วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เมืองหลวงของประเทศกรีซ

 ข้อมูลโดย Wikipedia

 

Αθήνα (อาธีนา) เป็นเมืองหลวงของประเทศกรีซและยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศกรีซ ใช้ชื่อตามเทพีอาธีนาในปุราณวิทยา เป็น 1 ในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีระยะเวลาราว 3,400 ปี ในช่วง 508-322 ปีก่อนคริสต์ศักราช อาธีนาเป็นนครรัฐที่มีอิทธิพลอย่างมากในยุคนั้น อีกทั้งเป็นศูนย์กลางของศิลปะ การเรียนรู้ และปรัชญา เมืองอาธีนายังถูกนำไปอ้างอิงอย่างกว้างขวางว่า เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตก 

 

ปัจจุบันอาธีนาเป็นเมืองนานาชาติ ที่ทันสมัย เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน อุตสาหกรรม การเมือง และชีวิตทางวัฒนธรรมในประเทศกรีซ ประชากรในเมืองมีประมาณ 655,442 คน (796,442 คน ณ ปี 2004) อาธีนายังเป็นเมืองหลวงที่อยู่ใต้สุดของแผ่นดินในทวีปยุโรป มรดกจากยุคคลาสสิกยังคงมีให้เห็นอยู่ในเมือง จากจำนวนโบราณสถานและงานศิลปะ ที่มีชื่อเสียงที่สุดของทั้งหมดคือ Παρθενών (ปาร์เธโนน - วิหารพาร์เธนอน)

 

นายกเทศมนตรีของเมืองชื่อ Γιώργος Καμίνης (โยร์กอส กามีนิส) จากพรรค Λαϊκός Σύνδεσμος – Χρυσή Αυγή (ลาอีกอส ซีนเดสมอส - ฆรีซี เอากี - สหภาพประชาชน - อรุณทอง)

 

นอกจากนี้แล้ว กรุงอาธีนายังมีชื่อเสียงในเรื่องของ Ακρόπολη (อาโกรโปลี - เมืองโบราณ) ป้อมปราการที่อยู่บนเทือกเขาสูงซึ่งมีอยู่กระจัดกระจายไปทั่วกรุงอาธีนา อาโกรโปลีที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ อาโกรโปลีแห่งอาธีนา ซึ่งมีวิหาร 2 แห่ง คือ วิหารปาร์เธโนน วิหาร Ερέχθειο (เอเรกเธียว) และยังมี Εθνική Βιβλιοθήκη (เอธนีกี บีเบลียวธีกี - ห้องสมุดแห่งชาติ) อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมาก โดยตัวอาคารถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวเดนมาร์ก และยังเป็นอีกหนึ่งอาคารที่สร้างขึ้นในแบบนีโอคลาสสิค ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความงดงามและมีความโดดเด่นมากแห่งหนึ่งของประเทศ กรีซ 

 

ปัจจุบันกรุงอาธีนาได้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติ ซึ่งมีโบราณวัตถุกรีกโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังถือว่าเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในโลกอีกด้วย ภายในมีการจัดการแสดงเกี่ยวกับวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นจำนวนมาก

 

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

 จอมณรงธร (ตี๋)
สมาชิกชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2557-58
กลุ่ม "Fanclub FS"
27 มิถุนายน 2014

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เมืองหลวงของประเทศรัสเซีย

  ข้อมูลโดย Wikipedia

 

Москва́ (มัสกวา) เป็นเมืองหลวงของประเทศรัสเซีย เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน การศึกษา และการเดินทางของประเทศ โดยตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำมัสกวา ซึ่งในตัวเมืองมีประชากรอยู่อาศัยกว่า 1 ใน 10 ของประเทศ ทำให้เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในยุโรป และเมื่อสมัยครั้งที่สหภาพโซเวียตยังไม่ล่มสลาย กรุงมัสกวาก็ยังเป็นเมืองหลวงของสหภาพโซเวียตอีกด้วย
 

คำว่า "มัสกวา" แปลว่า "ที่ลุ่มเปียกแฉะ" กรุงมัสกวาสร้างขึ้นในปี 1147 โดยเจ้าชาย Юрий Долгорукий (ยูรีย์ ดัลการูกีย์) แห่งเมือง Киев (กีฟ - เคียฟ) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีตลาดโดยรอบ มีป้อมปราการตั้งอยู่บนภูเขา และทำการก่อสร้างด้วยไม้เพื่อล้อมรอบเมืองไว้ สำหรับป้องกันการรุกรานจากศัตรู และต่อมาได้มีการสร้าง Большой Кремлёвский дворец (บัลโชย เกรมโลฟสกีย์ ดวาเรียส - พระราชวังหลวงเกรมลิน) ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของเมืองหลวง และเปรียบได้กับหัวใจของประเทศรัสเซีย ซึ่งได้รวบรวมสถาปัตยกรรมที่สวยงามไว้รวมกันอยู่มากมาย และจัดเป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของมัสกวา

 

และสถานที่สำคัญที่ถูกแนะนำว่าไม่ควรพลาดเมื่อไปเยือนกรุงมัสกวาคือ Красная площадь (กราสนายา โปลชิด - จัตุรัสเเดง) ซึ่งเป็นจัตุรัสที่มีความเก่าแก่ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศรัสเซียเป็นอย่างมาก สีแดงในวัฒนธรรมรัสเซียคือความสวยงาม และความดีงาม ซึ่งเป็นสีประจำของพรรคคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้น จัตุรัสแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่สำคัญที่ใช้ในการจัดงานหรือพิธีสำคัญของประ เทศรัสเซียมาอย่างยาวนาน 
 

กรุงมัสกวาได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นเมืองหลวงที่มีระบบขนส่งมวลชนคุณภาพดี ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในกรุงมัสกวาจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีความ สะดวกสบาย ราคาไม่แพง และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว รถไฟใต้ดินของกรุงมัสกวายังมีชื่อเสียงในเรื่องของความสวยงามอีกด้วย 

 

นายกเทศมนตรีของเมืองชื่อ Серге́й Собя́нин (เซร์กีย์ ซาเบียนิน) จากพรรค Коммунистическая партия Советского Союза (กอมมูนิสตีเชสกายา ปาร์เตีย ซาเวียตสกาวา ซายูซา - พรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต) ในปี 2007 มัสกวาได้รับการจัดอันดับเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก ตามมาด้วย London ของประเทศอังกฤษ และ Seoul (ซออุล) ของประเทศเกาหลีใต้

 สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

 จอมณรงธร (ตี๋)
สมาชิกชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2557-58
กลุ่ม "Fanclub FS"
26 มิถุนายน 2014

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เมืองหลวงของประเทศเยอรมนี

 ข้อมูลโดย Wikipedia และ thaiza.com

 

Berlin (แบร์ลีน) เป็นเมืองหลวงและรัฐหนึ่งใน 16 รัฐสหพันธ์ของประเทศเยอรมนี มีประชากร 3.4 ล้านคนในเขตเมือง มากที่สุดในประเทศเยอรมนี และมากเป็นอันดับ 2 ในสหภาพยุโรป เป็นศูนย์กลางของเขตตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเยอรมนี มีประชากรในเขตนครหลวงรวม 5 ล้านคนจาก 180 ชาติ มากเป็นอันดับ 9 ในสหภาพยุโรป

 

กรุงเเบร์ลีนเป็นหนึ่งในศูนย์กลางที่มีอิทธิพลที่สุดของทวีปยุโรปในด้านการเมือง วัฒนธรรม สื่อสารมวลชน และวิทยาการ เป็นศูนย์ กลางที่สำคัญของการคมนาคมทางอากาศ และทางรางของทวีป พื้นฐานเศรษฐกิจของเมืองคือธุรกิจบริการอันหลากหลาย ซึ่งประกอบไปด้วย อุตสาหกรรมการสร้างสรรค์ บริษัทด้านสื่อ การบริการสิ่งแวดล้อม ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า เเบร์ลีนเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 3 ของทวีปยุโรป อุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมถึง วิศวกรรมจราจร ตรวจจับและควบคุมแสง ไอที อุตสาหกรรมยานยนต์ สุขภาพ วิศวกรรมชีวการแพทย์ และเทคโนโลยีชีวภาพ

 

นายกเทศมนตรีของเมืองชื่อ Klaus Wowereit (เคลาส์ โวเวอไครท์) จากพรรค Sozialdemokratische Partei Deutschlands (โซเซียลเดอโมคราทิสเชอ พาร์ไท ด๊อยช์ลันด์ส - พรรคสังคมประชาธิปไตยแห่งเยอรมนี ย่อว่า "SPD") 

 

มหานครแห่งนี้เป็นบ้านของมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย การแข่งขันกีฬา ออร์เคสตรา พิพิธภัณฑ์ และบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกจำนวนมาก ภูมิทัศน์นครและมรดกทางประวัติศาสตร์ของเบอร์ลินทำให้มันนิยมถูกใช้เป็นฉาก สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ นครแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องเทศกาล สถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ศิลปะร่วมสมัย ศิลปะแนวทดลอง Avant-garde (อาวองการ์ด - ภาษาฝรั่งเศส) ชีวิตกลางคืน และคุณภาพชีวิต ในระหว่างทศวรรษที่ผ่านมาเบอร์ลินได้วิวัฒน์ไปสู่จุดรวมของปัจเจกชนและ ศิลปินหนุ่มสาวมากมายหลากหลายชาติจากทั่วโลก ที่ถูกดึงดูดด้วยวิถีชีวิตแบบเสรีและ Modern zeitgeist (โมเดิร์น ไซท์ไกสท์ - จิตวิญญาณแห่งกาลเวลาสมัยใหม่)

 

เเบร์ลีนเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีชื่อเสียงทั้งในด้านการท่องเที่ยวและประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของโลก โดยกรุงเบอร์ลินนั้นเป็นเมืองหลวงและรัฐหนึ่งใน 16 รัฐสหพันธ์ของประเทศเยอรมนี อย่างเช่น Berliner Mauer (แบร์ลีนาร์ เมาอาร์ - กำแพงเเบร์ลีน) เป็นกำแพงที่สร้างขึ้นช่วงหลังประเทศเยอรมนีพ่ายสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดกั้นพรมแดนเเบร์ลีนตะวันตกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนีตะวันตก 


Brandenburger Tor (บรันเดินบูร์การ์ ทอร์ - ประตูบรันเดินบูร์การ์) เป็นสัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของประเทศเยอรมนี และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เมื่อพวกนาซีขึ้นสู่อำนาจ ฮิตเลอร์ที่แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์อำนาจของเขา และเป็นสิ่งก่อสร้างเพียงแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ของ Pariser Platz (พาริซาร์ พลาท์ส - จัตุรัสปารีส) เมื่อกำแพงเเบร์ลีนถูกทำลายลง ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ และการผสมผสานของชาวเมือง


 

Schloss Charlottenburg (ชลอส ชาร์ลอตเทินบวร์ก - ปราสาทชาร์ลอตเทินบวร์ก) เป็นพระราชวังปรัสเซียนที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในกรุงเเบร์ลิน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระราชวังแห่งนี้ได้รับความเสียหาย แต่ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ
Berliner Dom (แบร์ลีนาร์ โดม - มหาวิหารแบร์ลีน) มหาวิหารโปรเตสแตนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเยอรมนี สร้างขึ้นระหว่างปี 1894-1905 ในรูปแบบสไตล์อิตาเลียนเรอเนสซองส์ ความวิจิตรสวยงามที่เห็น เป็นของใหม่ทำขึ้นให้เหมือนเดิม เพราะของเดิมถูกทำลายไปหมดพร้อมสงครามด้านหน้าวิหารเป็นมุมที่ผู้คนไม่เคยบางตาเลย เป็นสถาปัตยกรรมทางศาสนาที่ถือว่าเป็นอนุสรณ์แห่งความหายนะจากสงคราม 


Fernsehturm (แฟร์นเซทวร์ม - หอคอยโทรทัศน์ ) เป็นอาคารที่สูงเป็นอันดับ 2 ในสหภาพยุโรป คือ มีความสูงประมาณ 368 เมตร โทรทัศน์แฟร์นเซทวร์ม ถูกสร้างในปี 1969 นักท่องเที่ยวที่มาเยือน สามารถมองเห็นหอนี้ได้จากเกือบทุกเขตศูนย์กลางของเมือง ในหอที่ระดับความสูง 204 เมตร มีชั้นสังเกตการณ์มุมสูงซึ่งเราสามารถชมทิวทัศน์ของเมืองได้ 

 สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 
  
จอมณรงธร (ตี๋)
สมาชิกชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2557-58
กลุ่ม "Fanclub FS"
25 มิถุนายน 2014




วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส

ข้อมูลโดย hoteltravel.com และ abroad-tour.com

 

Paris (ปาครี) เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส กรุงปาครีเป็นสัญลักษณ์ของความโรแมนติก หรือบางคนอาจมองว่านครหลวงของฝรั่งเศสแห่งนี้เป็นเสมือนแรงบันดาลใจของกวี และศิลปินจำนวนมาก ชาวกรุงปาครีล้วนมีรสนิยมและเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ อาคารบ้านเมืองได้รับการตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยม นั่นยังไม่รวมถึงภัตตาคารและสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่พร้อมสร้างความ ประทับใจแบบลืมไม่ลงสำหรับผู้มาเยือน สองฝั่งถนนของกรุง ปาครีเต็มไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม ซึ่งรังสรรค์ความฝันอันงดงามแก่ผู้พบเห็น ทำให้เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจและความงดงามที่ไม่สามารถพรรณา ได้ด้วยคำพูด

 

คำว่าแพรีสในภาษาอังกฤษ เป็นคำที่มาจากชื่อเผ่าหนึ่งของชาวโกล เป็นที่รู้จักกันในนาม Parisii (ปาริซี) ซึ่งเป็นชาวเมืองที่อาศัยในสมัยก่อนโรมัน โดยที่เมืองแห่งนี้มีชื่อภาษาละตินเดิมว่า Lutetia (ลูเตเชีย) แปลว่า ลูเตเชียแห่งปาริซี

 

ปาครีมีชื่อเล่นมากมาย แต่ชื่อที่โด่งดังที่สุดคือ La Ville-lumière (ลา วิลล์ ลูมิแยร์ - นครแห่งแสงไฟ) ซึ่งหมายความว่าเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนและความรู้ ทั้งยังหมายความว่าเป็นเมืองที่สว่างไสวเต็มไปด้วยแสงไฟอีกด้วย ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา นครปาครีมีชื่อเรียกในภาษาแสลงว่า Paname (ปานาม) เช่น ชาวปาครี มักแนะนำตนเองว่า Moi, je suis de Paname (มัว เฌอ ซุย เดอ ปานาม - ฉันมาจากปานาม) พลเมืองชาวปาครีเป็นที่รู้จักกันในนาม Parisian (ปาครีเซียง - ชาวปาครี) โดยคำนี้ บางครั้งจะถูกเรียกอย่างดูถูกว่า Parigots (ปาครีโก) โดยประชาชนที่อาศัยนอกแคว้นของปารีส แม้ว่าบางครั้งชาวปารีเซียงจะชอบพอกับคำนี้ก็ตาม

 

นายกเทศมนตรีของกรุงปาครีคนปัจจุบันชื่อ Anne Hidalgo (อันนี ดัลโก) จากพรรค Parti socialiste (ปาร์ตี โซเซียลิสต์ - พรรคสังคมนิยม) 
 

กรุงปาครีนั้นมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเปรียบเทียบในฐานะเมืองหลวงของประเทศ นครปาครีมีจุดท่องเที่ยวน่าสนใจรวมถึงพิพิธภัณฑ์ต่างๆ มากมายในการเที่ยวชม ซึ่งระยะทางของสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งนั้นสามารถเดินถึงกันได้ภายในระยะ เวลาสั้นๆ ทำให้คุณประหยัดเวลาในการเดินทาง และสามารถวางแผนการเที่ยวชมได้อย่างง่ายดาย

 

โดยที่แม่น้ำ Seine (แซน) แบ่งนครปาครีออกเป็น 2 ฝั่งได้แก่ Rive Droite (ครีฟ ดรัวท์ - ฝั่งขวา) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของแม่น้ำ และ Rive Gauche (ครีฟ โกช - ฝั่งซ้าย) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำ เมืองแห่งนี้แบ่งการปกครองออกเป็น 20 เขตย่อย ซึ่งมีโครงสร้างการแบ่งเมืองต่างๆ เหมือนกับขดของเปลือกหอยที่หมุนเข้าหาจุดศูนย์กลาง กรุงปาครีนั้นมีขนาดเพียง 11 x 10 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยวทางเท้า หรือใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสามารถพบเห็นได้เกือบทุกระยะ 500 เมตรของบริเวณที่คุณแวะเที่ยวชมเลยทีเดียว

 

โดยสามารถชมทัศนียภาพอันงดงามของกรุงปาครีได้จากบน Tour Eiffel (ตูร์ เอเฟล - หอไอเฟล) เดินทอดน่องริมแม่น้ำแซน หรือนั่งจิบกาแฟในคาเฟ่ริมทาง เพลินเพลินกับสุนทรียภาพและเสียงจากศิลปินและนักดนตรีที่อยู่โดยรอบ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปะนั้นสามารถเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Musée du Louvre (มูเซ ดู ลูฟวร์ - พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์) สถานที่แสดงและเก็บรักษาผลงานทางศิลปะซึ่งไม่อาจประเมินค่าได้ไว้เป็นจำนวน มาก นอกจากนั้นยังมี Avenue des Champs-Élysées (อัฟนู เด ชอง เซลีเซ - ถนนหลวงทุ่งสุขาวดี) ซึ่งเป็นย่านการค้าที่ประกอบด้วยโรงละคร คาเฟ่ และร้านค้าหรูหรา สองข้างทางมีต้นเกาลัดที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามปลูกเรียงราย และมี Arc de triomphe de l'Étoile (อาร์ก เดอ ทรียงฟ์ เดอ เลตวลอาร์ก เดอ ทรียงฟ์ เดอ เลตวล - ประตูแห่งชัยชนะแห่งดวงดาว) หรือที่เรียกกันว่าประตูชัยฝรั่งเศสอีกด้วย

 

หากคุณเป็นนักชิม คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์การชิมสำหรับรสชาติอาหารแบบใหม่เช่นเดียวกับรสชาติ แบบต้นตำหรับจากภัตตาคารและร้านอาหารมากมายในกรุงปาครี ซึ่งได้รับการยกย่องและยอมรับระดับโลกเกี่ยวกับคุณภาพของอาหารและรสชาติที่ เยี่ยมยอด นอกจากนี้ปาครียังเป็นเมืองที่ได้รับการยอมรับระดับโลกอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็น การรักษาสมดุลที่ยอดเยี่ยม เห็นได้จากการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของเมืองแต่ยังคงรักษาความสมดุลของสิ่ง ต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งความขัดแย้ง และความงดงาม เช่น วิวของเมืองจากหอไอเฟล ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างที่โดดเด่น และเป็นสัญลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้จำนวนนับร้อยหลายการให้เพลิดเพลินกับการ ถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึก

Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

จอมณรงธร (ตี๋)
สมาชิกชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2557-58
กลุ่ม "Fanclub FS"
24 มิถุนายน 2014





วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกส

 ข้อมูลโดย Wikipedia

 

Lisboa (ลิสบัว) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศโปรตุเกส ชื่อเมืองมาจากชาวฟินีเซียนมีความหมายว่า "ท่าเรือที่สวยงาม" เมื่อย้อนกลับไปประมาณ 300,000 ปีที่แล้ว ลิสบัวถือเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ มั่งคั่งและร่ำรวย เป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญ ตัวเมืองลิสบัวมีประชากร 547,631 คน ถ้ารวมเขตที่อยู่อาศัยโดยรอบด้วยจะมีประชากรประมาณ 3,035,000 คน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศ ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของคาบสมุทรไอบีเรีย การที่ลิสบัวตั้งอยู่ทางใต้ของทวีปยุโรป และติดกับมหาสมุทร จึงได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำกัลฟ์สตรีม ทำให้ลิสบัวเป็นเมืองหลวงที่มีภูมิอากาศอบอุ่นที่สุดในทวีปยุโรป

 

นายกเทศมนตรีปัจจุบันของลิสบัวคือนาย António Costa (อันโต๊นิอู โกสตา) จากพรรค Partido Socialista (ปาร์ตีดู โซเซียวลิสตา - พรรคสังคมนิยม ย่อว่า PS)

ในช่วงศตวรรษที่ 15 เป็นยุคการล่าอาณานิคมของโปรตุเกสซึ่งมีชื่อเสียงมาก โดยเห็นได้จากความมั่งคั่งและอำนาจที่เพิ่มมากขึ้นจากการล่าอาณานิคมในเอเชีย อเมริกา แอฟริกาและเกาะต่างๆ ในแอตแลนติก หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของเมืองยังมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งอาคารที่สวยที่สุดที่สร้างขึ้นในช่วงเวลานั้นคือ 

 

-Mosteiro dos Jeronimos (โมสเตย์รู ดูส เชโรนีมูส - วิหารเชโรนีมูส) วิหารแห่งนี้ได้เป็นที่ฝังร่างของ Vasco da Gama (วัสกู ดา กามา) และบันทึกเรื่องราวเล่าขานของการสร้างโลกใหม่จากการเดินเรือของเขา ซึ่งแผนที่การเดินเรือของเขาได้ถูกนำมาถ่ายทอดไว้ตรงบริเวณริมปากแม่น้ำ Tagus (ตากูส) ซึ่งสามารถมองเห็นประเทศไทยในแผนที่นี้ด้วยเช่นกัน

 

-Torre de Belem (โตรี ดี เบเลง - หอคอยเบเลง) ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์แห่งการค้นพบ สร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นความสามารถในการเดินเรือ

ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของจักรวรรดิโปรตุเกส ลิสบัวเป็นศูนย์กลางของทวีปยุโรปในการเดินทางไปยังตะวันออกไกล ลิสบัวมาเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในปี 1755 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตประมาณ 60,000-90,000 คน แต่สามารถสร้างเมืองให้ฟื้นกลับมาได้อย่างสง่างาม สร้างโดย Marques de Pombal (มาร์เกส ดี ปอมบัล)

 

 ปัจจุบันลิสบัวได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่ง มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ และสวยงามมากมาย ทำให้ลิสบัวกลายเป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมของทวีปยุโรปในปี 1995

Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade deRamkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

จอมณรงธร (ตี๋)
สมาชิกชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2557-58
กลุ่ม "Fanclub FS"
23 มิถุนายน 2014

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เมืองหลวงของประเทศสเปน

 ข้อมูลโดย educatepark.com

 

Madrid (มาดริด) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสเปน มีประชากรอาศัยในตัวเมืองประมาณ 3.3 ล้านคน และประชากรในเขตเมืองทั้งหมดประมาณ 6.5 ล้านคน ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของทวีปยุโรปรองจากกรุง London (ลอนดอน) ของประเทศอังกฤษ และกรุง Berlin (เเบร์ลิน) ของประเทศเยอรมนี และในเขตเมืองยังเป็นอันดับที่ 3 ของยุโรป รองจากกรุงลอนดอน และกรุง Paris (ปาครี) ของประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย

 

กรุงมาดริดตั้งอยู่ในแถบแม่น้ำ Manzanares (มันซาน้าเรส) ใจกลางของประเทศสเปน เป็นเมืองหลวงของจังหวัดมาดริด และยังเป็นเมืองหลวงทางด้านการเมืองการปกครองของประเทศสเปนอีกด้วย นายกเทศมนตรีกรุงมาดริดคนปัจจุบันคือนาง Ana Botella Serrano (อันนา โบเต้ยา เซร้าโน) จากพรรค El Partido Popular (เอล ปาร์ตีโด โปปูลาร์ - พรรคประชาชน ย่อว่า PP)


 

ภูมิอากาศเป็นภูมิอากาศแบบกึ่งไหล่ทวีป และกึ่งเมดิเตอร์เรเนียน ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิจะสูงเฉลี่ยประมาณ 30 องศาเซลเซียส และในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม บางวันอุณหภูมิจะสูงถึง 40 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

 

สภาพแวดล้อม กรุงมาดริดเป็นหนึ่งเมืองใหญ่ในยุโรปที่มีจำนวนของต้นไม้ และพื้นที่สีเขียวต่อประชากรสูงที่สุด และถือได้ว่ายังเป็นเมืองสีเขียวอันดับ 2 ของโลก รองจากโตเกียวอีกด้วย ชาวมาดริดส่วนใหญ่มักจะใช้สวนสาธารณะ หรือพื้นที่ธรรมชาติต่าง ๆ ในการเดินโดยเฉลี่ยน 15 นาทีต่อวัน ซึ่งตั้งแต่ปี 1997 อัตราการเพิ่มขึ้นของต้นไม้และสวนสาธารณะนั้นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16 ด้วยกัน


พื้นที่สีเขียวในกรุงมาดริด

 

Parque del Retiro (ปาร์เก เดล เรตีโร - สวนแห่งการเกษียณ) เป็นสวนสาธารณะที่ได้รับความนิยม และเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในใจกลางเมืองมาดริด ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 1.4 ตารางกิโลเมตร และตั้งอยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ Prado (ปร๊าโด) และ Puerta de Alcalá (ป๊วยร์ตา เด อัลก๊าลา - ประตูอัลกาล่า) ถือได้ว่าสวนนี้เป็นสวนที่มีความสวยงามอย่างมากทั้งสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ทะเลสาบ และกิจกรรมที่หลากหลาย และกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของกรุงมาดริด

 

Estación de Madrid Atocha (เอสตาเซียน เด มาดริด อาโต๊ชา - สถานีมาดริดอาโต๊ชา) ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานีรถไฟแห่งแรกของมาดริดเท่านั้น ที่นี่ยังมีสวนภายในสถานีครอบคลุมพื้นที่ถึง 4,000 ตารางเมตร และสถานีแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของผู้ที่ชื่นชอบใน พันธุ์พืช ด้วยพันธุ์พืชมากกว่า 500 สปีชี่สส์ บ่อเต่า บ่อปลาทอง รวมถึงร้านอาหาร คาเฟ่ ต่าง ๆ ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่พักผ่อนกับธรรมชาติในวันฝนตก

 

Casa de Campo (ก๊าซา เด กั๊มโป - บ้านสนาม) เป็นสวนขนาดใหญ่ทางตะวันตกของเมือง และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 1,700 เฮกเคอี เปนพื้นที่ทั้งของ สวนสัตว์ Madrid, สวนสนุก, งานแสดงนิทรรศการ และอื่น ๆ อีกมากมาย

 
 
Real Jardín Botánico de Madrid (เรอัล ฆาร์ดีน โบต๊านิโก เด มาดริด - สวนพฤกษชาติหลวงของกรุงมาดริด) เป็นสวนพฤกษชาติตั้งอยู่ใน Plaza de Murilo (ปล๊าซา เด มูริโล - จตุรัสมูริโล) ถัดจากพิพิธภัณฑ์ Prado ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 โดยกษัตริย์ Carlos III


สถานที่ท่องเที่ยว
 
 

Museo del Prado (มูเซ้โอ เดล ปร๊าโด - พิพิธภัณฑ์ปร๊าโด) เป็น 1 ในพิพิธภัณธ์ศิลปะที่ดีที่สุดในโลก และเต็มไปด้วยของสะสมทางศิลปะในยุคคลาสสิคที่ดีที่สุดในมาดริด ซึ่งจะมีทั้งจากศิลปินชาวสเปน, ดัชต์, อิตาเลียน และเยอรมัน

 

Museo Nacional Centro de Arte Reina Sofía (มูเซ้โอ นาเซียวนัล เซ็นโตร เด อาร์เต เรย์นา โซฟีอา - พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ศูนย์ศิลปะของราชินีโซฟีอา) เป็นพิพิธภัณฑ์ของสะสมทางด้านศิลปะในยุคใหม่ ซึ่งมี Guernica (เกร์นีกา) ซึ่งเป็นงานศิลปะที่ดีที่สุดของ Pablo Picasso (ป๊าโบล ปีกัสโซ) ร่วมแสดงอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีงานศิลปะชิ้นมาสเตอร์พีชของศิลปินอีกหลากหลายคนด้วยกัน

 
 
Museo Thyssen-Bornemisza (มูเซ้โอ ตีสเซน-โบร์เนมีสซา) พิพิธภัณฑ์งานศิลปะที่รวบรวมหลากหลายศิลปินไม่ว่าจะเป็น Monet, Goya, Degas, Renoir, Van Gogh, Picasso, Mondrian, Bacon และ Lichtenstein ไว้

 

Palacio Real de Madrid (ปาลาเซียว เรอัล เด มาดริด - พระราชวังมาดริด) เป็นพระราชวังที่มีความสวยงามและใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งเป็นพระราชวังของกษัตริย์สเปน อย่างไรก็ดีราชวงศ์ของสเปนไม่ได้พำนักอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ แต่มักจะใช้สำหรับงานเฉลิมฉลองเท่านั้น พระราชวังแห่งนี้ถูกยกให้เป็นสิ่งก่อสร้างที่สวยงามที่สุด และเป็นสัญลักษณ์ของกรุงมาดริด ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ตั้งของพระราชวังที่สามารถมองวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำ ได้อย่างสวยงาม ยังมีส่วนของสถาปัตยกรรมต่าง ๆ และของสะสมทางศิลปะ ที่ตกแต่งในห้องต่าง ๆ ในพระราชวัง
 

Plaza Mayor (ปล๊าซา มาโยร์ - จตุรัสหลัก) เป็นแหล่งช้อปปิ้งหลัก ๆ ของเหล่านักท่องเที่ยว และยังเป็นแหล่งรวมของกิจกรรมต่าง ๆ อีกด้วย จัตุรัสแห่งนี้ประกอบทั้งร้านค้า, คาเฟ่ และร้านอาหารต่าง ๆ มากมาย

 
 
Puerta de Alcalá (ป๊วยร์ตา เด อัลก๊าลา - ประตูอัลกาล่า) ตั้งอยู่ใน Plaza de la Independencia (ปล๊าซา เด ลา อิเดเปนเด้นเซีย - จตุรัสแห่งเอกราช) เป็นอนุสาวรีย์ในกรุงมาดริด ตั้งอยู่แถบใจกลางเมือง

Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

 จอมณรงธร (ตี๋)
สมาชิกชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2557-58
กลุ่ม "Fanclub FS"
22 มิถุนายน 2014