วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สัตว์ประจำชาติของประเทศฝรั่งเศส

ข้อมูลโดย ข่าวสดออนไลน์

 

สืบเนื่องจากชาวฝรั่งเศสทุกวันนี้ สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เป็นชาวโกลัวส์ (les Gaulois) แห่ง เผ่าโกล (Gaule) ผู้มี "ไก่" เป็นสัญลักษณ์ ทั้งนี้จากการเล่นคำ Gaulois เมื่อออกเสียงเป็นภาษาละติน เป็นคำว่า Gallus (กัลลุส) แปลว่า ไก่ตัวผู้


อดีตกาลชนกลุ่มนี้ย้ายถิ่นฐานไปหลายแห่ง แต่ในที่สุดพวกเขาตัดสินใจหยุดและตั้งถิ่นฐานถาวรในบริเวณที่เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน ขณะที่ชนชาติที่ทรงอำนาจที่สุดในเวลานั้นคือชาวโรมันแห่งโรม ความยิ่งใหญ่ทำให้ชนชาตินี้มั่นใจว่าตนเป็นชนชั้นปกครอง และมีอารยธรรมสูงกว่าชนเผ่าเร่ร่อนอื่น ที่ยังไม่สามารถรวมกันเป็นอาณาจักรและมีระบบการปกครองแบบชาวโรมันได้ ประกอบกับมีกองทัพขนาดใหญ่ อาวุธทันสมัยที่สุด ชาวโรมันจึงครอบครองดินแดนทั่วทวีปยุโรปได้ และสร้างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยมีชนกลุ่มใดทำได้มาก่อน ทั้งนี้ ภาษาสากลของยุโรปยามนั้นคือภาษาละติน ที่ชนเผ่าใต้อาณัติทุกกลุ่มต้องสื่อสารได้

 

 ชาวโรมันนี่เองที่เรียกพวกโกลัวส์ว่า gallus ซึ่งหมายถึงไก่ตัวผู้ดังกล่าว นับแต่นั้นมาเผ่าโกลจึงคู่กับไก่ และชาวโรมันมักคิดว่าชนชาติตนอยู่เหนือผู้อื่น จึงเรียกพวกโกลว่าพวกไก่ด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยเสียดสี เพราะเห็นว่าชาวโกลัวส์เป็นคนเถื่อนไร้อารยธรรม ไม่เหมือนพวกตน พูดคุยเอะอะเสียงดัง มือไม้อยู่ไม่สุข และชอบทำท่ายืดคอเชิดมองฟ้าตลอดเวลา ดูไปเหมือนกับไก่ตัวผู้ที่โก่งคอขัน ปลุกผู้คนบนรั้วไม้ทุกเช้า แถมตลอดวันยังเดินคอตั้ง ไม่สนใจรอบข้าง ทั้งที่จริงๆ แล้วหน้าที่ของไก่ไม่ได้สำคัญอะไร ถึงไม่ปลุกคนก็ตื่นได้เอง ต่างกับชาวโรมัน พวกเขาเปรียบตนเองเป็นอินทรีที่แสนสง่างาม และทรงอำนาจเหนือนกทั้งมวลรวมทั้งไก่


 

แต่อนิจจังไม่เที่ยง วันหนึ่งชนเผ่าโกลก็เข้มแข็งขึ้น ขณะที่โรมันเริ่มอ่อนแอและเสื่อมลงตามกาลเวลา ชาวโกลัวส์สถาปนาระบบกษัตริย์ขึ้น และกษัตริย์ก็ทรงเลือกไก่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ ตอกกลับคำเสียดสีของโรมัน โดยสร้างภาพลักษณ์ให้ไก่ตัวผู้เป็นสัตว์ที่กล้าหาญและเป็นเพื่อนกับพระเยซูเจ้า พระบุตรของพระบิดาซึ่งทรงลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ธรรมดาเพื่อทนทรมานไถ่บาปแก่ มนุษย์ทุกคน

 

ทั้งนี้พระคัมภีร์ไบเบิลบันทึกไว้ว่า ก่อนจะทรงถูกจับไปตรึงกางเขน เขาพูดกับศิษย์ 1 ใน 12 คนคือ ปีเตอร์ ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาองค์แรกของพระศาสนจักรว่า นับตั้งแต่นี้จนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น จะมีคนถามว่าท่านเป็นศิษย์ของพระเยซูใช่หรือไม่ แล้วท่านนักบุญจะปฏิเสธว่า "ไม่เป็น" ทั้งหมด 3 ครั้งก่อนเวลาไก่ขัน หรือยามเช้าวันรุ่งขึ้น 

 

ดังนั้นไก่ตัวผู้จึงเป็นสัตว์ชนิดเดียว ที่ปรากฏในช่วงเวลาสำคัญเคียงข้างกับพระเยซูในช่วงสุดท้ายของชีวิต ขณะที่แม้ศิษย์ที่รักและไว้ใจที่สุดยังปฏิเสธพระองค์ถึง 3 ครั้งติดต่อกันภายในคืนเดียวเท่านั้น การร่วมทุกข์ของไก่คือการแสดงความกล้าหาญ ไม่เหมือนกับที่ชาวโรมันเสียดสี


วันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ.1830 "ไก่" ได้รับเกียรติให้ประดับอยู่บนกระดุมเครื่องแบบทหารและบนธงประจำเหล่า และแม้ชาวโกลัวส์จะเรียกขานตนเองใหม่ว่า ชาวฝรั่งเศส หรือ les Francais (เล ฟรองเซส์) "ไก่" หรือ Le Coq Gaulois (เลอ ก็อก โกลัวส์ - ไก่ตัวผู้ของชาวโกลัวส์) ยังคงเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติเต็มภาคภูมิ

Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

จอมณรงธร (ตี๋)
สมาชิกชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2557-58
กลุ่ม "Fanclub FS"
5 กรกฎาคม 2014

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แฟนบอลโลกบราซิลส่วนใหญ่เป็นคนขาวและคนรวย

ข้อมูลโดย manager.co.th

  โพลเผย! แฟนบอลโลกในบราซิลส่วนมากเป็น “คนขาว – คนรวย”


       เอเอฟพี - ผลสำรวจความคิดเห็นที่เผยแพร่ในวันอาทิตย์ (29) พบชาวบราซิลที่ให้ความสนใจกับการแข่งขันบอลโลกครั้งนี้ ส่วนมากเป็นคนขาว คนรวยและผู้ที่ไม่พึงพอใจกับรัฐบาลฝ่ายซ้ายของ ดิลมา รูสเซฟฟ์ ประธานาธิบดี

       ดาตาโฟลฮา บริษัทสำรวจความคิดเห็น พบว่า แฟนบอลชาวบราซิลที่ติดตามชมชมการแข่งขันรอบ 16 ทีม ระหว่าง ชาติเจ้าภาพ และ ชิลี เมื่อวันเสาร์ (28) ร้อยละ 75 เป็นผู้ชาย , ร้อยละ 67 เป็นคนขาว และ ร้อยละ 90 เป็นชนชั้นกลางหรือคนรวย

       ผลสำรวจดังกล่าวบ่งชี้ว่าตามสนามต่างๆแทบไม่พบเห็นสัญญาณของเหล่าชน ชั้นกลางเลย ขณะที่คนชนชั้นกลางของบราซิลโผล่ขึ้นมาในยุคสมัยของนางรสเซฟฟ์ และผู้ที่มาก่อนหน้าเธออย่าง ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา อดีตผู้นำนิยมฝ่ายซ้าย และกำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ

       มีแฟนบอลชาวบราซิลเพียงร้อยละ 9 เท่านั้นที่มาจากกลุ่มที่เรียกกันว่า “ C Class” หรือ กลุ่มที่มีขั้นรายได้ต่ำกว่าชนชั้นกลางลงไป ซึ่งมีรายได้ได้ต่อเดือนประมาณ 500 - 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจุบันคนกลุ่มนี้คิดเป็นร้อยละ 49 ของจำนวนประชากรบราซิล

       ดาตาโฟลฮา ระบุมีถึงร้อยะ 60 ของกลุ่มคนที่ตอบแบบสอบถาม ที่บอกว่าพวกเขามีรายได้มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ 724 เรียลต่อเดือน ( ราว 10,708 บาท) เกินกว่า 10 เท่า

       นอกจากนี้ เชื้อชาติของผู้ชมเหล่านี้ยังแตกต่างจากบราซิลโดยรวม ขณะที่ประชากรของประเทศนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งมีเชื้อสายแอฟริกา
 โพลเผย! แฟนบอลโลกในบราซิลส่วนมากเป็น “คนขาว – คนรวย”
       ดาตาโฟลฮา ระบุอีกว่า ร้อยละ 55 ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เห็นชอบกับการทำงานของรูสเซฟฟ์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นเกือบเท่าตัวของตัวเลขในผลสำรวจจากประชากรโดยทั่ว ไปในเดือนมิถุนายน ที่มีเพียงร้อยละ 28 เท่านั้นที่กล่าวว่า พวกเขาไม่เห็นชอบกับการทำงานของประธานาธิบดีหญิงคนนี้

       อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 61 ของผู้ตอบแบบสำรวจ กล่าวว่า พวกเขาไม่คิดว่าการที่แฟนบอลตะโกนเย้ยหยันดูถูกด้วยคำหยาบคายต่อ รูสเซฟฟ์ ณ พิธีเปิดสนามฟุตบอลโลกในเซาเปาลูเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนนั้นเป็นสิ่งถูกต้อง

       การโห่ไล่ในครั้งนั้นก่อให้เกิดการโต้เถียงกันในบราซิล ซึ่งผู้สนับสนุน รูสเซฟฟ์ จำนวนมาก กล่าวว่ามันเป็นเพียงแค่การสะท้อนมุมมองของพวกคนกลุ่มน้อยที่ร่ำรวย

       รูสเซฟ เตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยในเดือนตุลาคมและกำลังเผชิญกับความไม่พอใจ มากเรื่อยๆต่อภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ , เงินเฟ้อที่สูงขึ้น , ข้อกล่าวหาในเรื่องคอร์รัปชัน และการที่ทุ่มเงินให้กับบอลโลกไปมากถึง 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

       อย่างไรก็ตามอ้างจาก การสำรวจ ซีเอ็นไอ ไอโบป เมื่อต้นเดือนนี้ พบว่าในปัจจุบันเธอยังครองอันดับหนึ่งในผลสำรวจต่างๆ โดยมีผู้ลงความเห็นถึงร้อยละ 39 ที่สนับสนุนการลงสมัครของเธอ

       คู่แข่งคนสำคัญของเธอคือ อาเอซิโอ เนเวส วุฒิสมาชิกจากพรรคโซเชียล เดโมแครต ซึ่งมีเสียงสนับสนุนร้อยละ 21 และผู้ว่าการรัฐ เอดูอาร์โด กัมโปส อดีตพันธมิตรทีมีเสียงสนับสนุนร้อยละ 10
 โพลเผย! แฟนบอลโลกในบราซิลส่วนมากเป็น “คนขาว – คนรวย”
ดิลมา รูสเซฟฟ์ ประธานาธิบดีบราซิล

Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade deRamkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

จอมณรงธร (ตี๋)
สมาชิกชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2557-58
กลุ่ม "Fanclub FS"
4 กรกฎาคม 2014

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ฟุตบอลโลก 2014 ทำประตูได้มากและสนุกที่สุด

ข้อมูลโดย mcot.net


FIFA กล่าวว่า ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล
ทำประตูกันมากและเล่นได้สนุกที่สุด

ที่กรุง Brasilia (บราซิเลีย) ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 2 ก.ค. -  นาย Jerome Valcke (เฌโรม วัลก์เค่) เลขาธิการสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ชาวฝรั่งเศส กล่าวว่า ฟุตบอลโลกที่บราซิลปี 2014 อาจมีปัญหาติดขัดบ้างในการเตรียมงาน แต่ก็ถือเป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นเพราะนักเตะเล่นกันได้สนุกตื่นเต้น

 


เลขาธิการฟีฟ่าให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์บราซิลว่า ครั้งนี้ยังเป็นฟุตบอลโลกที่ทำประตูได้มากที่สุดนับตั้งแต่เมื่อ 32 ปีก่อน โดยแค่ในรอบแบ่งกลุ่ม 32 ประเทศของฟุตบอลโลกที่บราซิล ยังทำประตูได้มากกว่าฟุตบอลโลกแอฟริกาใต้ 2010 


 

วัลก์ เค่เคยบ่นเรื่องให้บราซิลเร่งก่อสร้างสนามกีฬา แต่มาคราวนี้เขากล่าวว่าบราซิลทำได้ดีกว่าที่ฟีฟ่าคาดหวังไว้ อย่างไรก็ตามวัลก์เค่ไม่ได้บอกว่า ฟีฟ่าจะร่วมการสอบสวนกับสมาคมฟุตบอลแคเมอรูนตามที่มีข้อกล่าวหาล้มบอลด้วย หรือไม่ โดยเฉพาะในเกมรอบแบ่งกลุ่ม A ที่แคเมอรูนแพ้โครเอเชียไปถึง 0-4  โดยกล่าวแต่เพียงว่าฟีฟ่ากังวลอย่างมากเรื่องล้มบอลในทุกระดับการแข่งขัน และต้องขจัดให้หมดสิ้น 100 เปอร์เซนต์ วัลก์เค่กล่าวถึงการเตรียมแผนรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ในฟุตบอลโลกที่ บราซิล นัดชิงชนะเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคู่ปรับเก่า 2 ประเทศอเมริกาใต้คือ บราซิลและอาร์เจนตินามาเจอกัน ซึ่งอาจมีแฟนบอลสองฝ่ายปะทะกันได้ 

Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade deRamkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

 จอมณรงธร (ตี๋)
สมาชิกชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2557-58
กลุ่ม "Fanclub FS"
3 กรกฎาคม 2014



วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ระบบการศึกษาของประเทศบราซิล

ข้อมูลโดย manager.co.th

10 เรื่องน่ารู้ระบบการศึกษาบราซิล
       ตามกระแสบอลโลกฟีเว่อร์กันสักหน่อย กับบราซิลเจ้าภาพบอลโลกปี 2014 หรือมีชื่อเป็นทางการว่า “สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล” (Federal Republic of Brazil) ที่ พอกล่าวถึงบราซิลหลายคนก็คงจะเห็นแต่ภาพนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงระดับโลก ครั้งหนึ่งเด็กๆ ในประเทศบราซิลคงมุ่งเน้นแต่จะเป็นนักเตะระดับโลก การศึกษาของบราซิลในภาพจำของหลายๆ ประเทศคงจะมีแต่เด็กผู้ด้อยโอกาสและความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง แต่ในวันนี้การศึกษาในประเทศบราซิลได้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างไม่น่าเชื่อ กับ 10 ข้อที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับการศึกษาในประเทศบราซิล...
   
       1. ระบบการศึกษาของประเทศบราซิล : 
       
       - การศึกษาก่อนวัยเรียนจะมีเนิร์สเซอรี่สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 3 ปี และโรงเรียนอนุบาลสำหรับเด็กวัย 4-6 ปี
   
       - การศึกษาพื้นฐานภาคบังคับฟรีสำหรับเด็กอายุ 6-14 ปี หรือการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรืออายุระหว่าง 15-18 ปี ก็ยังฟรีอยู่ แต่ไม่บังคับ
   
       - การศึกษาในระดับอุดมศึกษามีให้เลือกทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐบาล และเอกชน นอกจากนั้นยังมีทุนเรียนฟรีในระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐบาลอีกด้วย
10 เรื่องน่ารู้ระบบการศึกษาบราซิล
       2. โรงเรียนในประเทศบราซิลจะเริ่มเปิดเรียนตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ / มีนาคม ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน / ธันวาคม ปิดเทอมฤดูร้อนจะเป็นช่วงกลางเดือนธันวาคม ถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์
   
       3. ในประเทศบราซิลมีการสอบวัดระดับเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา “IDEB” หรือ “อีเด็ป” คล้ายกับการสอบ “O-Net” หรือ “โอเน็ต” ในประเทศไทย แตกต่างตรงที่เป็นการประเมินโดยไม่ได้นำไปเทียบเคียงกับคนอื่น เป็นการสู้กับตัวผู้เรียนเอง บราซิลจะมีการจัดระเบียบสำมะโนประชากรเด็กไว้ เพื่อทำเป็นข้อมูลพื้นฐานของเด็กแต่ละคนคล้ายกับการเก็บข้อมูลของสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
10 เรื่องน่ารู้ระบบการศึกษาบราซิล
Participantes do Enem
       4. เอเนม (Enem) คือ การสอบที่ใหญ่ที่สุดของประเทศบราซิล (ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการโดยการ จัดอันดับบราซิล - ระเบียนบราซิล) และใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่สองในโลก เป็นรองแค่การคัดเลือกของประเทศจีนเท่านั้น การสอบระดับมัธยมศึกษาแห่งชาติ (เอเนม) คือ การทดสอบที่ดำเนินการโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศบราซิล สำหรับใช้ในการ ประเมินคุณภาพการศึกษาของระดับชั้นมัธยมศึกษาในประเทศ และผลของมันจะนำไปใช้เพื่อเข้าสู่การศึกษาในระดับที่สูงขึ้นในมหาวิทยาลัย ของรัฐบาลบราซิล
10 เรื่องน่ารู้ระบบการศึกษาบราซิล
Law School founded in 1827
       5. มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศบราซิล : ย้อนกลับไปเมื่อประมาณกลางศตวรรษที่ 18 การศึกษาที่สูงขึ้นของประเทศบราซิลเริ่มต้นจากการก่อตั้ง “วิทยาลัยเยซูอิด (Jesuit colleges)” และต้นศตวรรษที่ 19 ได้มีการก่อตั้งโรงเรียนอาชีพแห่งแรก ปัจจุบันประเทศบราซิลมีมหาวิทยาลัยมากกว่า 2,400 แห่ง มีมาตรฐานที่สามารถติดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของ QS World University Rankings 2013/2014 คือ มหาวิทยาลัยเซาเปาโล (University of Sao Paulo) อันดับที่ 127 และมหาวิทยาลัยของกัมปีนัส (University of Campinas) อยู่ในอันดับที่ 215
10 เรื่องน่ารู้ระบบการศึกษาบราซิล
       6. ประเทศบราซิลมีพัฒนาการทางการศึกษาแบบก้าวกระโดดเปรียบเทียบกับประเทศไทย วัดจากผลการสอบ PISA (Programme for International Student Assessment หรือโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ ของประเทศสมาชิกองค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ)
   
       ซึ่งในปี 2543 บราซิลมีผลทดสอบทักษะการอ่านอยู่ที่ 396 คะแนน, คณิตศาสตร์ 356 คะแนน และวิทยาศาสตร์ 390 คะแนน ในขณะที่ประเทศไทยมีคะแนนการอ่าน 431 คะแนน, คณิตศาสตร์ 432 คะแนน และวิทยาศาสตร์ 436 คะแนน แต่เมื่อผ่านทศวรรษแห่งการปฏิรูปไปแล้ว (2543-2552) ปรากฏว่าในปี 2552 บราซิลขยับคะแนนการอ่านเป็น 412 คะแนน, คณิตศาสตร์เพิ่ม 30 คะแนน เป็น 386 คะแนน และวิทยาศาสตร์ เพิ่ม 15 คะแนน เป็น 405 คะแนนในขณะที่ประเทศไทยกลับลดลงทุกทักษะ
   
       จะเห็นได้ ว่าในระยะเวลา 10 ปี บราซิลเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการพัฒนาการศึกษา ทำคะแนนสูงเป็นอันดับหนึ่ง จากประเทศที่เข้าร่วมประเมินทั้งหมด 65 ประเทศ
10 เรื่องน่ารู้ระบบการศึกษาบราซิล
       7. บราซิลถือเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาด้านการศึกษาที่สูงมาก ประชากรมีอัตราการรู้หนังสือสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา สูงถึง 88.6% ของประชากรทั้งหมด โดยในปี 2550 ประชาชนชาวบราซิล สามารถอ่านออกเขียนได้ถึงร้อยละ 90 จากที่เคยล้าหลังและตามหลังประเทศไทยมาโดยตลอด รัฐบาลบราซิลได้ใช้นโยบายในการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของประเทศดังนี้ 
   
       - เฝ้าระวังเป็นพิเศษ บราซิลเป็นประเทศที่มีคดีอาชญากรรมสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ผู้ที่ไปเยือนสามารถเห็นชุมชนแออัดเกิดขึ้นได้ทั่วไป ซึ่งผู้คนในพื้นที่เหล่านี้มีฐานะยากจน ไม่สามารถส่งบุตรหลานเข้าศึกษาได้เต็มที่ แน่นอนว่าเมื่อไม่ได้รับการศึกษา โอกาสในชีวิตก็น้อยลง ผลคือมักจะกลายเป็นอาชญากร ประกอบอาชีพต่างๆ ที่ผิดกฎหมายได้ ดังนั้นทางการบราซิลจึงเฝ้าระวังเด็กกลุ่มนี้เป็นพิเศษ มีระบบติดตามเก็บข้อมูลการเข้าเรียน-ขาดเรียน ร่วมกับโรงเรียนในท้องที่ เพื่อหาทางสนับสนุนให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนครบหลักสูตร
   
       - ให้ความสำคัญกับครูในพื้นที่ยากลำบาก มี การให้เบี้ยเลี้ยง ค่าครองชีพ หรือสวัสดิการพิเศษต่างๆ แก่ครูที่ต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉลี่ยแล้วรัฐบาลบราซิลจะเพิ่มรายได้ให้ครูในพื้นที่เหล่านี้ ตั้งแต่ร้อยละ 10 ถึงร้อยละ 60 ตามความยากง่ายของปัญหาในแต่ละพื้นที่ ยิ่งเป็นจุดที่มีอุปสรรคมาก ค่าตอบแทนก็จะยิ่งสูงมากไปด้วย เป็นการจูงใจให้ผู้มีความรู้ความสามารถ เลือกที่จะไปทำงานในพื้นที่เหล่านี้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมกันทั้งประเทศ
   
       - ช่วยเหลือครอบครัวของเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยง บราซิล นั้นมีปัญหาที่ไม่ต่างจากไทย คือครอบครัวระดับรากหญ้า มักจะให้บุตรหลานออกจากโรงเรียนกลางคัน เพื่อให้ไปทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัว ยิ่งหากเป็นครอบครัวที่มีลูกหลายคนก็แทบจะหมดโอกาสที่จะได้เรียนในระดับสูงๆ เพราะต้องส่งน้องเรียน เป็นต้น ดังนั้นรัฐบาลบราซิลจึงจัดงบช่วยเหลือแก่ผู้ปกครองกลุ่มนี้ เพื่อให้ไม่ต้องดึงเด็กออกจากโรงเรียน ทำให้เด็กแต่ละคนสามารถศึกษาเล่าเรียน เท่าที่ศักยภาพของเขาจะเป็นไปได้
10 เรื่องน่ารู้ระบบการศึกษาบราซิล
       8. เมื่อปี 2011 บราซิลเพิ่มงบประมาณส่งเสริมอาชีวศึกษาในประเทศ เนื่องจากบราซิลมีความเร่งด่วนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการยก ระดับ มาตรฐานความเป็นอยู่ และการสร้างถนน สนามบิน สนามกีฬา และที่พักเพื่อเตรียมการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2016 และฟุตบอลโลกปี 2014 ปัจจุบันโรงเรียนอาชีวศึกษาของรัฐมีทั้งหมด กว่า 401 แห่ง และอีก 150 กำลังจะเปิดขึ้นภายในปี 2015 หลายร้อยแห่งกำลังสร้างหรือปรับปรุงให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ในปัจจุบันนักเรียนกว่า 401,000 คน กำลังศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษาที่รัฐสนับสนุน จำนวนเพิ่มขึ้นจาก 102,00 คนเมื่อสิบกว่าปีก่อน และนักเรียน 1 ใน 4 กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า
10 เรื่องน่ารู้ระบบการศึกษาบราซิล
       9. จากการวิเคราะห์ข้อมูลของนักเศรษฐศาสตร์ในปี 2012 ประเทศบราซิลมีประชากรเพียง 11% ที่มีวุฒิการศึกษาที่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาเมื่อเทียบกับ 40% ของชาวอเมริกัน ทำให้บราซิลเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาใหญ่ที่สุดในแถบละตินอเมริกา ปัจจุบันบราซิลมีประชากรที่ได้รับการศึกษาในระดับสูงมากกว่า 6,500,000 คน ประมาณ 1 ล้านคนศึกษาในสถาบันของรัฐบาลกลาง และอีก 620,000 คน ศึกษาในสถาบันของรัฐ และกว่า 3 ใน 4 หรือประมาณ 5 ล้านคนที่ศึกษาในสถาบันของเอกชน
   
       10. การวัดผลการศึกษาในประเทศบราซิลจะมีหลากหลายระบบแต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ
       ระบบการให้คะแนน เป็นเปอร์เซ็นต์ (0%-100%), ระบบการให้คะแนนเป็นช่วงสเกล 0-10 (“0” หมายถึงต่ำสุด และ “10” หมายถึงสูงสุด) และระบบการให้คะแนนเป็นเกรด มักจะใช้เป็นตัวอักษร A (ดีที่สุด) ไปจนถึง E (แย่ที่สุด)
   
       ตัวอย่างระบบการวัดผลของประเทศบราซิล
       "A" 90%-100% (Excellent)
       "B" 80%-89% (Very good)
       "C" 70%-79% (Good)
       "D" 60%-69% (Satisfactory)
       "E" < 50% or < 60% (Failing grade)
       

     โดยปกติ เกรดต่ำสุดที่ผ่านในประเทศบราซิลคือ 5 (หมายถึง 5 จาก 10 / 50% / E ) แต่บางมหาวิทยาลัยจะใช้ 7 หรือ 70% เป็นเกณฑ์เฉลี่ยขั้นต่ำ ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยมีอิสระในการเลือกระบบการให้คะแนน                                                                                            
Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade deRamkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

จอมณรงธร (ตี๋)
สมาชิกชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2557-58
กลุ่ม "Fanclub FS"
2 กรกฎาคม 2014

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ชุดประจำชาติตะวันตกที่เปิดสอนใน ม.รามฯ

 ข้อมูลโดย thenational2836 และ baanjomyut.com

Traje nacional (ตร้าเฆ นาเซียวนัล - ชุดประจำชาติ) ของประเทศสเปน คือชุด Flamenco (ฟลาเม้งโก) มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมานานเป็นพันปี ความสวยงามและความร้อนแรงของวัฒนธรรมสเปน ล้วนฉายแววอยู่ในตัวผู้หญิงในเครื่องแต่งกายระบำฟลาเม้งโก ก่อนที่อิทธิพลของเครื่องแต่งกายสไตล์ตะวันตกจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น 

 

หญิงสาวชาวสเปน ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่จะมีชุดระบำฟลาเม้งโกเป็นของตัวเอง สำหรับใช้ใส่ในวันเทศกาลพิเศษต่าง ๆ โดยชุดของผู้หญิงจะเป็นกระโปรงยาว พองฟูเป็นชั้น ๆ ตัวเสื้อรัดรูป ทั้งนี้เพื่อเน้นรูปร่างสัดส่วนของผู้สวมใส่ ให้เป็นที่สนใจของเพศตรงข้าม 


 

ส่วนผู้ชายจะใส่เสื้อเชิ้ตทับด้วยเสื้อกั๊ก สวมกางเกงขายาว คาดเอวด้วยผ้า
 

Traje nacional (ตราชี นาเซียลนัล) ชุดประจำชาติของประเทศโปรตุเกส ผู้หญิงสวมหมวกผ้าแบบไม่มีปีก หรือหมวกไหมพรม ใส่เสื้อผ้าแขนยาวและผ้าคลุมไหล่ที่มีสีสัน กระโปรงถักลายท้องถิ่น พร้อมถุงเท้ายาว มีไว้ใส่สำหรับกิจกรรมพิเศษ

 

ส่วนผู้ชายสวมหมวก ใส่เสื้อขาวทับด้วยเสื้อกั๊ก และกางเกงขายาวคาดด้วยผ้าไหมพรม  มีลักษณะคล้ายชุดประจำชาติของประเทศสเปน เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีพรมแดนอยู่ติดกัน



Costume national (กอสตูม นาเซียลนัล) ชุดประจำชาติของประเทศฝรั่งเศส ทรงผมของผู้ชายจะสวมวิกที่เรียกว่า Cadogan (กาโดกอง) มีม้วนเป็นหลอดอยู่สองข้าง รูปทรงของหมวกและการผูกผ้าพันคอของผู้ชาย สวมเสื้อคลุมยาวปิดสะโพก นุ่งกางเกงรัดขา ใส่ถุงเท้ายาว เสื้อชั้น ในเป็นเชิ้ต มีจีบระบายที่อกและแขน มีเสื้อตัวสั้น ทับก่อนใส่เสื้อคลุม

 

ส่วนของผู้หญิง เป็นเสื้อรัดรูป คอลึก ชุดมีลูกไม้และริบบิ้น  รูปทรงกระโปรงบานในลักษณะวงกลม มีโครงในกระโปรงเรียกว่า Doble Panmiers (โดเบลอ ปองมิเยร์) ตกแต่งเป็นผ้าต่วนไหมและกำมะหยี่ กระโปรงจะมีผ่าหน้าและยกหยัก รั้งด้านข้าง ทั้ง 2 ข้างขึ้น ไปพองอยู่ด้านข้าง 2 ข้าง ด้านหลังด้วยการจับจีบเดรฟ มีโครงกระโปรงที่เรียกว่า สุ่มไก่ ทำด้วยโลหะสามารถกางและหุบได้ ทรงผมประดับด้วยไข่มุก ขนนก และดอกไม้ 



Nationaltracht (นาเซินนัลทราชท์) ชุดประจำชาติของประเทศเยอรมนี เรียกว่า Tracht (ทราชท์) เป็นชุดดั้งเดิมในประเทศที่พูดภาษาเยอรมัน แม้ส่วนใหญ่จะเรียกกันว่า Bayerische Trachten (ไบเออร์ครีสเชอ ทราชเทิน - เครื่องแต่งกายแบบบาวาเรีย)

 

ผู้หญิงสวมหมวกผ้า ใส่เสื้อสีขาวทับด้วยเสื้อกั๊กผู้เชือกดันหน้าอก ซึ่งทำให้ผู้สวมใส่ดูเซ็กซี่และมั่นใจ กระโปรงประดับด้วยการตกแต่งที่สวยงาม ใช้แต่งตัวในโอกาสพิเศษ

 

ส่วนผู้ชายสวมหมวกเช่นกัน ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงขาสั้นมีหู สวมถุงเท้ายาวและรองเท้าลายท้องถิ่น 

 

Национальный костюм (นาเซียลนัลนืย กาสตียูม) ชุดประจำชาติของประเทศรัสเซีย ผู้หญิงจะสวม Коко́шник (กาโกชนิก) มีลักษณะเป็นหมวก หรือที่คาดผม ซึ่งตกเเต่งด้วยมุก อัญมณี หรือลูกปัด ให้เข้ากับ Сарафа́н (ซาราฟัน) คือชุดกระโปรงยาวยกอก แบบมีผ้ากันเปื้อนด้านหน้าสีสันสวยงาม

 


ส่วนผู้ชาย จะสวมเสื้อแขนยาวสีขาวเนื้อบาง กางเกงขายาวสีดำมีผ้าคาดเอว


 

Εθνική φορεσιά (เอธนีกี โฟเรเซีย) ชุดประจำชาติของประเทศกรีซ ผู้หญิงแต่งกายด้วยชุดชั้นใน χιτώνας (ซิโตนัส) และสวมเสื้อเอวลอยทับเรียกว่า Πέπλος (เป้โปลส) ใช้ผ้าขนสัตว์สวมเครื่องรัดเอวให้กระชับ เย็บรัดตัว ชั้นนอกใช้สีสันสดใส กระโปรงปลายบานเล็กน้อย เข้ารูปที่สะโพกยาวถึงข้อเท้าตกแต่งด้วยลวดลายตามเชิง ที่กลางตัวเสื้อและกระโปรงสวยงามมาก ตัวเสื้อจะถ่วงลงมาเป็นลักษณะพริ้วยาวถึงข้อเท้าแต่งด้วยครุย บริเวณชายกระโปรงเป็นชุดที่ใช้ผ้ามาก ชุดนีเ้รียกว่า Κόλπος (โกลปอส) ซึ่งมีรูปทรงอ่อนนุ่ม นิ่มนวล ไม่แข็งกระด้าง


ชาวกรีกจะถือความงามเป็นหลัก การแต่งกายจึงมีความสมดุลและเรียบง่าย เกี่ยวกับความทิ้งตัว และเรื่องเส้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในการจัดให้เหมาะสมกลมกลืนกับความงามของรูปร่าง



ส่วนผู้ชายแต่งกายชุดซิโตนัสรัดเอวเรียกว่า χιτώνα (ซิโตนา) เป็นชุดชาวกรีกโบราณ จะ สวมเสื้อคลุมซึ่งมี 2 ชนิด คือ 

1.ชนิดคลุมสั้น มีเครื่องเกาะเกี่ยวที่ไหล่ เรียกว่า χλαμύδα (ฆลามีดา) 

2.ชนิดพันรอบตัว และพาดบ่าข้างเดียวแบบพระสงฆ์ เรียกว่า Ιμάτιο (อีมาเตียว) เสื้อคลุมของหญิงคล้ายของชาย คือ ห่มแขนข้างเดียว และสวมเสื้อคลุมสวยงาม มีลวดลายที่ชายและแถบกลางหน้า ลักษณะของ แถบแสดงถึงยศตำแหน่ง

Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

 จอมณรงธร (ตี๋)
สมาชิกชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2557-58
กลุ่ม "Fanclub FS"
1 กรกฎาคม 2014