วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2557

แนะนำภาพยนตร์ภาษารัสเซีย

ข้อมูลโดย Wikipedia , Independent
และ oknation.net

 Сказка сказок 
(สกาซกา สกาซัก - นิทานเรื่องหนึ่งจากหลายเรื่อง)


     ภาพยนตร์การ์ตูนจากสหภาพโซเวียต Сою́з Сове́тских Социалисти́ческих Респу́блик (ซายูส ซาเวียตสกีค ซาซีอาลีสตีชีสกิค รีสปูบลีก - สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต) หรือ CCCP (USSR) ฉายเมื่อปี 1979 เป็นการ์ตูนสุดคลาสิกของประเทศรัสเซีย ผลงานการกำกับของ Ю́рий Бори́сович Норште́йн (ยูริย์ บารีซาวิช นาร์ชเตียน) สร้างโดย Союзмультфильм (ซายูสมูทฟิล์ม) สตูดิโอในกรุง Москва (มาสกว้า) 


      กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย ถูกยกย่องจากนักวิจารณ์และนักสร้างการ์ตูนคนอื่นๆ และยังถูกขนานนามให้เป็น การ์ตูนที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล (Greatest animated film of all time) จากผลสำรวจของหลายสำนัก

  Старик и море 
(สตาริก อี โมเรีย - ชายแก่ กับ ทะเล)

     ภาพยนตร์การ์ตูนจากสหภาพโซเวียต ฉายในปี 1990 กำกับโดย Александр Петров (อาเล็กซานดรฺ ปีโตรฟ) โดยนำนิยายเรื่อง The Old Man and the Sea หรือ "เฒ่าผจญทะเล" ของ Ernest Hemingway นักเขียนชาวอเมริกัน มาดัดเเปลงเป็นการ์ตูน 


      เป็นภาพยนตร์การ์ตูนที่ถูกสร้างขึ้น จากอมตะนิยายเรื่องยิ่งใหญ่ของนักเขียนชาวอเมริกันชื่อดัง งานเขียนของเขา มีอิทธิพลอย่างยิ่งกับโลกในช่วงศตวรรษที่ 20 หนังสือเล่มต่างๆ ของเขา ถูกแปลเผยแพร่เป็นภาษาต่างๆ กว่า 100 ภาษา มีการนำไปสอนในชั้นเรียนให้กับเด็กนับล้านๆ คนทั่วโลก และยังคงขายได้อย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งทุกวันนี้

Коктебель 
(กักตีบิล - เมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศยูเครน)


      ฉายเมื่อปี 2003 เล่าเรื่องของพ่อกับลูกชาย วัย 11 ขวบ ที่เดินทางร่อนเร่จากกรุง Москва (มาสกวา) ประเทศรัสเซีย สู่เมือง Коктебель (กักตีบิล) ซึ่งพี่สาวของพ่ออาศัยอยู่ กักตีบิลเป็นภาษาของชาวตาตาร์แปลว่า "ดินแดนแห่งเนินเขาสีฟ้า" อยู่กับทะเลดำ เมื่อชาวตาตาร์ถูกขับไล่หลังสงครามพื้นที่กว้างตรงนั้นกลายเป็นฐานอากาศยาน 

      บิดาของเด็กกล่าวว่า "ที่ตรง นั้นกระดาษแผ่นหนึ่งสามารถปลิวร่อนไปได้ไกลหลายไมล์" การเดินทางครั้งนี้กินระยะเวลายาวนาน ทั้งการเดินเท้า โบกรถ ระหว่างนั้นพวกเขาก็รับจ้างทำงานตามสถานที่ต่างๆ เพื่อแลกกับอาหารและที่พักในแต่ละวัน ตลอดการเดินทางนั้นเด็กชายมีพ่อคอยปกป้องคุ้มครอง เป็นแบบอย่างในชีวิต และบอกเล่าเรื่องราวความฝัน เด็กชายได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตโดยตรงจากการทำงานกลางแจ้ง และความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับโลกผ่านทางพ่อของเขา อีกทั้งเด็กชายยังมีสัมผัสพิเศษคือเขาสามารถมองเห็นตำแหน่งที่เขายืนอยู่ได้ จากมุมมองเบื้องบน เชื่อมโยงเขาเข้ากับจิตวิญญาณของนกอัลบาทรอส เด็กชายนี้เติบโตมากับความฝันเช่นนี้ โดยที่เขาหวังว่าวันที่ไปถึงกักตีบิล เขาจะได้พิสูจน์การโบยบินของตัวเองเหมือนนกอัลบาทรอส


      แต่การเดินทางนั้นยาวนาน ความฝันและศรัทธาในตัวพ่อเริ่มลดทอนลงเรื่อยๆ จากสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมของพ่อเขาเอง อย่างไรก็ตามเด็กชายยังคงเดินทางโดยลำพังสู่ดินแดนในฝัน แต่แล้วจิตวิญญาณเสรีพร้อมโบยบินของเขาก็ถูกคว้านเป็นรูโหว่ เมื่อกระดาษแผ่นหนึ่งไม่สามารถร่อนไปได้ไกลจริงอย่างที่บิดาของเขากล่าวไว้ และป้าก็ย้ายไปอยู่ Сибирь (ซีบีร์) แล้ว ภาวะสูญสิ้นความหวังดังกล่าว นำพาสู่การทำลายล้างความฝันด้วยมือของตัวเด็กชายเอง อันเป็นฉากจบที่ทดท้อใจอย่างมาก

 Возвращение 
(วาสวราเเชนเนีย = การกลับมา)


     กำกับโดย Андре́й Петро́вич Звя́гинцев (อันเดรีย ปีโตรวิช ซวากินเซียฟ) ฉายปี 2003 ทำเอา "ซวากินเซียฟ" กำกับเรื่องแรกก็ดังเลย ชนะรางวัลหลายรางวัล แต่ที่ใหญ่ๆ ก็คือ Golden Lion Best Film 2003 จากเทศกาลหนัง Venice ซึ่งเป็นรางวัล สูงสุดของเทศกาล และยังได้รางวัลกำกับหนังเรื่องแรกอีกด้วย เป็นหนังที่นักวิจารณ์บอกว่าเป็น "มีทุกอย่างที่หาไม่เจอในหนังฮอลลีวู๊ด" แต่บางคนอาจบอกว่าห่วยไปเลย 
 

      เล่าเรื่องราวผ่าน สองพี่น้อง Андре́й (อันเดรีย) กับ Иван (อีวาน) ในเรื่องอีวานอายุ 12 ปีแล้ว ยังไม่เคยเจอหน้าพ่อตัวเองเลย ทั้ง 2 อาศัยอยู่กับแม่และยายมาตลอด วันหนึ่งพ่อบังเกิดเกล้าได้กลับมาเยี่ยม เด็กทั้งสองทั้งตื่นเต้นและแปลกใจ ที่จะได้เจอพ่อของตัวเอง อีวานรีบขึ้นไปค้นรูปที่เขาแอบเก็บไว้มาดู เป็นรูปพ่อแม่กำลังอุ้มเขาและมีอันเดรีย อยู่ข้างๆ ทั้งคู่ต่างอยากพูดคุยกับพ่อ แต่พ่อดูไม่ยินดียินร้ายที่ได้เจอพวกเขาเลย ชายที่แม่บอกว่าเป็นพ่อ และมีความเก่งต่าง ๆ นานา 

 

      แต่เด็กทั้งสองกลับเจอพฤติกรรมแปลกๆ ของผู้ที่เขาเรียกว่า พ่อ ไม่ว่าจะเป็น กรึ๊บเหล้าเวลาขับรถ หรือ ปล่อยให้อันเดรียลงไปเดินหาร้านอาหารให้ในเมืองที่ไม่คุ้นเคย แถมยังชอบออกคำสั่งแกมบังคับกับเค้าทั้งสอง อย่างไม่ฟังเหตุผลใดๆ อีวานไม่พอใจในการกระทำของพ่อตัวเองเอามาก ๆ บทสรุปของความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ และเด็กทั้งคู่จะหาทางออกกันอย่างไร

  Сво́лочи 
(สโวลาชี - สารเลว)
  

     ภาพยนตร์ประเทศรัสเซีย ฉายเมื่อปี 2006 เป็นเรื่องจริงเกี่ยวกับสหภาพโซเวียต ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 จากหนังสือของ Петр Шелохонов (ปีตร์ แชลาฆานอฟ) กล่าวถึงกองทัพแดงของโซเวียต มีการฝึกเยาวชนอย่างลับๆ เพื่อดำเนินการต่อต้านพวกนาซีเยอรมัน พวกเด็กผู้ชายจะถูกฝึกในค่ายที่เป็นความลับสุดยอด ในเทือกเขาแถบประเทศ Armania 


      พวกเขาได้ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นว่า จะต้องตายในภารกิจนี้ โดยมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่จะรอด และหลังจากนั้นต้องเก็บมันไว้เป็นความลับ
  
Край 
(กราย - ขอบกั้น)
     ฉายในปี 2010 เรื่องราวอยู่ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ดินแดน Сибирь (ซีบีรี - ไซบีเรีย) ของประเทศรัสเซีย (Россия


     ทหารวิศวกรชาวรัสเซียคนหนึ่ง ถูกส่งมาประจำที่นี่เพื่อดูแลรถจักรไอน้ำ ระหว่างทางเขาได้ช่วยชีิวิตสาวเยอรมันคนหนึ่งไว้ เมื่อพาเธอกลับมาที่ฐาน เขาถูกสหายชาวรัสเซียต่อต้าน ด้วยเรื่องของผู้หญิงคนนี้ เพราะประเทศเยอรมันกับรัสเซียอยู่คนละฝ่าย แต่เขากลับตัดสินใจปกป้องสาวเยอรมันคนนี้ไว้แทน

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
22 มีนาคม 2014


วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2557

แนะนำภาพยนตร์ภาษาฝรั่งเศส

ข้อมูลโดย Wikipedia , creativemove.com 
kapook.com และ sfcinemacity.com

 La Vénus à la fourrure
(ลา เวนุส ซา ลา ฟูร์เครอ - วีนัสในเสื้อขนสัตว์)



     ภาพยนตร์ฝรั่งเศส ฉายปี 2014 ภาพยนตร์แนว Comedy - Erotic สำหรับผู้พิสมัยการถูกทรมานหัวใจจากฝีมือผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์ Rajmund Polański (โรมัน โปลันสกี้) ชาวโปแลนด์ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของเขาในรอบ 10 ปี 

      และเมื่อครั้งที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสายประกวดหลักของทศกาลภาพยนตร์ เมืองกาน (Cannes) ประเทศฝรั่งเศส ในปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้เสียงปรบมือดังกึกก้องยาวนานเกินกว่า 5 นาที โดยเฉพาะการแสดงของ Emmanuelle Seigner (เอมมานูเอลล์ เซนเยร์) ภรรยาคนสวยของ โรมัน โปลันสกี้ ที่รับบท Wanda (วองดา) สาวสวยลึกลับผู้ปรากฏตัวขึ้นในคืนฝนพรำเพื่อมาทดสอบบทนางเอกละครเวที เรื่อง La Vénus à la fourrure (ลา เวนุส ซา ลา ฟูร์เครอ) และด้วยแรงดึงดูดที่เซ็กซี่ยั่วยวนของเธอ ได้ทำให้ Thomas (โทมาส์) ผู้กำกับถลำไปไกลกับการออดิชั่นบทที่แสนยาวนานคืนนั้น

 La belle et la bête 
(ลาเบล เล ลา แบต : โฉมงามกับเจ้าชายอสูร)    

 

     ภาพยนตร์จากประเทศฝรั่งเศส ฉายปี 2014 เนื้อเรื่องเกี่ยวกับพ่อค้ารายหนึ่งที่สิ้นเนื้อประดาตัว จึงตัดสินใจเดินทางมาใช้ชีวิตยังชนบทพร้อมกับลูก ๆ อีก 6 คน รวมถึงลูกสาวคนสุดท้องผู้งดงาม เปี่ยมไปด้วยความสุข และความมีชีวิตชีวา แต่ในระหว่างการเดินทางอันยากลำบากนั้น ครอบครัวของพวกเขาก็พบกับปัญหาอีกครั้ง เมื่ออสูรได้ตัดสินโทษตายให้แก่หัวหน้าครอบครัวนี้ ที่เข้ามาขโมยดอกกุหลาบในเขตของตน


      เพื่อช่วยชีวิตพ่อ โฉมงามได้ยอมสละตัวเองให้แก่อสูรร้าย ทว่าสิ่งที่รอเธออยู่ในปราสาทของอสูรนั้นกลับไม่ใช่ความตาย แต่เป็นชีวิตอันแปลกประหลาดที่ปะปนด้วยความสุข และความเศร้าโศก ในทุก ๆ คืน โฉมงามกับอสูรจะร่วมโต๊ะทานมื้อค่ำด้วยกัน ทั้งคู่ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนกระทั่งโฉมงามเริ่มที่จะตามหาสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังอสูรร้ายและ อาณาเขตของเขา
ในยามค่ำคืน อดีตของอสูรค่อย ๆ ถูกเปิดเผยในความฝันของโฉมงาม จนเธอได้ทราบในที่สุดว่าอสูรที่โดดเดี่ยวและน่ากลัวผู้นี้ แท้จริงแล้วครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นเจ้าชายผู้งามสง่า และด้วยความกล้าหาญของโฉมงามที่เลือกจะเมินเฉยต่ออันตรายทั้งหลาย เธอยอมเปิดใจตัวเองและช่วยปลดปล่อยอสูรจากคำสาป ซึ่งทำให้เธอได้พบกับรักแท้ในที่สุด

Les adieux à la reine 
(เล ซาดีเยอ ซา ลา เครน = ลาก่อน ราชินี)

 
     
     หนังฉายในปี 2012 เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระราชวัง Versailles (แวร์ซาย) ประเทศฝรั่งเศส ในเดือนกรกฎาคม ปี 1789 ความไม่สงบภายในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Louis XIV) ขยายไปทั่ว ประชาชนแข็งข้อ ประเทศอยู่ในภาวะจวนเจียนปฏิวัติ ผู้คนที่อยู่เบื้องหลังราชสำนักต่างวางแผนฉุกเฉิน ไม่มีใครเชื่อว่าระเบียบแบบแผนที่มีมายาวนานจะต้องถึงจุดจบ 


     ขณะที่ทุกคนต่างพูดถึงการหนีรวมทั้งพระนาง Marie-Antoinette (มาครี อองตัวเนต) และบรรดานางข้าหลวง Sidonie Laborde (ซีโดนี ลาบอร์ด) หนึ่งในนางสนมของมาครี อองตัวเนต ซึ่งมีหน้าที่คอยอ่านหนังสือให้พระนาง เป็นสมาชิกของพระราชวงศ์ชั้นสูง ด้วยความที่ มาครี อองตัวเนตกลัวว่าแผนการหนีจะประสบความล้มเหลว พระนางจึงได้บัญชาให้ซีโดนีแต่งกายเป็นพระนางนั่งไปบนรถม้า ขณะที่พระนางมาครี อองตัวเนต หนีไปจากพระราชวังอย่างเงียบๆในตอนกลางคืน ในตอนแรกซีโดนีภูมิใจมากที่ได้รับเกียรตินี้ แต่ในไม่ช้า เธอก็เริ่มคิดได้ว่าการที่พระนางบัญชามาเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าพระนางนั้นรับรู้ถึงความรักที่ซีโดนีมีต่อพระนาง

Ernest et Célestine 
(เอร์เนส และ เซเลสตีน)


    
       ภาพยนตร์จากความร่วมมือของประเทศฝรั่งเศสและเบลเยี่ยม เมื่อหมี Ernest (เอร์เนส) ที่ใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์ ทำกิจการร้านขนมหวานที่ทำให้คนอื่นต้องฝันผุ และมุ่งแต่ทำผลประโยชน์ให้ตัวเอง เกิดเหตุจับผลัดจับผลูมาเป็นเพื่อนกับ หนู Célestine (เซเลสตีน) ผู้เป็นชนชั้นล่างที่อาศัยในท่อระบายน้ำและเติบโตมาอย่างเด็กกำพร้า ถูกสอนว่าหมีดุร้ายน่ากลัว และโลกภายนอกมีแต่อันตราย หนูเหล่านี้เก็บฟันของหมีที่หลุดแล้วเพื่อนำมาใช้ แต่ในตอนท้ายนั้น ทั้งหมีและหนูก็กลายมาเป็นเพื่อนกัน และทำให้ความแตกต่างของทั้งสองชนชั้นมลายหายไป เพราะหนูเปลี่ยนความวุ่นวายให้กลายเป็นมิตรภาพและคนรอบตัวยอมรับ


     Ernest et Célestine คือเรื่องราวจากหนังสือการ์ตูนคลาสสิคโด่งดังตั้งแต่ปี 1980 ของ Gabrielle Vincent (กาบริแยล แวงซอง) ชาวเบลเยี่ยม ที่ถูกนำมาทำเป็นอนิเมชั่นโดยชาวฝรั่งเศส Benjamin Renner (บองชาแมง รองเนร์) , Vincent Patar (แวงซอง ปาตาร์) และ Stephane Aubier (สเตฟาน โอบิเยร์) ซึ่งจะทำให้คุณได้มุมมองชีวิต คิดเปลี่ยน และก้าวเดินออกจากกฎเกณฑ์และอุปสรรคเดิมๆ ที่กีดกันและกักขังคุณจนฝังใจ แล้วทำมันเสียใหม่เพียงแค่เชื่อมั่นและเริ่มต้นเดี๋ยวนี้ นี่คือการ์ตูนอนิเมชั่นที่เปิดตัวในเทศกาลหนังเมืองกาน (Cannes) ประเทศฝรั่งเศส และฉายอย่างเป็นทางการในเทศกาลหนัง Toronto International Film Festival (TIFF) ประเทศแคนาดา ในปี 2012

 L'amour fou
 (ลามูร์ โฟ - ความรักอันบ้าคลั่ง)


      ฉายเมื่อปี 2010 เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ Yves Saint Laurent (อีฟส์ แซงต์ โรลองต์ 1936-2008) เจ้าของแบรนด์แฟชั่นของฝรั่งเศสชื่อดัง YSL

      Pierre Bergé (ปิแอร์ แบร์เช่) คนรักของเขา จึงให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตคู่ในอดีตของพวกเขา นับตั้งแต่วันที่พวกเขาเจอกันเมื่อตอนที่แซงต์ โรลองต์ อายุ 21 ปี ซึ่งในตอนนั้น เขาเป็นครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ ที่ Christian Dior (กริสตียอง ดิออร์) ภายหลังจากที่ผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้เสียชีวิต โดยเขาได้เปิดเผยถึงคอลเล็คชั่นใหม่ โรคซึมเศร้า และการใช้ยาเสพติดของแซงต์ โรลองต์ การเลิกยา และการเกษียณตัวเอง 

 

      เรื่องราวจบลงด้วยการเก็บงานศิลปะที่แซงต์ โรลองต์ สะสมไว้เพื่อนำไปประมูล โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ภาพถ่ายและฟุตเตจรวมทั้งการสัมภาษณ์เพื่อนของทั้งคู่มาประกอบการสัมภาษณ์ แบร์เช่ด้วย
Les amours imaginaires
  (เล ซามูร์ ซิมาชีแนร์ - ความรักที่เพ้อฝัน)

 

      เป็นภาพยนตร์จากประเทศแคนาดา (พูดภาษาฝรั่งเศส) ฉายปี 2010 เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ 2 คนเพื่อนรัก ต้องมาแย่งผู้ชายคนเดียวกัน โดย Marie (มาครี) เป็นหญิงสาวที่อาศัยอยู่ที่เมือง Montréal (มงเตรอัล) เธอมักผิดหวังกับเรื่องผู้ชายอยู่เสมอ ขณะที่ Francis (ฟรองซีส์) เพื่อนสนิทของเธอเป็นเกย์ที่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จด้านความรักเท่าไหร่นัก 


      เมื่อมาครีได้พบกับ Nicolas (นิโกลาส์) ชายหนุ่มหน้าตาดีซึ่งเพิ่งย้ายมาอยู่เมืองนี้ เธอก็หลงรักเขาทันทีและใช้ความเป็นผู้หญิงในการยั่วยวนเขา แต่ฟรองซีร์เองก็หลงรักนิโกลาส์เช่นกัน เมื่อนิโกลาส์ยังไม่ได้เปิดเผยว่าความจริงเขาชอบแบบไหนกันแน่ มาครีกับฟรองซีร์จึงมั่นใจว่าตัวเองอาจเป็นผู้ชนะ สองเพื่อนรักจึงเริ่มทำอะไรมากขึ้นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากนิโกลาส์ และการแย่งผู้ชายในครั้งนี้จะทำลายมิตรภาพที่ทั้งสองคนเคยมี

  Coco Chanel et Igor Stravinsky 
(โกโก้ ชาแนล และ อีกอร์ สตราวินสกี้)

 
  
     ฉายเมื่อปี 2009 เรื่องย่อเกี่ยวกับกรุง Paris (ปาครี) ปี 1913 ที่ Theatre Des Champs-Elysées (เตอาเตรอ เด ชอง เซลิเซ) อิกอร์ สตราวินสกี้ ได้แสดงบัลเลต์เรื่อง Le Sacre du printemps (เลอ ซาเกรอ ดู ปรังตองส์ - พิธีการแห่งฤดูใบไม้ผลิ) รอบปฐมทัศน์ โกโก้ ชาแนลได้ร่วมชมการแสดงในครั้งนั้น และรู้สึกประทับใจอย่างมาก แต่งานชิ้นนั้นล้ำสมัยเกินไปจนทำให้ถูกผู้ชมโห่ และเกือบเกิดเป็นการจลาจล



     สตราวินสกี้เสียกำลังใจอย่างมาก 7 ปีให้หลัง โกโก้ ชาแนล กลายเป็นดีไซน์เนอร์ผู้ร่ำรวย และมีชื่อเสียง เธอได้พบกับสตราวินสกี้อีกครั้ง ซึ่งในช่วงหลังการปฏิวัติรัสเซีย เขาต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ในกรุงปาครี ทั้งคู่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว โกโก้ให้สตราวินสกี้ใช้วิลล่าของเธอที่เมือง Garches (การ์ชส์) เพื่อให้เขาใช้ทำงาน เขาย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่นทันที พร้อมกับลูกๆและภรรยาที่ป่วยเป็นวัณโรค และแล้ว ความรักซ่อนเร้นของทั้งสองก็ได้เริ่มต้นขึ้น

 Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
21 มีนาคม 2014

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

Guillotine

ข้อมูลโดย Wikipedia และ mthai.com

Guillotine 
(กิโยตีน)

 

     กิโยตีนคืออุปกรณ์ประหารชีวิตของประเทศฝรั่งเศสด้วยวิธีการตัดคอ ตัวเครื่องทำด้วยไม้ บนสุดแขวนใบมีดรูปสี่เหลี่ยมคางหมู น้ำหนักประมาณ 40 กก. ด้านล่างเป็นส่วนที่ให้ผู้ถูกลงโทษวางศีรษะ เมื่อเจ้าหน้าที่ปล่อยเชือก ใบมีดที่หนักจะหล่นลงมา ด้วยระยะทางประมาณ 2.3 เมตร และตัดคอผู้ถูกประหาร ส่วนสูงและน้ำหนักเป็นไปตามมาตรฐานของประเทศฝรั่งเศส


     สาเหตุที่ต้องทำให้ใบมีดมีลักษณะเฉียง เพราะมันสามารถช่วยตัดคอให้ขาดได้เพียงครั้งเดียว เหมือนการแล่เนื้อ โดย Nicolas Jacques Pelletier (นิโกลา ฌาค์ก แปลตีเยร์) โจรที่ถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตีนเป็นคนแรกเมื่อวันที่ 25 เมษายน 1792 




      ก่อนการเกิดปฏิวัติฝรั่งเศส นักโทษที่เคยมีชื่อเสียง หรือนักโทษการเมืองจะถูกตัดคอด้วยดาบหรือขวาน ซึ่งในการตัดคอ มีหลายครั้งที่ตัดไม่สำเร็จในดาบแรก ทำให้เกิดความทรมานต่อผู้ถูกประหารชีวิต และทำให้ความเกิดความสะอิดสะเอียนต่อผู้พบเห็น ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปจะถูกแขวนคอ หรือวิธีการประหลาดในช่วงของยุคกลาง เช่น ถูกเผาหรือมัดกับล้อไม้ 

 

      การใช้กิโยตีนจึงทำให้ผู้ถูกประหารชีวิตเจ็บปวดน้อยที่สุด และประหารได้รวดเร็วที่สุด ยิ่งกว่านั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดว่า ผู้ที่เสนอแนะให้เปลี่ยนการประหารชีวิตแบบเดิม มาเป็นการตัดคอด้วยกิโยตีนคือผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นหมอ! เขาผู้นั้นคือ Dr.Joseph-Ignace Guillotin (โฌแซ็ฟ-อีญัส กียอแต็ง) แพทย์ชาวฝรั่งเศส 



      โดยนาย Antoine Louis (อ็องตวน หลุยส์) สมาชิกของกลุ่ม Académie Chirurgical (อากาเด้มี ชิรูร์ฌิกัล - สถาบันศึกษาการผ่าตัด) เป็นบุคคลที่คิดค้นการทำงานของเครื่องกิโยตีน ซึ่งเครื่องมือประหารชนิดนี้ ตอนแรกใช้ชื่อตามนามสกุลของผู้ประดิษฐ์ว่า Louison (ลุยซง) หรือ Louisette (ลุยแซ็ต) แต่ภายหลังถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Guillotine "กิโยตีน" ตามนามสกุลของ ดร.กิยอแต็ง แทน ซึ่งภายหลัง ดร.กิยอแต็ง ได้เปลี่ยนนามสกุลใหม่ เนื่องจากไม่ต้องการใช้ชื่อสกุลเป็นคำเดียวกับเครื่องประหารชีวิต 



      เป็นเรื่องน่าเศร้า ที่ช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส มีผู้ถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตีนอย่างน้อย 20,000 คน กิโยตีนถือเป็นเครื่องประหารชนิดเดียวที่ถูกกฎหมาย จนกระทั่งยกเลิกกฎหมายประหารชีวิตในปี ค.ศ. 1871 บุคคลสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตีนคือ Eugen Weidmann (ออยเก็น ไวด์มันน์) ฆาตกรสังหาร 5 ศพ ชาวเยอรมัน โดยถูกตัดศีรษะเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 1939 เวลา 16.32 น. ภายนอกคุก Saint-Pierre (แซ็ง-ปีแยร์) ที่เมือง Versailles (แวร์ซาย)


 


 "The Living Severed Head" 
(หัวที่ถูกตัดแล้วยังมีชีวิต)

      เป็นความเชื่อของหลายคนทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะแค่ประเทศอเมริกา โดยเชื่อว่าเมื่อคนถูกตัดหัวขาด หัวนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ระยะหนึ่ง และเหลือบมองหน้าคนตัดอย่างอาฆาต!!? และมันก็เป็นเรื่องจริงด้วย!! 

 

      เรื่องเริ่มขึ้นในช่วงที่มี Guillotine (กิโยติน) หรือเครื่องมือประหารชีวิตที่นิยมใช้ประหารนักโทษของประเทศฝรั่งเศส เพราะเป็นการประหารที่ทำให้นักโทษตายอย่างรวดเร็ว หมดจด สมองไม่เสียหาย เวลาประหารแต่ละทีจะทำท่ามกลางประชาชนที่มาดูอย่างแน่นขนัด และนั่นทำให้พวกเขามีโอกาสได้เห็นหัวที่ยังมีชีวิต 




      โดยเฉพาะสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 1793 หญิงนาม Charlotte Corday (ชาร์ล็อตต์ กอร์ดา) สาวบ้านนอกที่ทำการฆาตกรรม Jean-Paul Marat (ฌอง โปล มาครา) เธอถูกตัดสินประหารด้วยกิโยติน หลังจากคมมีดตัดศีรษะของเธอกระเด็นออกไป เจ้าหน้าที่ประหารคนหนึ่งหยิบหัวเธอขึ้นมา แล้วตบแก้ม พยานโดยรอบยืนยันว่าดวงตาของเธอกลอกมามองเขาพร้อมทำสีหน้าไม่พอใจ และพูดคำว่า "ไม่ได้นะ" หลังจากนั้น ผู้คนที่จะถูกประหารด้วยกิโยตินก็จะถูกขอให้กระพริบตาหลังถูกตัดคอแล้ว ผลคือมีนักโทษหลายคนแสดงให้เห็นว่า หัวยังมีชีวิตอยู่แม้ถูกตัดแล้ว


 


      ใน 1905 จากหลักฐานต่างๆ สามารถสรุปได้ว่าแม้ถูกตัดหัวแล้ว สมองของคุณ ยังคงสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ได้หลายวินาทีก่อนที่จะตาย โดยหนึ่งในนั้นมาจากงานทดลองของดอกเตอร์ โบเรอเยอ (Beaurieux) ผู้ซึ่งทำทดลองเรื่องนี้ จากฆาตกรชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ Languille (ลองกีเยอ) หลังจากที่คอเขาตัดออกมาแล้ว ตาและปากของลองกีเยอ ยังคงขยับต่อไปนาน 6 วินาที และต่อมาเมื่อโบเรอเยอ ตะโกนเรียกชื่อนักโทษ ก็พบเรื่องน่าขนลุกเมื่อ ตาของลองกีเยอลืมขึ้นมาอีกครั้ง และจ้องมองเขา ทำให้เกิดความเชื่อว่าเมื่อคนหัวขาดอาจสามารถคลองสติได้ 15 วินาที




      แพทย์สมัยใหม่เชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการ Reflex ของกล้ามเนื้อ (คือกล้ามเนื้อกระตุกจากการสูญเสียเลือด หรือการควบคุม ทำให้ตากระพริบหรือกลอกไปมา) ไม่ใช่รู้ตัว แม้สมัยนี้กิโยตินถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ใช่ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

      เช่นในเดือนมิถุนายนปี 1989 มีเหตุการณ์อุบัติเหตุเกิดขึ้น เมื่อเพื่อน 2 คน นั่งแท็กซี่แล้วประสบอุบัติเหตุชนกับรถบรรทุก หัวเพื่อนคนหนึ่งกระเด็นออกมา ส่วนอีกคนที่รอดได้พบเหตุการณ์อันน่าสยดสยอง เธอได้เล่าเรื่องนี้หลังรอดชีวิตว่า "หัวนั้นหันหน้ามามองฉัน" ฉันยังสังเกตว่า ปากของเขาพยายามพูดสื่อสารอะไรบางอย่างกับฉันอยู่ แม้ตอนนั้นฉันกำลังสับสน หวาดกลัวและเศร้าโศก แต่ฉันไม่พูดเกินความจริง เขายังกะพริบตาและจ้องมองฉัน ก่อนที่หัวนั้นจะหลับตาลงและไม่ตื่นขึ้นอีกเลย


     มีเรื่องเล่าลักษณะเดียวกันนี้จากประเทศญี่ปุ่นเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับการประหารนักโทษด้วยการฟันศีรษะให้ขาด ในขณะที่นักโทษคนหนึ่งกำลังถูกเพชรฆาตสังหาร เขาได้ตะโกนด้วยเสียงอันดัง ต่อว่าเจ้าหน้าที่ด้วยถ้อยคำที่แสดงถึงความอาฆาตแค้นว่า "ถ้าเจ้าฆ่าข้า เมื่อข้าตายไป จะกลายเป็นผีมาล้างแค้นเจ้า ครอบครัวของเจ้า และคนที่เจ้ารักทุกคน" เพชรฆาตคนนั้นจึงกล่าวคำท้าทายกลับไปว่า "ถ้าเจ้าทำได้จริง เมื่อศีรษะเจ้าหลุดจากบ่าแล้ว จงงับก้อนหินที่อยู่ใกล้ที่สุดให้ข้าเห็นเป็นขวัญตา แล้วข้าจะเชื่อเจ้า"
      
      นักโทษผู้นั้นรับคำท้า เมื่อคอเขาถูกตัดหลุดจากบ่าแล้ว ศีรษะของเขาก็ดิ้นรนกระเสือกกระสนขยับปากไปงับหินได้สักพักหนึ่ง แล้วแน่นิ่งไป สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้เห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก จนหลายคนกลัวว่าจะถูกวิญญาณของนักโทษคนนั้นมาแก้แค้น แต่เพชรฆาตผู้นั้นกลับกล่าวออกมาว่า "อย่ากังวลไปเลย เพราะก่อนที่เขาจะตาย เราได้หันเหเป้าหมายของเขาไปเรียบร้อยแล้วด้วยการบอกให้งับก้อนหินแทน เมื่อเขาทำสำเร็จ วิญญาณของเขาจึงไปสู่สุขคติ ไม่สามารถกลับมาแก้แค้นพวกเราได้แน่นอน" ก็เป็นจริงตามที่เจ้าหน้าที่ว่าเอาไว้ เพราะหลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีวิญญาณของผู้ตายออกมาหลอกหลอนผู้คนแต่อย่างใด
 
  
     
     สำหรับประเทศไทยก็มีเรื่องราวในทำนองเดียวกันของบุญเพ็ง ซึ่งเป็นฆาตกรในสมัยรัชกาลที่ 6 บุญเพ็งมีบิดาเป็นชาวจีน ส่วนมารดาเป็นลาว เข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครตั้งแต่อายุ 5 ขวบ โดยอาศัยอยู่กับตาชื่อสุก และยายชื่อเพียร เดิมนายบุญเพ็งเป็นภิกษุจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองนนทบุรี เนื่องจากพระบุญเพ็งเป็นพระที่ลูกศิษย์ส่วนมากเป็นผู้หญิงและร่ำรวย จึงทำให้บุญเพ็งมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงเหล่านี้ ต่อมาเกิดโลภมากในทรัพย์จึงได้ฆ่าสีกาที่เป็นเศรษฐินีไป 7 คน แล้วนำศพยัดใส่หีบเหล็กแล้วถ่วงน้ำทุกครั้ง ผู้คนจึงเรียกเขาว่า "บุญเพ็ง หีบเหล็ก" ต่อมาเขาถูกจับได้และประหารชีวิตในที่สุด เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2462 ศพฝังอยู่ที่ป่าช้า และทำพิธีกรรมทางศาสนาที่วัดภาษี เขตวัฒนา ริมคลองแสนแสบ ปัจจุบัน มีศาลบูชาบุญเพ็ง ซึ่งบุคคลในวัดจะเรียกบุญเพ็งว่า "ลุงบุญเพ็ง" และยังเชื่อว่าหีบเหล็กทั้ง 7 ใบนั้นถูกฝังอยู่ใต้ศาลของบุญเพ็งที่วัด
     
     โดยบุญเพ็งเป็นนักโทษประหารชีวิตคนสุดท้าย ที่ถูกสังหารด้วยการตัดคอ เล่าลือกันว่าในขณะที่เขากำลังถูกประหารชีวิต เขาได้ขยับปากบริกรรมคาถาไปด้วย เมื่อศีรษะเขาถูกตัดขาดร่วงลงสู่พื้น ปากของเขาก็ยังคงขยับท่องคาถาต่อไป สร้างความขนพองสยองเกล้าแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก 

 Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/


จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"

20 มีนาคม 2014





วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

Colosseo

 ข้อมูลโดย Wikipedia และ travel.mthai.com
  
Colosseo 
(โกลอสเซ้โอ)
 
 
     
     เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุง Roma (โ้ร้มา) ประเทศอิตาลี เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิ Vespasianus (เวสปาเซียนุส) แห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิ Titus (ตีตุส) ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทราย วัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 10 ปี ในวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 โกลอสเซ้โอ ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ


     โกลอสเซ้โอมีโครงสร้างเป็นวงกลมรี มี 4 ชั้น แยกเป็นสองส่วน ส่วนบนประกอบด้วย ระเบียงเปิด 3 ชั้น สร้างด้วยหินปูน และชั้นที่ 4 สร้างเป็นห้องพร้อมด้วยออกแบบหน้าต่างเว้นระยะสองห้องต่อหนึ่งช่อง เส้นผ่านศูนย์กลางจากด้านตะวันออกถึงตะวันตก 188 เมตร จากทิศเหนือจดทิศใต้ 156 เมตร วัสดุสำคัญในการก่อสร้าง ประกอบด้วย เสาหลักสร้างด้วยหินปูนแกร่ง ขณะที่เสาทั่วไปสร้างด้วยหินปูนชนิดพรุนและอิฐ พื้นและกำแพงสร้างด้วยกระเบื้อง และเพดานทรงโค้งภายในอาคารสร้างด้วยซีเมนต์ จากการใช้วัสดุผสมในงานก่อสร้างดังกล่าว ทำให้โกลอสเซ้โอมีความทนทานสูง นอกจากจะเป็นสถาปัตยกรรมมหึมาอายุกว่า 1,900 ปี แล้ว ยังทำให้นักประวัติศาสตร์ต้องอึ้งในความสามารถของผู้คนสมัยนั้น อีกอย่างคือ ใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 10 ปี ด้วยความสามารถและเครื่องมือในสมัยนั้น ไม่น่าจะสร้างสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และจุผู้คนระดับ 5 หมื่นคนขึ้นไป ได้เร็วเพียงนี้!


 

     นักประวัติศาสตร์บันทึกประวัติที่มาของโกลอสเซ้โอไว้ว่า ก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ. 72 ในสมัยจักรพรรดิ
เวสปาเซียนุส กษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฟลาเวียน (Flavian) สถานที่ก่อสร้างเป็นบริเวณที่ลุ่ม ระหว่าง 4 เนินเขา ประกอบด้วย ปาลาไทน์ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เวเลีย ทางทิศตะวันตก เชลิโอ ทางทิศตะวันออก และคอล ออพพิโอ หรือเอสควิไลน์ (ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะ) ทางทิศเหนือ

     เดิมทีพื้นที่แห่งนี้ เป็นที่ตั้งของพระราชวังของจักรพรรดิเนโร (Nero) ผู้ยึดมาจากที่ดินของประชาชน จนกระทั้งจักพรรดิเนโร ได้ตายเมื่อปี ค.ศ. 68 เกิดการชิงบัลลังก์อยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งจักรพรรดิ
เวสปาเซียนุส ได้รับชัยชนะ และขึ้นครองราชย์ จึงมีความประสงค์เรียกความนิยมจากชาวโรมัน สั่งรื้อพระราชวังเดิมของจักรพรรดิเนโรออก แล้วสร้างเป็นสนามกีฬา เพื่อใช้เป็นศูนย์รวมการแสดง และการแข่งขันกีฬาในยุคนั้น แต่แล้วการก่อสร้างโกลอสเซ้โอก็ไม่ทันเสร็จในสมัยจักรพรรดิเวสปาเซียนุส เขาตายไปก่อน จึงตกเป็นหน้าที่สานต่อของจักรพรรดิติตุสลูกชาย ในเวลาต่อมาเขาก็มาสิ้นพระชนม์ไปอีก งานก่อสร้างจึงสมบูรณ์ในสมัยจักรพรรดิโดมิเทียน น้องชาย กินเวลาก่อสร้างเป็นเวลา 10 ปี

     สำหรับที่มาของคำว่า "โกลอสเซ้โอ" นักประวัติศาสตร์ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ยอมรับร่วมกันได้ ทฤษฏีที่คาดกันว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ เรียกตามชื่อรูปปั้นทองแดงขนาดใหญ่ “โกลอสซุส” (Colossus) ของจักรพรรดิเนโร ที่ตั้งอยู่ใกล้บริเวณเดียวกันนั่นเอง

     ภายในสนามเป็นอัฒจันทร์ที่นั่ง สร้างด้วยหินปูนแกร่ง มีระดับความลาดเอียง 37 องศา มีช่องทางเข้าเป็นสัดส่วนจากภายนอก แต่ละชั้นสูง 4.85 เมตร อัฒจันทร์แถวล่างสุดสูงจากพื้นสนาม 3.60 เมตร บริเวณพื้นสนามมีโพเดี้ยมสร้างด้วยหินอ่อนโดยรอบ ใต้พื้นสนามสร้างเป็นห้องต่างๆ ประกอบด้วย ห้องนักสู้  Gladiator “กลาเดียตอร์” กรงขังสัตว์ที่จะนำมาต่อสู้กับ
กลาเดียตอร์ ห้องเก็บอุปกรณ์เครื่องมือการต่อสู้ของกลาเดียตอร์ ห้องเก็บวัสดุก่อสร้างบางส่วน และห้องเก็บ “ลิฟต์” หรือเครื่องยกกรงสัตว์ นอกจากนี้ส่วนหนึ่งของพื้นสนามสามารถเลื่อนออกได้ ใช้เป็นประตูยกกรงสัตว์ขึ้นสู่สนาม อัฒจันทร์แต่ละชั้นกำหนดไว้สำหรับผู้ชมแต่ละชนชั้น ขณะที่ประตูบางส่วนจำกัดไว้เฉพาะผู้เข้าชมบางชนชั้นเช่นกัน สนามมหัศจรรย์ยุคโบราณของชาวโรมันแห่งนี้ มีความจุประมาณ 50,000-75,000 ที่นั่ง

     โกลอสเซ้โอ เปิดใช้งานครั้งแรกในปี ค.ศ. 80 สมัยจักรพรรดิติตุส ซึ่งในปีดังกล่าวสนามยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ เพื่อเปิดสนามแข่งขันกีฬาต่างๆ ทั้งกลาเดียตอร์สู้กันเอง โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน หรือสู้กับสัตว์ป่า อาทิ สิงโต เสือ และช้าง เป็นต้น และบางทีอาจจะมีแสดงการต่อสู้ระหว่างสัตว์ป่าด้วยกันเอง เช่น เสือสู้กับสิงโต กระทิงสู้กับหมี ฯลฯ เรียกว่าสมัยนั้นมีอะไรที่ต่อสู้กันได้ ไม่พ้นถูกจับให้มาประลองยังที่โกลอสเซ้โออย่างแน่นอน

     แต่อย่างไรก็ตามเกมต่อสู้ระหว่าง
กลาเดียตอร์ ยังคงเป็นกีฬายอดฮิตที่สุดของผู้ชมชาวโรมันในสมัยนั้น จากหลักฐานบ่งบอกได้ว่า การต่อสู้ประเภทนี้มีมาก่อนการสร้างโกลอสเซ้โอเสียอีก แต่ในสมัยต่อมาจึงการพัฒนากฏ กติกา ต่างๆ แปลกใหม่ขึ้นมา เพื่อเพิ่มความเร้าใจให้กับคนดูนั่นเอง

     ส่วน
กลาเดียตอร์ ส่วนใหญ่จะเป็นทาส และเชลยสงครามโทษประหารชีวิต จักรพรรดิจะนำมาต่อสู้กันเอง เพื่อความสนุกสนาน โดยบางเกมมีกลาเดียตอร์คนหนึ่งถืออาวุธ ไปต่อสู้กับอีกคนที่ไม่มีอาวุธ และหลายเกมที่จบลง ฝ่ายที่พ่ายแพ้จะถูกคู่ต่อสู้สังหารทิ้ง จากนั้นฝ่ายผู้ชนะก็จะต้องไปต่อสู้กับกลาเดียตอร์คนต่อไป สู้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าไม่เหลือคู่ต่อสู้อีก จึงจะได้ชื่อว่า นักสู้ยอดฝีมือเพียงคนเดียว และอาจจะได้อิสรภาพกลับมาอีกครั้ง.. ในเวลาต่อมาจึงมีการเปลี่ยนเกมกติกาใหม่ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เพื่อความสนุกเร้าใจมากกว่าเดิม เมื่อพระจักรพรรดิ ทรงอนุญาติให้คนธรรมดา หรือทาส ที่อยากได้ยศบรรดาศักดิ์และอิสภาพในสังคม ได้ประลองต่อสู้กับทหารยอดฝีมือ พวกบรรดานายทาสทั้งหลายที่หวังในผลการพนัน จึงมีการส่งทาสในสังกัดของตนไปฝึกวิชาการต่อสู้ให้เชียวชาญ ก่อนเข้าสู่สังเวียนประลอง

     นักประวัติศาสตร์ระบุว่า กษัตริย์ติตุส เคยจัดงานเทศกาลการแข่งขัน เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับประชาชนติดต่อกัน 100 วัน สัตว์ป่าถูกฆ่าตายไปถึง 9 หมื่นตัว!!! นอกจากนี้ เกมการต่อสู้ระหว่าง
กลาเดียตอร์เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 404 ส่วนเกมล่าสัตว์ และต่อสู้กับสัตว์ เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 523  สันนิษฐานสาเหตุของการสิ้นสุดการแข่งขัน เนื่องมาจากการเกิดแผ่นดินไหว ทำให้ โกลอสเซ้โอ ได้รับความเสียหาย รวมไปถึงการเกิดภาวะสงครามที่ติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เกมกีฬาสุดโหดนี่ไม่ได้รับการสานต่อ



     จากภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวหลายครั้ง และภาวะสงคราม ซึ่งกรุงโร้มาถูกรุกรานบ่อยครั้ง ทำให้ โกลอสเซ้โอ เดิมพังทลายไปเกือบหมด งานบูรณะซ่อมแซมจึงเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 217 แต่ก็ถูกทอดทิ้งในเวลาต่อมา หลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ของอิตาลี ต่อมา โป๊ปเกรกอเรียส แมกนุส องค์ประมุขคริสตจักรคาทอลิก ในช่วงปี ค.ศ. 590-604 ได้ทำการบูรณะ และเปลี่ยน โกลอสเซ้โอให้เป็นโบสถ์ สนามประลองยุทธ์อันเลื่องชื่อ จึงกลายเป็นโบสถ์ตั้งแต่นั้นมา จนถึงยุคของนาโปเล้องขึ้นครองราชย์ ระหว่างปี 1809-1815 โกลอสเซ้โอได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดอายุกว่า 1,900 ปี

ล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 1992 ธนาคารเอกชนแห่งหนึ่ง ได้ให้งบประมาณบูรณะ โคลอสเซียม ครั้งใหญ่ แล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 2003 ปัจจุบัน โคลอสเซียม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกรุงโรม หรืออาจจะมากที่สุดในอิตาลีก็เป็นได้


Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/


จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
19 มีนาคม 2014

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

Petra

 ข้อมูลโดย Wikipedia และ dek-d.com

Petra
 (เปตรา)

 

     นครเปตรา (ภาษากรีกมาจากคำว่า Πέτρα "เป้ตรา" แปลว่า "หิน") คือนครหินแกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา หุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบเดดซีกับทะเลอัคบาในประเทศจอร์แดน นครนี้แต่เดิมนั้นเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ ซึ่งต่อมาถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ Johann Ludwig Burckhardt (โยฮันน์ ลุดวิก บวร์กฮาร์ท) เดินทางผ่านมาพบเห็นเข้าเมื่อปี 1812

 

     นครเปตราได้รับลงทะเบียนจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 1975 โดยกล่าวอธิบายไว้ว่า "เป็นหนึ่งในสิ่งที่ล้ำค่ามากที่สุดของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งมวลมนุษยชาติ" (one of the most precious cultural properties of man's cultural heritage) ปัจจุบันสามารถเดินทางเข้าไปโดยอาศัยม้าเท่านั้น เมื่อวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 นครเปตราได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ




     เมื่อจักรพรรดิ Napoléon (นาโปเล้อง) ยึดครองอียิปต์ได้ในปี 1798 เขาให้นักวิชาการ เช่น นักประวัติศาสตร์ หรือนักโบราณคดี ศึกษาอารยธรรมอียิปต์ การรู้ขนบธรรมเนียมที่แปลกและแตกต่างจากอารยธรรมยุโรป ทำให้อียิปต์และดินแดนตะวันออกกลางกลายเป็นแหล่งผจญภัย และแสวงหาโชคลาภของนักเดินทางมากมาย และหนึ่งในบรรดานักผจญภัยนั้นคือ Johann Ludwig Burckhardt ชาวสวิสผู้ได้ปลอมตัวเป็นชาวอินเดีย (เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง) ออกสำรวจแม่น้ำไนล์จนพบมหาวิหาร Rameses ที่ 2 ที่ Abu Simbel และได้เดินทางข้ามทะเลแดงไปซีเรียแล้วเดินทางต่อไปถึง Mecca ในเวลาต่อมา และได้เสียชีวิตที่นั่น



      ผลงานที่สำคัญชิ้นหนึ่งของ Burckhardt คือการได้พบศิลานครสีชมพูที่เมือง Petra ในประเทศจอร์แดนทางใต้ ซึ่งไม่มีชาวยุโรปใดได้พบเห็นมาก่อนเป็นเวลานานร่วม 1,000 ปี นครแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางการค้าในสมัยโบราณ การถูกปิดล้อมด้วยภูเขาสูง โดยมีทางเข้าผ่านโตรกเขาแคบๆ ที่วกเวียนเป็นระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร แต่ Burckhardt ก็ไม่สามารถใช้เวลาสำรวจตัวเมืองได้นาน เพราะเกรงว่าชาวอาหรับที่เป็นไกด์นำทางจะไม่พอใจที่ตนจะมาขโมยทรัพย์สมบัติของฟาโรห์ที่ซุกซ่อนในนครลับแลนี้ เขาจึงตัดสินใจเดินทางออกจากเมือง และก็ได้บันทึกเรื่องราวการพบเห็นศิลานคร Petra ในหนังสือชื่อ Travels in Syria and the Holy Land

      การได้อ่านหนังสือของ Burckhardt ทำให้นักท่องเที่ยวมากมายหลั่งไหลมาชมนครลึกลับ และทุกคนก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นอาคารหินที่เกิดจากการสกัดหินภูเขาเห็น ถนนหนทาง วิหาร โรงละครกลางแจ้ง สุสานที่โอ่อ่าอลังการที่สูงถึง 35 เมตร จนกวี John Burgon ถึงกับประพันธ์คำบรรยายว่า Petra เป็น A rose-red city-half as old as Time


 
       
     คำถามที่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีใคร่รู้คำตอบคือ ใครเป็นผู้สร้างศิลานครนี้สร้างเมื่อใด และด้วยเหตุผลกลใด ชาวเมืองจึงทิ้งเมืองให้เป็นเมืองร้างมานานร่วม 1,000 ปี การศึกษาค้นคว้าในเวลาต่อมาทำให่เรารู้ว่า ชนเผ่า Nabataean (คำนี้มาจากคำอาหรับ anbata ซึ่งแปลว่า ค้นหาน้ำ) เป็นผู้สร้างนครตั้งแต่สมัยคริสตกาล และการที่เรียกชื่อว่า พวกขุดค้นหาน้ำ เพราะเมืองนี้อยู่ลึกในหุบเขาใกล้ทะเลทราย และมีฝนตกไม่เกินปีละ 2 เซนติเมตร


     ในคัมภีร์ไบเบิลก็มีการกล่าวถึงชนเผ่า Nabataean (แต่เรียกชื่อเพี้ยนเป็น Nabaioth) ว่าเป็นพวกเบดูอิน (bedouin) ที่ร่อนเร่อยู่ในทะเลทรายทางตอนเหนือของประเทศ Saudi Arabia และได้เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจอร์แดนในราวปี พ.ศ. 230 หลังจากที่จักรพรรดิ Alexander มหาราชสิ้นพระชนม์ได้ประมาณ 10 ปี ในการอพยพเข้ามาของชนเผ่า Nabataean นั้น นักประวัติศาสตร์กรีกชื่อ Diodorus Siculus ได้บันทึกว่า ถูกชนพื้นเมืองเผ่าอื่นๆ ต่อต้าน แต่ก็สู้ชนเผ่า Nabataean ไม่ได้ จึงต้องยกทรัพย์สินที่ดินและอูฐ 700 ตัวให้เป็นกำนัล การเข้ายึดครองดินแดนแถบนั้น ทำให้อาหรับ Nabataean พบว่าเมือง Petra ตั้งอยู่บนเส้นทางของกองคาราวานอูฐที่เดินทางผ่านจาก Mecca ขึ้นไปจนถึงฝั่งตะวันออกของทะเล Mediteranean และจาก Damacus ไปจดทะเลแดง เพราะกองอูฐคาราวานใช้เส้นทางนี้ขนเครื่องเทศ งาช้าง น้ำหอม ปะการัง กำยาน เกลือ ทอง และทาสไปๆ มาๆ การมีสลัดทะเลทรายมากมายทำให้การเดินทางไม่ปลอดภัย ดังนั้น ชนเผ่า Nabataean จึงเรียกค่าธรรมเนียมทางผ่าน และค่ารักษาความปลอดภัยจากบรรดาพ่อค้า และนักธุรกิจเหล่านั้น ทำให้มีเงินและมีฐานะดีขึ้นมาก จนสามารถสร้างอารยธรรมของตนขึ้นมาได้ในราว พ.ศ. 400 หรือก่อนคริสตศักราช 143 ปี



     แต่ในเวลานั้น แผ่นดินตะวันออกกลางกำลังระส่ำระสาย เพราะจักรพรรดิ Alexander มหาราช กำลังจะเปลี่ยนแปลงอารยธรรมอาหรับให้เป็นอารยธรรมกรีก โดยกำหนดให้ดินแดนทุกแห่งที่พระองค์ทรงยึดครองได้เปลี่ยนประเพณี ความเชื่อ การทหาร สถาปัตยกรรม วรรณกรรม ศาสนา และปรัชญาไปรับอารยธรรมกรีกหมด อารยธรรมอาหรับยุคนั้นจึงถูกคุกคามมาก และนี่ก็คือสถานการณ์ที่ชนเผ่า Nabataean ต้องเผชิญ

      การศึกษาประวัติศาสตร์ของชนเผ่านี้ในเวลาต่อมา แสดงให้เห็นว่า ชนเผ่า Nabataean ได้ผสมผสานอารยธรรมของตนกับอารยธรรมตะวันตกอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้ยอมรับอารยธรรมกรีกเข้ามามาก จากการเป็นชนเร่ร่อนในทะเลทรายที่ไม่มีบ้านเรือนเป็นหลักแหล่ง ก็รู้จักสร้างวิหาร สุสานฝังศพ ถนนหนทางตามแบบกรีก แบบโรมัน รู้จักสร้างเสาหินและที่บนยอดเสา มีรูปแกะสลักเป็นหัวช้าง รู้จักแกะสลักรูปปั้นของเทพเจ้า Dushara ที่ชาว Nabataean นับถือว่าทรงประทานฝน และความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ชาวเมือง และรู้จักแกะสลักรูปปั้นของเทพกรีก Nike แห่งโหราศาสตร์ เป็นต้น


 

      อารยธรรม Nabataean ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ ชาวเมืองรู้จักทำถ้วยชาม ด้วยเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งเป็นของแปลก เพราะชนเบดูอินที่เร่ร่อนไม่ใช้เครื่องปั้นดินเผา รู้จักทำตะเกียง แต่ตะเกียงที่ขุดพบมีรูปทรงเดียวกันหมด แสดงว่า ในเมืองมีร้านทำตะเกียงเพียงร้านเดียว ที่ทำตะเกียงให้คนทั้งเมืองใช้ การขุดพบแจกันที่ทำด้วยหินอ่อน และมีรูปเสือเกาะที่ขอบแจกัน แสดงว่า เป็นแจกันที่เคยใช้ในสวนของชาว Nabataean ที่มั่งคั่ง และการที่มีขนาดใหญ่แสดงว่า แจกันนี้คงเคยเป็นภาชนะที่ใช้ล้างมือด้วย แต่ประเด็นที่ทำให้นักประวัติศาสตร์หลายคนสนใจมากที่สุดคือ เหตุใด Petra ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาที่แห้งแล้ง จึงสามารถมีสวนได้ ซึ่งนั่นก็แสดงว่าชาว Nabataean มีวิธีทดน้ำ และมีความรู้ด้านวิศวกรรมชลประทานสูง จึงสามารถทดน้ำจากภูเขามาหล่อเลี้ยงผู้คน 20,000 คนในเมืองได้ การขุดพบท่อลำเลียงน้ำที่ทำด้วยดินเหนียวขนาดกว้าง 7 นิ้ว ซึ่งสามารถลำเลียงน้ำได้นาทีละ 4 แกลลอน จึงยืนยันว่า ชนเผ่า Nabataean เก่งในการขุดหาน้ำจริงสมชื่อ

      อาณาจักร Nabataean ดำรงความเป็นเอกราชมาได้นาน จนกระทั่งปี ค.ศ. 6 ก็ถูกกองทัพโรมันสกัดปิดทางเข้าเมือง และตัดท่อน้ำ ความหิวโหยและความกระหายน้ำทำให้ชาวเมืองต้องยอมตกอยู่ใต้การปกครองของ จักรพรรดิโรมันชื่อ Trajan



      และเมื่อแม่ทัพโรมันสั่งย้ายถนนค้าขายมิให้กองอูฐคาราวานเดินทางผ่าน Petra อีกต่อไป ชาว Nabataean จึงสูญเสียรายได้มหาศาล แต่ก็ยังสามารถดำรงสภาพความเป็นอาณาจักรอยู่ได้อีก 200 ปีต่อมา ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้ระบบการลำเลียงน้ำแตกสลาย ชาวเมืองจึงเดือดร้อนมาก แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ภัยแล้งอีก ชาวเมืองจึงต้องขอให้นักบวช Barsauma ทำพิธีขอฝน และเมื่อฝนตกชาว Nabataean ก็ได้เลิกนับถือเทพเจ้า Dushara และหันมานับถือคริสต์ศาสนาแทน จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.750 เมื่อจักรพรรดิโรมันเริ่มสลาย ชาว Nabataean ซึ่งตกอยู่ใต้การปกครองของโรมันก็เริ่มลำบาก และเริ่มทิ้งเมือง Petra และเมื่อถึงปี พ.ศ. 1200 Petra ก็ได้กลายเป็นเมืองร้างอย่างสมบูรณ์ ที่ไม่มีใครพูดถึงอีกเลย จนกระทั่งอีก 1,000 ปีต่อมา


Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/


จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
18 มีนาคม 2014

วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

Machu Picchu

 ข้อมูลโดย Wikipedia และ sanook.com

Machu Picchu
 (มาชู ปิกชู)

 
     
     เป็นซากอารยธรรมโบราณของชาวอินกา (Los Incas) มาชู ปิกชู หรือนิยมเรียกอีกชื่อว่า "เมืองสาบสูญแห่งอินกา" ตั้งอยู่ห่างจากเมือง Gusco (กุสโก) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 70 กิโลเมตร บนยอดเขาในชื่อเดียวกัน ของประเทศ Perú (เปรู) ที่ความสูงประมาณ 2,350 เมตร ในปี 1973 องค์กร UNESCO ยูเนสโกได้ตั้งให้ มาชู ปิกชู ให้เป็นมรดกโลก โดยทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนนิยมไปศึกษาประวัติศาสตร์ สถานที่แห่งนี้นับเป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญยิ่งทางโบราณคดีของทวีปอเมริกาใต้ และเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวเกือบทุกคนที่มาเยือนประเทศเปรู ในวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 มาชู ปิกชู ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ

 

     มาชูปิกชู คาดว่าสร้างขึ้นราวปี ค.ศ. 1450 โดยจักรพรรดิ Pachacuti (ปาชากูตี) ของชาวอินคา มาชู ปิกชู ถูกปล่อยทิ้งไว้นับ 100 ปี เพราะชาวสเปนได้เข้ามาล่าอาณานิคม และฆ่าชาวเปรูและชาวอินคาตายเป็นจำนวนมาก เมืองนี้เลยถูกปล่อยร้างไว้ อารยธรรมแห่งนี้ได้ถูกลืมโดยคนภายนอก จนกระทั่งมีการค้นพบอีกครั้งโดยนักประวัติศาสตร์ที่ชื่อ Hiram BingHam (ไฮแรม บิงแฮม) นักโบราณคดีชาวอเมริกัน เมื่อปี 1911 โดยเขาถามชนพื้นเมืองถึงชื่อของมัน ชนพื้นเมืองเข้าใจผิดว่า คิดว่าเขาถามถึงชื่อของภูเขาจึงตอบว่า "มาชู ปิกชู" แปลว่า "ยอดเขาผู้ชรา" ซึ่งได้กลายมาเป็นชื่อของโบราณสถานดังกล่าวมาจนทุกวันนี้ และกลายมาเป็นหลักฐานที่สำคัญของจักรวรรดิอินกา นครกลางฟ้าแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขา Andes (อั๊นเดส) ประเทศเปรู กินเนื้อที่ประมาณ13 ตารางกิโลเมตร ของหุบเขา Urubamba (อุรุบัมบ้า) ที่ความสูง 6,750 ฟุตจากระดับน้ำทะเล เมื่อมองจากตีนเขาจะไม่สามารถมองเห็น มาชู ปิกชู ได้ และนี่ก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ มาชู ปิกชู ไม่ถูกค้นพบเป็นเวลานาน และยังคงสภาพอันสมบูรณ์เอาไว้ได้

 
    
     โบราณสถานถูกสร้างเป็นลักษณะขั้นบันไดไล่ลงมาตามความชันของหุบเขา แต่ละชั้นสูง 3 เมตร มีจำนวนทั้งหมด 40 ชั้นซึ่งถูกเชื่อมถึงกันด้วยบันไดกว่า 3,000 ขั้น และมีสิ่งก่อสร้างซึ่งสร้างด้วยหินกว่า 200 หลัง ยอดผามาชู ปิกชู เป็นหน้าผาที่มีลักษณะดิ่งชันสูงถึง 600 เมตรจากฐานที่เป็นแม่น้ำ Urubamba (อูรูบัมบา) ที่ตั้งของตัวเมือง นับเป็นความลับทางการทหาร เนื่องจากหน้าผาสูงชันเป็นปราการป้องกันธรรมชาติอันยอดเยี่ยมนั่นเอง



      วันที่ 24 กรกฎาคม 1911 ไฮรัม บิงแฮม ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล (Yale university) และเป็นต้นแบบของ "Indiana Jones" ได้ค้นพบโบราณสถานดังกล่าวระหว่างการค้นหาโบราณสถานของอินกาในละแวกใกล้เคียง จนถึงปี 1915 บิงแฮมได้ทำการตรวจสอบ มาชู ปิกชู 3 ครั้งและเขียนผลการวิจัยหลายฉบับออกมา ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ  "The Lost City of the Incas"  ซึ่งกลายมาเป็นเบสต์เซลเลอร์ และได้รับการแนะนำในนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค ในหนังสือของปี 1930 บิงแฮม ได้นำเสนอสมมติฐานว่า มาชู ปิกชู เคยถูกปกครองโดยนักบวชของลัทธิบูชาสุริยะ และมีการทำพิธีถวายหญิงสาวเป็นเครื่องสังเวยแก่พระเจ้าของพวกเขา ทั้งที่นี่ยังเป็นป้อมปราการสุดท้ายของชาวอินกาที่ต่อสู้กับชาวสเปนอีกด้วย ซึ่งสมมติฐานนี้ได้กลายมาเป็นภาพลักษณ์ของ มาชู ปิกชู อยู่เป็นเวลานานทีเดียว
 
     
    หลังจากที่บิงแฮมเกษียณจากมหาวิทยาลัย เขาได้ไต่เต้าขึ้นไปเป็นรองผู้ว่ารัฐคอนติเนคัท และกลายเป็นวุฒิสมาชิกของสภาในที่สุด บิงแฮมส่งเสริมการค้นคว้าเกี่ยวกับ มาชู ปิกชู ไว้มากมายซึ่งมีผลไปถึง 40 ปี หลังจากที่เขาเสียชีวิตทีเดียว และส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการค้นคว้ามาชูปิกชูในปัจจุบันก็มาจากแรงบันดาลใจจากงานเขียนของเขาเช่นกัน ในปัจจุบัน มีการอ้างว่ามีชาวเปรูชื่อ Axatin Lizarraga (อักซาติน ลิซาร์รากา) ได้ค้นพบมาชูปิกชู ก่อนบิงแฮมถึง 9 ปี ปัจจุบันข้อเท็จจริงเรื่องนี้ กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน แต่เนื่องจากมีพยานยืนยันหลายคน จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นความจริง อย่างไรก็ดี สมมติฐานที่บิงแฮมทิ้งไว้ในฐานะผู้ค้นพบ ก็ทำให้การวิจัยในยุคหลังเป็นไปอย่างลำบากไม่น้อย ริชาร์ด แอล เบอร์เกอร์และ ลูซี่ ซี ซาลาซ่าร์ จากมหาวิทยาลัยเยล ได้ยืนยันว่า มาชู ปิกชู ไม่น่าจะเป็นป้อมปราการของอินกาดังที่เข้าใจกัน เนื่องจากในบันทึกที่หลงเหลืออยู่ของสเปนกล่าวไว้ว่า" ปี 1572 ชาวอินกากลุ่มสุดท้ายขัดขืนเพียงเล็กน้อย ก่อนจะยอมจำนนที่ที่ซ่อนกลางป่าดงดิบในที่ราบ" ในขณะที่มาชู ปิกชู เป็นที่ราบสูง

 

     มีการตั้งสมมติฐานว่า มาชู ปิกชู น่าจะเป็นที่อาศัยของนักบวชเพื่อใช้ในการสังเกตวงโคจรของดวงอาทิตย์มากกว่า เนื่องจากมีหน้าต่างซึ่งดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ตรงกลางพอดี ในวันสิ้นสุดฤดูร้อนและวันสิ้นสุดฤดูหนาว ส่วนแท่นบูชายัญที่บิงแฮมกล่าวไว้ น่าจะมีไว้เพื่อเป็นหอสังเกตุวงโคจรของดวงอาทิตย์เช่นกัน โบราณวัตถุที่บิงแฮมนำมาจาก มาชู ปิกชู ถูกห่อไว้ด้วยหนังสือพิมพ์ของช่วงปี 1920 และเก็บรักษาไว้ในห้องเก็บเอกสารของมหาวิทยาลัยเยลเป็นเวลานาน การตรวจสอบพบว่าของส่วนใหญ่ถูกทำขึ้นในศตวรรษที่ 15 ส่วนของที่ถูกฝังในหลุมศพนั้นมีลักษณะเรียบง่าย จึงน่าจะเป็นของผู้รับใช้มากกว่าเชื้อพระวงศ์


     ซากศพที่พบใน มาชู ปิกชู มีจำนวนของชายหญิงพอ ๆ กัน น่าจะมีการอาศัยเป็นครอบครัวซึ่งมีเด็กอยู่ด้วย ศพส่วนใหญ่พบร่องรอยของวัณโรค และโรคพยาธิ ฟันมีรอยผุเนื่องจากการทานข้าวโพดเป็นอาหารหลัก แต่ศพส่วนใหญ่ มักเป็นผู้สูงอายุ และไม่พบร่องรอยการตายที่น่าจะเกิดจากสงคราม สันนิษฐานได้ว่าศพของเชื้อพระวงศ์น่าจะถูกนำไปทำพิธีที่เมืองกุสโก้ จึงไม่พบอยู่ที่นี่

    
     มีบางศพที่เห็นได้ชัดว่ามาจากแถบอารยธรรมอื่นเช่นจากบริเวณทะเลสาป Titicaca (ติติกากา) คาดว่าน่าจะเป็นศพของช่างฝีมือ ที่ถูกเรียกมาเพื่อการก่อกำแพงหิน ซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างปราณีต กำแพงเหล่านี้สร้างขึ้นจากหินที่ถูกตัดไว้อย่างลวก ๆ แล้วใช้เครื่องมือที่ทำจากหินเช่นกัน ค่อย ๆ เซาะตบแต่งให้เรียบร้อยอีกที ในภายหลังมีการค้นพบเส้นทางการลำเลียงหินและแหล่งที่มาของหินเหล่านี้ ซึ่งมีการพบเครื่องมือตัดหินที่ทำจากหินที่มีความแข็งเป็นพิเศษอยู่ด้วย เเละมีการพบรอยไหม้ในชั้นใต้ดินของสิ่งก่อสร้าง จึงมีการคาดเดาว่าน่าจะเกิดจากชาวเมืองซึ่งเกรงว่าสเปนจะบุกมาจึงได้เผามาชู ปิกชู เสียก็เป็นได้

 

     มีสมมติฐานกล่าวว่า มาชูปิกชูอาจจะไม่ได้เป็นเมืองเลยก็ได้ ที่นี่น่าจะเป็นที่พักตากอากาศสำหรับเชื้อพระวงศ์ในหน้าแล้ง มาชู ปิกชู ประกอบด้วยราชวัง ซึ่งมีวิหารและคฤหาสน์ล้อมอยู่รอบๆซึ่งรวมไปถึง ที่พักของผู้ทำงานในสถานที่นั้น ๆ ด้วย คาดว่าในหน้าฝนหรือช่วงที่ไม่มีเชื้อพระวงศ์มาพัก ที่นี่น่าจะมีผู้อาศัยอยู่ไม่เกิน 750 คน เมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยปาชากูติ ในช่วงปี 1440 และน่าจะมีผู้อาศัยอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งถูกชาวสเปนมายึดดินแดนในอีก 80 ปีให้หลัง อีกสมมติฐานกล่าวว่า มาชูปิกชูน่าจะเป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนา เห็นได้จากตำแหน่งของเมืองที่เหมาะกับการสังเกตุวงโคจรดวงอาทิตย์ และหน้าต่างดวงอาทิตย์ซึ่งกล่าวไว้ในข้างต้น นอกจากนี้ ชาวอินกามักจะยกพระอาทิตย์และพระจันทร์เป็นของคู่กัน ซึ่งมีการพบสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์และพระจันทร์ในโบราณสถานอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก และสำหรับมาชู ปิกชู ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์นี้ ก็มีถ้ำใน Huayna Picchu (ไวย์นาปิกชู แปลว่า "ยอดเขาผู้เยาว์วัย") ที่อยู่เบื้องหลังมาชู ปิกชู อีกที ซึ่งถูกสร้างไว้เป็นวิหารของดวงจันทร์

       
     ในปี 2003 มีผู้คนประมาณ 400,000 คน ไปท่องเที่ยวที่มาชู ปิกชู และยูเนสโกได้ส่งข้อความแสดงถึงความเสียหายจากนักท่องเที่ยว ที่เข้าไปเป็นจำนวนมาก มาชู ปิกชู ประสบกับปัญหาความทรุดโทรมอันเกิดจากฝีมือมนุษย์ แต่ทางผู้ดูแลของประเทศเปรูบอกว่าเรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่ถึงอย่างไรการคัดค้านนั้น ทำให้รัฐบาลเปรูได้ประกาศจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นไปยัง มาชู ปิกชู เหลือเพียง 500 คนต่อวัน และทุกปีจะต้องมีการปิด มาชู ปิกชู เป็นเวลา 1 เดือนเพื่อทำการฟื้นฟูมรดกโลกแห่งนี้  มีการเรียกเก็บเงินจากผู้ที่ไปเที่ยวชม และได้มีการเสนอให้ติดตั้งรถกระเช้า แต่ข้อเสนอนี้ถูกปฏิเสธอยู่ตลอดและดูไม่มีทางจะเป็นไปได้ทุกที

Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/


จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
17 มีนาคม 2014