยนิด และไม่ได้มีฉากโหดฉากแหว่ะให้เห็นอะไรมากมายหรอกเน้อ แต่ว่าก็ยังตื่นเต้นพอดูลุ้นได้อยู่บ้าง ทว่าเมื่อมาด้วยความยาวหนังเพียงแค่ 60 นาทีเท่านั้น มันก็เลยกลายเป็นว่าดูยังไม่ทันจะมันส์ก็จบแล้วซะงั้น


เหล่าตัวละครหลักของเรื่อง
     ส่วนด้านเหล่าซอมบี้นั้นก็เป็นไปตามอิทธิพลของหนังซอมบี้ยุคใหม่คือ เป็นลักษณะของคนติดเชื้อคลั่งซะมากกว่าจะเป็นซากศพเน่าเฟะลุกขึ้นมา (คงได้รับอิทธิพลมาจาก 28 Days Later หรือไม่ก็ Rec ของสเปนมาแบบเต็มๆ) ดังนั้นพวกนี้ต้องวิ่งเร็วปรู๊ดปรี้ดอยู่แล้ว ผู้สร้างเพียงแต่เหยาะลักษณะพิเศษให้พวกนี้เข้าไปอีกนิดเช่น การให้พวกนี้มีหน้าแดงๆ และให้แพ้แสงแฟลชจ้าๆ ก็เลยพอจะทำให้แตกต่างจากเรื่องอื่นอยู่บ้าง

เวลานี้คงไม่เหมาะที่จะชมวิวเท่าไหร่มั้ง
     โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้ไม่ถึงกับจะเรียกว่าแจ่ม แต่ก็ห่างไกลจากคำว่าห่วยเช่นกัน ยังไงซะบรรดาแฟนหนังซอมบี้ก็คงจะพอดูกันได้เพลินๆ อยู่ และสำหรับขาจรที่อยากจะเห็นว่าซอมบี้สัญชาติเยอรมันหน้าตาท่าทางจะเป็นยังไง ก็เชิญหามาทัศนากันเลยโลด แต่บอกได้เลยว่างานนี้ป๋า Romero เขาคงจะไม่ค่อยปลื้มอย่างที่คุยฟุ้งไว้หรอกมั้ง ก็เล่นวิ่งไวซะปานนั้นนิ หุหุ

คุณยายซอมบี้

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 



 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"

5 พฤษภาคม 2014

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Tesis (1996)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com


Tesis
(เต้ซิส - วิทยานิพนธ์)

     ถ้าจะนึกถึงบรรดา ผู้กำกับชาวสเปนที่โด่งดังระดับอินเตอร์ ชื่อของ Alejandro Amenábar (อาเลฆั้นโดร อเมน้าบาร์) ก็คงจะติดโผกับเขาด้วย แต่ถ้าหลายคนยังทำหน้าเอ๋ออยู่ว่าหมอนี่เป็นใครกันฟะ ก็ขอบอกว่าเขานี่แหล่ะคือเจ้าของหนังสุดหักมุมของเจ๊ Nicole Kidman อย่าง The Others (2001) นั่นยังไงล่ะ (อ๋อ ล่ะสิทีนี้) และหนังทริลเลอร์ชวนสงสัยเรื่องนี้ก็คือผลงานแจ้งเกิดของเขานั่นเอง

ใครอยากดู snuff film ยกมือขึ้น
     หนังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ Ángela (อั้งเฆลา) นักศึกษาสาวที่ตั้งใจจะทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับความรุนแรงในสื่อโสตทัศน ซึ่งไปๆ มาๆ เธอก็ดันไปเจอม้วนวีดีโอหนัง Snuff film (แสดงจริง เล่นจริง ตายจริง) ของแท้และดั้งเดิมที่บันทึกภาพการทรมานและฆ่านักศึกษาสาวอย่างเหี้ยมโหดเข้า โดยบังเอิญ และพอสืบไปสืบมาก็พบว่าตัวฆาตกรอาจจะเป็นนักศึกษาร่วมคณะของนางเอกเราก็เป็นได้!

เอานิ้วไปจิ้มจอทีวีทำไมล่ะจ้ะนั่น?
     ถึงพล็อตจะคล้ายกับหนังหนังแนว Whodunit (นวนิยายฆาตกรรม) ทั่วๆ ไป แต่ ผู้กำกับเราก็เล่าเรื่องออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง และบทก็พลิกไปพลิกมาจนเดาทางไม่ค่อยออก ในขณะที่หนังก็ไม่ได้ขายภาพรุนแรงตามเรื่องราวทั้งๆ ที่อะไรๆ ก็เอื้อซะขนาดนั้น กระนั้นก็ยังดูไปลุ้นระทึกไปเดาไปได้ตลอด แต่ ที่ทำให้หนังเรื่องนี้แจ่มกว่าเรื่องอื่นๆ ก็คือการพูดถึงประเด็นความรุนแรงกับมนุษย์ ซึ่งหนังบอกว่าลึกๆ ลงไปแล้วมนุษย์เราชอบความรุนแรงกันแทบทุกคน

พี่ๆ น้ำแดงเปื้อนหน้าแล้ว
     ว่าแล้วก็ยกตัวอย่างของนางเอกที่บอกว่าตนไม่ชอบความรุนแรงเลยสักนิด แต่ก็ไม่วายอยากรู้อยากเห็นอยากมุงเวลาเห็นคนประสบอุบัติเหตุ หรือตอนดูวีดีโอ Snuff film ที่ตอนแรกชีก็ยี้เมินหน้าหนีแล้วเอามือปิดตาตนเอง แต่พอเพื่อนบอกว่าอย่าดูเชียวนะหล่อน เธอก็ค่อยๆ มองลอดนิ้วมาดูด้วยความใคร่รู้ทันที (อิอิ) และปิดท้ายที่สื่อกับความรุนแรง ซึ่งในฉากสุดท้ายเราจะเห็นผู้คนเฝ้าใจจดใจจ่อกับรายงานข่าวที่พูดถึงคดี Snuff film ที่เพิ่งคลี่คลายลง แล้วดูเหมือนว่าสื่อก็รู้ว่าคนดูต้องการอะไร ว่าแล้วพวกเขาก็เลยแพร่ภาพบางส่วนจากวีดีโอสนองอยากกันซะเลย นี่แหล่ะเนอะ ถึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมหนังโหดๆ รุนแรงๆ ถึงได้เป็นที่นิยมกันมาจนทุกวันนี้


Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
4 พฤษภาคม 2014





วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Des hommes et des dieux (2011)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com


Des hommes et des dieux  

(เด ออม เซ เด ดีเยอ - เหล่าบุรุษและพระเจ้า)

     หนังดราม่าจากประเทศฝรั่งเศสเรื่องนี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะว่าซิวรางวัล Grand Prix จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีล่าสุดมาครอง ซึ่งรางวัลนี้ก็มีศักดิ์ศรีเป็นรองก็แต่เพียงรางวัล Palme d'Or ที่หนังไทยอย่าง 'ลุงบุญมีระลึกชาติ' ของขวัญใจ"กองเซ็นเซ่อ" บ้านเรา (ตั้งใจพิมพ์ผิด) อย่างคุณพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้มาครอบครองนั่นเอง
หลวงพี่กำลังมองตาซึ้งกันอยู่
     หนังสร้างโดยได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในปี 1995 เมื่อเหล่านักบวชของสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งในประเทศอัลจีเรีย ที่อยู่อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกับเหล่าชาวมุสลิมมาตลอด ต้องเผชิญการทดสอบความศรัทธาครั้งสำคัญ เมื่อเหล่าผู้ก่อการร้ายออกคุกคามชีวิตของชาวต่างชาติ พวกเขาก็เลยต้องสำรวจใจตนเองอย่างหนักว่าจะเอาชีวิตรอดโดยการลี้ภัยหนีไปที่ อื่น หรือว่าจะยืนหยัดทำพันธกิจของพระเจ้าอยู่ที่นี่ต่อไป โดยมีความศรัทธาในพระเจ้าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเขาเท่านั้น

Lambert Wilson กับบทผู้นำของสำนักสงฆ์
     ผลงานของ ผู้กำกับ Xavier Beauvois (ซาวิเยร์ โบวัวร์) เรื่องนี้พาไปสำรวจชีวิตของบรรดานักบวชนิกายหนึ่งในคริสตศาสนาได้อย่างถึง แก่น เพราะนอกจากจะแสดงให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างละเอียดละออแล้ว ยังพาสำรวจลึกลงไปในจิตใจของแต่ละคนด้วย เพราะถึงแม้พวกเขาจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ละทุกสิ่งทางโลกแล้ว แต่ก็ยังมีความรู้สึกรักตัวกลัวตายกันอยู่ตามประสามนุษย์ที่ยังมีความอ่อนแอ และขีดจำกัด จนหลายครั้งพวกเขาต้องขัดแย้งทางความคิดกันเองและยังต้องต่อสู้กับความกลัว ภายในใจของตนอีกด้วย

ป๋าชุดดำแกเล่นดีมากๆ
     หนังเล่าเรื่องไปแบบเรื่อยๆ และแสดงให้เห็นกิจสงฆ์อย่างละเอียดจนบางทีอาจจะชวนเบื่อไปบ้าง ทว่าบทจะรุนแรงก็รุนแรงพอดูทีเดียว (แต่ก็มีไม่เยอะ) ถึงกระนั้นหนังก็ยังน่าสนใจในส่วนของความขัดแย้งภายในใจของบรรดานักบวช ซึ่งนักแสดงแต่ละคนในเรื่องถึงจะ 50 อัพกันหมดแล้วแต่ก็ทำหน้าที่ของตนได้อย่างน่าชื่นชมทีเดียว (โดยเฉพาะคุณป๋าที่หง่อมกว่าเพื่อนที่เล่นดีแบบได้ใจจริงๆ) และหนังยังนำเพลง Swan Lake ของ Tchaikovsky มาใช้ในช่วงไคลแม็กซ์อย่างถึงอารมณ์สุดๆ

หนังมีผู้แสดงหลักๆ อยู่ 7 คน
     เพราะเป็นหนังที่เกี่ยวกับนักบวชแบบนี้จึงไม่ใช่หนังที่จะดูแล้วชอบกันได้ทุกคน แต่ถ้าหาแง่มุมที่โดนใจได้แล้วล่ะก็จะพบว่านี่เป็นหนังที่แจ่มมากเรื่อง หนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งสำหรับคนที่นับถือศาสนาคริสต์แล้ว หนังเรื่องนี้ก็น่าจะโดนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นหนังที่หนุนใจในด้านความเชื่อความศรัทธาในวันมามาก ส่วนสำหรับขาจรทั่วๆ ไปก็จะพบว่าเป็นหนังที่มีดีด้านการแสดง และได้เห็นสิ่งที่นักบวชชาวคริสต์เขาทำกันเชื่อกัน ซึ่งเท่านี้ก็ถือว่าโอเคแล้วล่ะเนอะ


Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
3 พฤษภาคม 2014



วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Los Cronocrímenes (2007)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com



Los Cronocrímenes
(โลส โกรโนกรีเม้เนส - ช่วงเวลาแห่งอาชญากรรม)
     Hector (เอ็กโตร์) หนุ่มใหญ่ผมเหลือน้อยกับภรรยา เพิ่งย้ายขึ้นบ้านใหม่แถวชานเมือง แล้วในขณะเขากำลังนั่งหย่อนใจที่สนามหลังบ้าน พลางเอากล้องส่องทางไกลมาส่องโน่นส่องนี่ไปตามเรื่อง ก็ดันส่องไปเห็นสาวสวยคนหนึ่งกำลังแก้ผ้าในป่า ก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับ และด้วยความอยากรู้อยากเห็น (ปนลามก) เขาจึงตัดสินใจเดินไปดูใกล้ๆ ให้เห็นกันจะๆ ไปเลยโลด แต่พอไปถึงกลับถูกชายลึกลับที่พันหน้าพันตาตนด้วยผ้าก๊อสสีชมพูโผล่มาตามทำร้ายแทนซะงั้น

เห็นคนซ้ายแล้วชวนให้นึกถึงหนัง Darkman ของ Sam Raimi ซะจริงๆ
     แล้วพอหนีไปหนีมาก็ดันจับผลัดจับพลูมุดเข้าเครื่องไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปโผล่ยังอดีตอันใกล้แทน!? พระเอกเราก็เลยต้องพยายามตั้งสติยุบหนอพองหนอ จับต้นชนปลายว่าตกลงเรื่องมันเป็นยังไงมายังไงกันแน่ และหาทางแทรกแซงอดีตเพื่อทำให้ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้งให้จงได้ แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะยิ่งวุ่นวายหนักขึ้นกว่าเดิมนะเนี่ย อืม...นี่เพราะความลามกของน้าแท้ๆ เลยนะเนี่ย อิอิ

พระเอกเราสภาพเยินน่าดูเชียว
     หนังไซไฟจากสเปนโดยฝีมือการ กำกับ/เขียนบท (และยังร่วมแสดงด้วย) ของหนุ่มความสามารถรอบคอหอยวัย 33 ขวบ Nacho Vigalondo (น้าโช บิกาโล้นโด) เรื่องนี้มีพล็อตที่ลึกลับซับซ้อน มีปมและเงื่อนงำต่างๆ ให้ได้ดูไปคิดตามไปมากมาย แต่ผู้กำกับเราก็สามารถเล่าเรื่องวุ่นๆ เหล่านี้ให้ออกมาดูง่าย ไม่ต้องดูไปปวดหมองไปแต่อย่างใดเลย และถึงหนังจะเล่นกันแค่ 4 คน แต่ก็ไม่น่าเบื่อเลย ตัวคุณ Karra Elejalde (ก้ารา เอเลฆัลเด) พระเอก ของเรื่องนั้นก็ทำหน้าที่ได้ดีมากในบทชายวัยกลางคนที่ท่าทางบื้อๆ ในตอนแรก แล้วก็ค่อยๆ ร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ เมื่อต้องผ่านเรื่องวุ่นวายต่างๆ มากขึ้น

มาดเท่ๆ (ตรงไหน?) ของพระเอก
     ทว่าการเป็นหนังเล็กๆ ที่ขายไอเดียมากกว่าจะขายสเปเชียลเอฟเฟกต์ กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคนบ้านๆ ไม่กี่คน ไม่ได้ใหญ่โตระดับมนุษยชาติแบบนี้ ก็เลยไม่มีอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจให้ได้เห็น และสำหรับคนที่ไม่ชอบดูหนังที่ต้องคิดไปดูไป ก็คงจะเห็นว่าหนังไม่น่าสนุกนัก เช่นกัน แต่ถ้าท่านเป็นคนชอบหนังขายไอเดียก็คงจะถูกใจใช่เลยแน่นอน ซึ่งนี่ก็เห็นว่าหนังได้ถูกนำไปรีเมคเรียบร้อยหอยเสียบ เตรียมออกฉายแล้วด้วย ยังไงก็ต้องติดตามดูกันล่ะนะว่าจะทำเสียของชวนยี้ ตามฟอร์มหนังรีเมคอีกหรือไม่ เหอๆ


Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/


 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
2 พฤษภาคม 2014





วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Mutants (2009)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com


Mutants 
     นับตั้งแต่ 28 Days Later (2002) และ Dawn of the Dead (2004) ออกมาสร้างสูตรใหม่ให้แก่หนังซอมบี้ยุคอินเตอร์เน็ตบรอดแบรนด์ (ที่พวกมันต้องวิ่งเร็วปรี๊ดเต็มหกเมกและไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ตายไปแล้ว เสมอไป หากแค่ได้รับเชื้อไวรัสก็สามารถเป็นสมาชิกชมรมกันได้ทันที) ก็มีหนังรุ่นหลังหลายเรื่องที่ยึดสูตรที่ว่านั้นมาใช้ โดยเฉพาะหนังซอมบี้จากฝรั่งเศสที่มีออกมาชนกันในปี 2009 ถึงสองเรื่องด้วยกัน ซึ่งก็คือ La Horde (ลา โอด - ฝูง) และหนังเรื่องนี้นั่นเอง

นางเอกกำลังส่องกระจกโดยมีใครส่องนางเอกอยู่อีกต่อหนึ่ง
     หนังเริ่มต้นโดยบอกว่าอยู่ๆ ในหน้าร้อนหนึ่งก็มีเชื้อไวรัสร้ายโผล่มาเปลี่ยนผู้คนส่วนใหญ่ให้กลายเป็น อสูรกายกระหายเลือด (ที่หน้าตาเหมือนพวก Orc ซะ) คนส่วนน้อยที่ยังอยู่รอดปลอดเชื้อก็พากันดั้นด้นไปยังฐานทัพแห่งหนึ่ง ที่ลือกันว่ายังปลอดภัยอยู่ (ตามฟอร์ม) และหนังก็โฟกัสไปยังคู่รักที่กำลังมุ่งหน้าไปที่นั่น แต่เผอิญฝ่ายชายดันได้รับเชื้อไวรัสร้ายเข้าไปเสียก่อน ทั้งคู่เลยต้องหยุดพักที่อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง โดยหวังว่าจะหาทางส่งข่าวไปให้พวกทหารมาช่วยก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป


อย่าเพิ่งคิดสั้นนะพ่อคุ๊ณณ
     ผู้กำกับ David Morlet (ดาวี มอร์เล) ประเดิมผลงานเรื่องแรกของเขานี้ได้อย่างน่าสนใจ หนังเริ่มต้นมาก็เลือดสาดกันแล้วตามประสาหนังสยองฝรั่งเศส แต่ต่อมาหนังก็เหมือนพยายามจะหนีจากการเป็นหนังเอาตัวรอดจากวิกฤตซอมบี้ ทั่วๆ ไป โดยที่หันไปเน้นเรื่องราวความรักสยองระหว่างพระนางให้มากหน่อย ซึ่งส่งผลให้จังหวะของหนังช่วงนี้ดูเอื่อยๆ ลงไปแยะ ก่อนที่จะปิดยอดกลับมาระทึกอย่างที่หนังแนวนี้ควรจะเป็นในท้ายที่สุด

หนังเรื่องนี้เปลืองน้ำแดงอีกแล้ว
     หนังโดดเด่นที่เอฟเฟกต์เลือดสาด และเมคอัพเอฟเฟกต์พวกกลายพันธุ์ทั้งหลาย ทั้งยังมีบรรยากาศที่ดูสยองดีพอควร แต่นอกนั้นแล้วหนังก็มาในแบบเดิมๆ ซ้ำๆ ที่พยายามจะเลียนแบบ 28 Days Later แม้แต่กระทั่งสไตล์ภาพ ซึ่งก็พอจะดูเอาระทึกได้อยู่บ้าง ทว่าคงไม่เจ๋งอย่างต้นฉบับเขาแน่นอน ยังไงซะก็นับว่าน่าชื่นชมที่มีความพยายามจะใส่เรื่องราวความรักเข้ามาในหนัง แนวนี้ ถึงแม้ผลลัพธ์โดยรวมแล้วจะยังไม่ถือว่าแจ่มนักก็ตามทีเถอะ


 Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
1 พฤษภาคม 2014