วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โพไซดอนจ้าวสมุทร (Poseidon)

โพไซดอน
เทพเจ้าแห่งท้องทะเลและมหาสมุทร

เล่าโดย ไตรรงค์ ปิมปา คนชอบน้ำ
  
 
เทพเจ้าแห่งท้องทะเลและมหาสมุทร ผู้ปกครองดินแดนแห่งท้องน้ำ ตั้งแต่แหล่งน้ำจืด เช่น แม่น้ำ ลำคลอง จนถึงใต้บาดาล มีสามง่ามเป็นอาวุธ บางตำนานกล่าวว่ามีท่อนล่างเป็นปลา นอกจากนี้แล้วยังถือว่าเป็นเทพแห่งแผ่นดินไหว และเป็นเทพแห่งม้าด้วย ตามตำนานเล่าว่า โพเซดอนเป็นบุตรของโครโนส กับ เรอา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาอีก 4 องค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเทพแห่งโอลิมปัสทั้งสิ้น ได้แก่
  1. ซูส ผู้เป็นใหญ่ในสภาเทพแห่งโอลิมปัส
  2. ฮาเดส ผู้ครอบครองยมโลก
  3. เฮรา ชายาแห่งเทพซูส
ภาพลักษณ์ของโพเซดอน ส่วนมากจะปรากฏเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างกำยำล่ำสัน มีหนวดเครา ถือสามง่ามเป็นอาวุธ ซึ่งสามง่ามนี้มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถดลบันดาลให้เกิดทะเลคลั่งหรือแผ่นดินไหวได้ ครั้งหนึ่งโพเซดอนเคยคิดที่จะโค่นอำนาจของซุส โดยร่วมมือกับเฮราและอะธีนา แต่ไม่สำเร็จ จึงถูกซุสลงโทษ โดยการให้ไปสร้างกำแพงเมืองทรอยร่วมกับอพอลโลด้วยเช่นกัน

 โพเซดอนมีมเหสีองค์หนึ่ง ที่เป็นหญิงรับใช้ของอะธีนา คือ เมดูซ่า ก่อนที่จะถูกสาบให้มีผมเป็นงู เพราะหลงใหลในความงามของเมดูซ่า (บางตำราบอกว่า เมดูซ่า หลงไหลโพไซดอนก่อน และโพไซดอน แปลงเป็นม้ามาร่วมรักกับเมดูซ่า)  เมื่ออะธีนาทราบเรื่องจึงสาบเมดูซ่าให้เป็นปีศาจที่มีผมเป็นงู และเมื่อมองใครก็จะกลายเป็นหินไปหมด เมื่อเปอร์ซิอุสตัดศีรษะของเมดูซ่าแล้ว เลือดของเมดูซ่าที่กระเซ็นออกมา กลายเป็นม้าบินสองตัว (เนื่องจากโพไซดอน แปลงกายเป็นม้ามาร่วมรักกับเมดูซ่า) คือ เพกาซัส (Pegasus) และ คริสซาออร์ (Chrysaor) ดังนั้นจึงถือว่า ทั้งเพกาซัสและคริสซาออร์เป็นลูกของโพเซดอนด้วย



โพเซดอน มีพาหนะเป็นม้าน้ำเทียมรถ ที่มีส่วนบนเป็นม้าและท่อนล่างเป็นปลา ซึ่งบางครั้งจะพบรูปโพเซดอนอยู่บนรถเทียมม้าน้ำนี้ขึ้นมาจากทะเล เทพเจ้าแห่งทะเลเป็นเทพเจ้าที่หงุดหงิด โมโหง่าย และอารมณ์รุนแรง ดวงเนตรสีฟ้าดุดันมองผ่านทะลุม่านหมอกได้ และเกศาสีน้ำทะเลสยายลงมาเบื้องหลัง เธอได้รับสมญา ว่า “ผู้เขย่าโลก” เพราะเมื่อปักตรีศูลลงบนพื้นดิน โลกพลันสั่นสะเทือน และแยกออกจากกัน เมื่อฟาดตรีศูลลงบนทะเล บังเกิดคลื่นลูกใหญ่เท่าภูเขา และเกิดพายุมีเสียงครึกโครมน่ากลัว ทำเรือแตกและผู้คนที่อาศัยอยู่ชายทะเลจมน้ำตาย แต่เมื่อยามโพไซดอนอารมณ์ดี ทรงยื่นพระหัตถ์ออกไป ทำให้ทะเลสงบและทรงยกแผ่นดินใหม่ขึ้นจากน้ำ

 ในสมัยที่โครนัสและเทพไททันเป็นใหญ่อยู่นั้น เนรูส เป็นผู้ครอบครองทะเล เนรูสเป็นโอรสของแม่พระธรณีกับพอนทัส หรือทะเล ซึ่งเป็นสวามีองค์ที่สอง เนรูสเป็นเทพเจ้าผู้ชราแห่งทะเล มีหนวดสีเทายาว มีหางเป็นปลา และมีธิดาเป็นนางพรายน้ำห้าสิบนาง คือ เนรีด ผู้น่ารัก เมื่อโพไซดอน เทพเจ้าแห่งโอลิมปัสได้รับมอบหมายให้มาเป็นเจ้าแห่งทะเลแทน เนรูส ผู้ชราที่มีน้ำพระทัยดีก็ทรงยกธิดานามว่า อัมฟิไทรต์ ให้เป็นมเหสีของโพไซดอน แล้วเธอ(เนรุส) เองก็ปลีกตัวไปประทับอย่างสงบในถ้ำใต้บาดาล เนรูสทรงยกปราสาทใต้ทะเลให้แก่พระราชาและพระราชินีองค์ใหม่ด้วย ปราสาทองค์นี้ทำด้วยทองคำตั้งอยู่ในสวนหินปะการังและไข่มุก อัมฟิไทรต์ประทับที่ปราสาทนี้อย่างมีความสุข ห้อมล้อมด้วยนางพรายน้ำพี่น้องอีกสี่สิบเก้านาง นางมีโอรสองค์เดียว นามว่า ไทรทัน ซึ่งมีหางเป็นหางปลาเหมือน เนรูสผู้เป็นอัยกา ทรงขี่หลังสัตว์ทะเลและทรงเป่าสังข์ท่องเที่ยวไปในทะเล


โพไซดอนไม่ค่อยประทับอยู่ที่ปราสาท ไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ ทรงโปรดขับรถเทียมม้าสีขาวเหมือนหิมะแข่งกับลูกคลื่น กล่าวกันว่าเธอเนรมิตม้าในรูปของคลื่นที่แตกกระจาย โพไซดอนทรงมีชายาและโอรสธิดามากมาย เหมือนซูสอนุชา แต่อัมฟิไทรต์ไม่ทรงหึงหวงเหมือนเฮรา
มีเกาะหนึ่งที่โพไซดอนทรงยกขึ้นมาสูงกว่าระดับน้ำทะเลชื่อว่า เกาะดีลอส เกาะนี้เพิ่งสร้างขึ้นจึงยังคงลอยไปมาอยู่ในน้ำ เกาะเล็ก ๆ นี้พื้นดินยังไม่อุดมสมบูรณ์ ยังไม่มีพืชพรรณอื่นใดนอกจากต้นปาล์มต้นเดียวเท่านั้น ในร่มเงาของต้นปาล์มนี้ เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สององค์ คือ อะพอลโล กับ อาร์ทีมิส ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ซูสได้อภิเษกกับเทพธิดา ลีโท พอเฮราทรงทราบว่าลีโททรงครรภ์แฝด ก็ทรงกริ้วมาก และรับสั่งห้ามมิให้พื้นดินทุกแห่งในโลกให้ที่พำนักแก่นาง ลีโทจึงต้องซัดเซพเนจรไปเรื่อยไป ไม่สามารถหาที่พำนักเพื่อประทานกำเนิดแก่เทพเจ้าแฝดได้


ในที่สุดนางก็มาถึงเกาะดีลอส เกาะน้อยนี้ให้การต้อนรับนาง เนื่องด้วยเกาะนี้ยังลอยอยู่ ยังไม่ได้เป็นแผ่นดิน จึงมีลักษณะไม่ตรงกับที่เฮราทรงรับสั่งไว้ ลีโททรุดกายลงใต้ร่มต้นปาล์มอย่างเหนื่อยอ่อน แต่ยังประสูติไม่ได้ เนื่องจากเฮรารับสั่งห้ามเทพธิดา อิลิเทียอา.. เทพีแห่งเด็กเกิดใหม่ไม่ให้ช่วยเหลือ ถ้านางไม่ช่วยเด็กจะคลอดไม่ได้ เทพธิดาอื่น ๆ ทรงสงสารลีโท จึงพยายามอ้อนวอนให้พระทัยของเฮราอ่อนลง โดยถวายสร้อยพระศอเส้นงามแก่นาง สร้อยเส้นนี้ยาวเก้าหลา ทำด้วยทองคำและอำพัน ในที่สุดเฮราก็ทรงยอมปล่อยอิลิเทียอาไป แล้วเทพธิดาไอริสทรงนำอิลิเทียอาลงมาหาลีโททางสายรุ้ง


ฝาแฝดพี่องค์แรกของลีโท คือ อาร์ทีมิส เป็นเทพธิดาแสนสวยดุจดวงจันทร์ เส้นเกศาสีดำเหมือนรัตติกาล นางได้เป็นเทพีแห่งการล่าสัตว์และสิ่งมีชีวิตที่เกิดใหม่ ฝาแฝดองค์รองคือ อะพอลโล ซึ่งเป็นเทพบุตรที่สง่างามราวดวงอาทิตย์ เธอได้เป็นเทพเจ้าแห่งดนตรี แสงสว่างและเหตุผล ซูสดีพระทัยที่เห็นคู่แฝดสวยงามทั้งคู่ ท่านได้ประทานธนูเงินและลูกธนูเต็มกระบอกให้คนละชุด ลูกธนูของอาร์ทีมิสอ่อนนุ่มเหมือนแสงจันทร์ และผู้ถูกลูกธนูนี้จะตายโดยไม่เจ็บปวดเลย ส่วนลูกธนูของอะพอลโลแข็งและแหลมคมเหมือนแสงอาทิตย์

ซูสประทานพรแก่เกาะนี้และยังผูกติดไว้กับก้นทะเลด้วย หญ้าและไม้ดอกเจริญงอกงามขึ้นจากพื้นดินที่แห้งแล้ง แต่นั้นมา ดีลอสกลายเป็นเกาะที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในบรรดาเกาะของประเทศกรีซ ผู้จาริกแสวงบุญต่างพากันมาที่เกาะนี้ และสร้างเทสาลัยและสมบัติไว้มากมายเพื่อเทิดทูนลีโอและโอรสธิดาคู่แฝดของนาง ในสมัยโบราณ ที่แหลมสุนิอ้อน ห่างจากกรุงเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซไม่มาก มีวิหารที่สร้างถวายแด่โพเซดอนอยู่

อำนาจของโปเซดอนซึ่งปกครองดูแลน่านน้ำทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็น ทะเลลึก ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำธาร ละหานห้วย หรือแม้แต่เทพและนางอัปสรประจำน่านน้ำทั้งปวง ยังมีประสาทงดงามตระการตาอยู่ใต้ท้องทะเล เอเยี่ยน นอกจากที่ประทับสวรรค์ชั้นโอลิมปัสแล้ว ดังจะเห็นว่านอกจากซูสเทพบดีแล้ว ไม่มีเทพองค์ใดที่มีอำนาจเกรียง ไกรไปกว่าท้าวเธอเลยที่เห็นก็มีเพียง ฮาเดส เทพครองนรก จ้าวแดนบาดาล ซึ่งทำให้ท้าวเธอถึงกับเคยคิดครองความ เป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวโดยร่วมมือกับเทวีฮีร่าและเทวีเอเธน่าพยายามโค่นเทพปริณายกซูสแต่ไม่สำเร็จ จึงถูกซูสลง ทัณฑ์เนรเทศโปเซดอนให้มาทำงานตรากตรำลำบากบนโลกมนุษย์ในเมืองทรอยโดยต้องสร้างกำแพงกรุง ทรอยให้ท้าว เลือมมิดอน (Laomedon) กษัตริย์ในขณะนั้น 

 โปไซดอนคือเทวะที่ครอบครองผืนน้ำทุกถิ่นบนโลก ไม่ว่าจะเป็นทะเล มหาสมุทร ทะเลสาบ หนอง บึง หรือแม่น้ำ ลำคลอง เป็นนายของทุกชีวิตที่แหวกว่ายระเริงชลภายใต้น้ำ รวมทั้งนายตัวที่อยู่บริเวณผิวน้ำด้วยล่ะ แต่กว่าจะได้ตำแหน่งอันมโหฬารพันลึก เป็นใหญ่ในน่านน้ำอย่างนี้ได้ก็ต้องฝ่าฟันศึกใหญ่กันหืดขึ้นคอมาแล้ว เรื่องพี่น้องชิงบัลลังก์ เมื่อก่อนผืนน้ำทั้งหมดเนี่ยเป็นของเทพฝ่ายไททั่น ชื่อโอเชียนุส (Oceanus) ซึ่งก็เป็นผู้สร้างท้องทะเลขึ้นมากับมือ แต่หลังจากที่เทพกลุ่ม อันได้แก่ ซุส โปไซดอน และเฮเดส จับมือกัน ร่วมกันวางแผนเคลียร์ผู้ครองบัลลังก์คนเก่าๆทิ้งไปสำเร็จ โปไซดอน ก็ได้ส่วนแบ่งเป็นอาณาเขตผืนน้ำมาครอง ในขณะที่ ซุส จับจองสวรรค์และ เฮเดสก็ได้ครองยมโลก
ส่วนแบ่งทีมีขนาดมโหฬารพันลึกนี่เองที่ทำให้เทพโปไซดอนกำชะตาของโลกไว้ในอุ้งมือ เพราะทุกสิ่งในโลกมีน้ำเป็นพื้นฐานการดำรงอยู่ ความรู้สึกเช่นนี้ก่อให้ความลำพองใจแกมหาเทพเอามากๆ จนเหมาเอาว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกย่อมต้องเป็นของพระองค์ทั้งหมดเนื่องเพราะต้องอาศัยน้ำของพระองค์ จึงเมื่อพอใจจะประทานแก่ใครก็ให้แต่ผู้นั้น ส่วนคนที่พระองค์ไม่โปรดก็ต้องอดไปตามระเบียบ ความเดือดร้อนของชาวโลกที่เกิดเพราะนิสัยขี้โอ่อันนี้แหละ เลยทำให้บรรดามนุษย์ สัตว์ และภูตพรายต่างๆ พากันเข้าเฝ้าร้องเรียนต่อมหาเทพซูสผู้พี่ให้กำราบเอาบ้าง แต่โปไซดอนนะหรือจะยอม นอกจากจะไม่ฟังแล้วยังบันดาลให้น้ำท่วมเอาเสียบ้าง ให้น้ำแล้งเอาชีวิตเสียบ้าง เป็นการกลั่นแกล้งให้มนุษย์กลัวพระองค์

ผลการที่พระองค์ต้องการกลั่นแกล้งมนุษย์ บันดาลให้ผืนดินแห้งแล้ง ภายหลังกลับกลายเป็นหนามแหลมทิ่มแทงตนเอง ผืนดินที่แตกระแหงไปแล้วไม่สามารถทำให้ชุ่มฉ่ำขึ้นมาได้อีกด้วยบางแห่งถึงกับกลายเป้นทรายไปเลย ยิ่งเห็นพื้นดินแห้งแล้งมากเท่าไรยิ่งทำให้โปไซดอนหัวเสียมากเท่านั้น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเริ่มรบกวนจิตใจของเทพเจ้า จนไม่ช้าก็ไม่อาจทนเห็นได้อีกต่อไป พระองค์จึงกลับลงไปใต้ท้องทะเลซึ่งปราสาททองคำของพระองค์ตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่น มันเป็นที่เดียวเท่านั้นที่จะช่วยรักษาเยียวยาความรู้สึกผิดให้บรรเทาลง  

หลายครั้งที่ท้าวเธอออกมาจากพระราชวังใต้ท้องสมุทร ทรงราชรถเทียมอสุรกายประเภทต่างๆ ขึ้นมาสำรวจโลกเหมือนกัน คราใดที่รถทรงของพระองค์ลอยฟ่องอยู่เหนือผิวน้ำยามนั้น เกลียวคลื่นจะแหวกเป็นทางพร้อมๆ กับลมพายุจะโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง เรือใหญ่น้อยที่อยู่ในบริเวณนั้นจุถูกกลืนลงใต้น้ำในชั่วพริบตา น้ำทะเลที่ล้นเป็นระลอกก็จะกวาดชายฝั่งจนบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายอยู่ไม่มีอะไรเหลือ ยิ่งเห็นทะเลคลั่งมากเท่าไรดูเหมือนโปไซดอนจะยิ่งนึกสนุก พระองค์จะยิ่งพุ่งสามง่ามขึ้นไปบนท้องฟ้า บังเกิดเป็นสายฟ้าจากกลุ่มเมฆดำ และสายฝนจะยิ่งเทกระหน่ำลงมาท่วมบ้านเรือนได้รับความเดือดร้อนกันทั่วหน้า กว่ามหาเทพจะเล่นสนุกสะใจ มนุษย์ ก็ย่ำแย่ไปตามๆ กัน จากนั้นท้าวเธอก็จะเสด็จกลับไปสู่ใต้พื้นมหาสมุทรไม่ยอมปล่อยความชุ่มชื้นมาสู่ผิวโลกอีกเป็นเวลาเท่าที่จะพอใจ

จอมณรงธร ศรีอริยนันท์ (ตี๋)
19 กรกฎาคม 2012
สมัครเข้ากลุ่มเฟสภาษาตะวันตกได้ที่ 
https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 


วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความเจ้าชู้ของซูส (Zeus)

ข้อมูลโดย Phuketindex.com

ซูสราชาเทพจอมเจ้าชู้
  
เทพซุส (Zeus) เป็นราชาแห่งทวยเทพ ผู้ปกครองเขาโอลิมปัส (Olympus) และ เทพแห่งท้องนภา ฟ้าร้อง ของตำนานเทพนิยายกรีก มี อสนีบาต (Thunder bolt) เป็นอาวุธประจำกาย
 ทรงเกราะทองประกายวาววับ ซึ่งเกราะทองนี้มนุษย์ทั่วไปจะไม่สามารถทนมองดูได้ แม้แต่ทวยเทพด้วยกันเอง หากไปเพ่งมองแสงเจิดจ้า ของเกราะทองเข้า ก็ย่ำแย่เช่นกัน เทพซุสมีพญานกอินทรีเป็นบริวาร ต้นโอ๊คเป็นต้นไม้ประจำองค์ มีมหาวิหาร และศูนย์กลางศรัทธา อยู่ที่เมืองโอลิมเปีย สัญลักษณ์ประจำพระองค์คือ โคเพศผู้ นกอินทรี และต้นโอ๊ก

ซูสเป็นพระโอรสองค์สุดท้องของ ไททันโครนัส (Cronus) และ ไททันรีอา (Rhea) ในหลายๆ ตำนานกล่าว ว่า พระองค์ได้สมรสกับเทพีเฮร่า (Hera) แต่ก็มีสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองดอโดน่า (Dodona) ที่อ้างว่า คู่สมรส ของเทพซุสแท้จริงแล้วคือ เทพีไดโอเน่ (Dione) นอกจากนี้มหากาพย์อีเลียด (Illiad) ยังกล่าวไว้ว่า เทพซุส เป็นพระบิดา ของเทพีอโฟรไดต์ (Aphrodite) ที่กำเนิดจากเทพีไดโอเน่อีกด้วย เทพซุส มักมีชื่อเสียง ในพฤติกรรมนอกลู่นอกทางเรื่องชู้สาวของพระองค์ ซึ่งยังรวมไปถึง ความสัมพันธ์ กับเด็กหนุ่มนามกานีเมดี้ (Ganymede) ด้วยเช่นกัน พฤติกรรมของพระองค์ทำให้เกิดผู้สืบเชื้อสายอยู่หลายองค์ และหลายคนด้วยกัน อาทิเช่น เทพีอาธีน่า (Athena) เทพอพอลโล (Apollo) และเทพีอาร์ทีมิส (Artemis) เทพเฮอร์มีส (Hermes) เทพีเพอร์ซิโฟเน่ (Persephone) เทพไดโอนีซุส (Dionysus) วีรบุรุษเพอร์ซีอุส (Perseus) วีรบุรุษเฮอร์คิวลีส (Hercules) เฮเลนแห่งทรอย (Hellen) กษัตริย์ไมนอส (Minos) และเหล่าเทพีมิวเซส (Muses) ส่วนผู้สืบเชื้อสาย ที่เกิดจากเทพีเฮร่าโดยตรง ได้แก่เทพเอรีส (Ares) เทพีเฮบี (Hebe) และเทพเฮฟาเอสตัส (Hephaestus)
 นามของพระองค์ในตำนานเทพปกรณัมโรมันคือ เทพจูปิเตอร์ (Jupiter) และนามในตำนานอีทรูสแคนคือเทพไทเนีย (Tinia)

 ในวัยเยาว์ของพระองค์ โดนพ่อบังเกิดเกล้าเรียกเอาไปกิน หวังไม่ให้เยาวเทพเติบโตขึ้นมาวัดรอยเท้า เคราะห์ดีที่แม่ของท่านไหวตัวทันเอาไปฝากแพะเลี้ยงเอาไว้ จนกระทั่งเติบโตจึงได้มาทวงบัลลังก์กับพ่อ ต้องรบราฆ่าฟันพี่น้อง รวมทั้งพ่อของตัวเองด้วย หลังจากยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จแล้ว ซุสก็ขึ้นครองบัลลังก์ รั้งอำนาจเต็มตลอด 3 ภพ คือ สวรรค์ พิภพ และ บาดาล แต่ซุสก็ตระหนักดีว่า การที่จะปกครองทั้ง 3 ภพ และ ทะเลให้ทั่วถึงมิใช่เรื่องง่าย หาใช่ภาระเล็กน้อยไม่ เพื่อป้องกันการแก่งแย่ง และกระด้างกระเดื่อง จึงจัดสรรอำนาจ ยอมยกให้เทพต่างๆ มีเอกสิทธิในการปกครองอาณาเขตดังนี้
  • เนปจูน หรือ โปเซดอน ได้ครองทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และแม่น้ำทั้งปวง
  • พลูโต หรือ ฮาเดส เป็นเจ้าแห่งตรุทาร์ทะรัส และ แดนบาดาลทั้งหมด อันรัศมีของแสงอาทิตย์ ไม่เคยส่องลอดไปถึงเลย
  • ยูปิเตอร์ หรือ ซุสเองปกครองทั้งสวรรค์ และพิภพ แต่ก็มีอำนาจที่จะสอดส่องดูแล กิจการทั่วไปในเขตแดน ของเทพภราดรทั้งสองได้บ้าง
 

เมื่อทุกสิ่ง ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ความสงบก็บังเกิดขึ้น หากกล่าว ถึงบทบาทของเทพซุสแล้ว ต้องยอมรับว่า มีบทบาทขัดแย้งในองค์เองมากที่สุดในบรรดาเทพด้วยกัน เนื่องจากทรงเป็นมหาเทพผู้ทรงอำนาจสูงสุด และมีผู้เคารพนับถือโดยทั่วไปเป็นที่ยำเกรงของสามโลก ทรงไว้ซึ่งฤทธิ์อำนาจ ล้นฟ้าล้นแผ่นดิน แต่กลับทรงมีอุปนิสัยเหมือนบุรุษหนุ่มธรรมดา ๆ นั่นคือ ความเกรงใจ ที่มอบให้แก่มหาเทวี ฮีร่า ชายาของเทพซุสเอง เป็นอย่างมาก ซึ่งก็คืออาการ “กลัวเมีย” และสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ความเจ้าชู้ที่มีอยู่ในตัวมหาเทพซุสนั่นเอง


ความขัดแย้งอีกประการ หนึ่งที่มีอยู่ในตัวมหาเทพองค์นี้ คือ แม้ว่าเทพซุสจะมีอำนาจสูงสุดทั่วสามภพ แต่ไม่อาจใช้อำนาจของตน ไปแตะต้องเทพองค์หนึ่งได้ ทั้ง ๆ ที่เทพองค์นั้นก็เป็นเพียงเทวะชั้นรอง และไม่สามารถมาประชันขันแข่งกับซุสได้ เทพองค์นั้นมีนามว่า ชะตาเทพ (Fate) ซึ่งบ่งบอกให้เราทราบว่าไม่มีผู้ใดเลย หรือ แม้แต่เหล่าทวยเทพ จะหาญสู้หลีกเลี่ยง หรือก้าวก่ายกับชะตาชีวิตได้


ด้วยเหตุนี้ การที่มหาเทพซุสมีอะไรแย้ง ๆ กันในองค์เอง อาจเป็นเพราะชาวกรีกโบราณที่สร้าง เหล่าทวยเทพ ขึ้นนับถือมีความเป็นนักปรัชญาอยู่เต็มตัว เขาจึงสร้างทวยเทพของเขาให้ละม้ายคล้ายกับมนุษย์ปุถุชน มีทั้งข้อดี และจุดบกพร่อง คุณงามความดีอันสำคัญของมหาเทพซุสเป็นอีกอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่า ผู้ที่เคารพนับถือเป็นนักปราชญ์มากกว่านักสงคราม ก็คือ ซุสทรงรักสัจจะ และความเป็นธรรมอย่างที่สุด ทรงเกลียดชังคนโกง และคนโกหกอย่างที่สุด การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเพื่อถวายแด่พระองค์ นักกีฬาจึงต้องแข่งกันอย่างตรงไปตรงมา แต่ในยามโกรธเกรี้ยว และต้องลงทัณฑ์ต่อความผิด เทพซุสก็โหดเช่นกัน เช่น ตอนโพรเมธุสขโมยไฟจากสวรรค์มาให้มนุษย์ พระองค์ตามล่าจนได้ตัวแล้วนำโพรเมธุสฝังเข้าไปในหิน 30,000 ปี และยังได้ส่งนกอินทรีย์ มากินตับโพรเมธุสทุกวันอีกด้วย

 ความเจ้าชู้ ดูเหมือนจะกลายเป็นภารกิจหลักของมหาเทพ แต่ก็ใช่ว่าซุส จะประสบความสำเร็จทุกครั้ง คนที่พ้นมือไปได้ก็ยังพอมีอยู่ เช่นนางอัปสร (Nymph) ที่มีนามว่าแอสทีเรีย เธอแปลงเป็นนกกระทาบินหนีไป หรือ เทย์กีต ลูกสาวของแอตลาสก็เกือบไป เพราะ เทพีอาร์เทมีส มาพบเข้าพอดี แล้วช่วยแปลงนางเป็นกวาง จนนางวิ่งเร็วกว่าซุสหายไปในป่า
 นางลีดา
ในที่สุด เทพซุสเอง ก็ถูกบีบให้เข้าสู่การแต่งงานครั้งสุดท้าย นั่นคือตอนไปพบกับเฮรา ราชินีแห่งท้องฟ้า เฮราปฏิเสธที่จะมีสัมพันธ์กับพระองค์ ซุสแปลงตัวเป็นนกดุเหว่าร่วงลงมาต่อหน้าเฮรา แกล้งทำเป็นโดนความหนาว จนตัวแข็ง เฮราหลงกลพานกดุเหว่าเข้าไปกอดในห้องนอนของนาง แต่พอนางรู้สึกตัวว่าอยู่ในอ้อมแขนของผู้ชายเข้าแล้ว นางกลับไม่ยอม จนในที่สุดซุสต้องยอมเอ่ยคำปฏิญาณจะแต่งงานด้วย ไม่ช้าไม่นาน ซุสก็พบว่าความงามของเฮรา กลับตรงกันข้ามกับนิสัยของนาง เพราะเฮราขึ้นขื่อดังทั่วสวรรค์ว่าเป็น “มเหสีขี้หึง”
อย่าเพิ่งนึก ว่าซุสได้มเหสีที่แสนจะขี้หึง และไล่ตามราวีพระองค์อย่างนั้นแล้ว พระองค์จะยอมหยุดความเจ้าชู้ลงได้ วิถีความรักของพระองค์ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ซุสโปรดเหล่านางพรายป่าเป็นพิเศษ เพราะปราบปลื้มในการที่ได้ลบเอาความโกรธเกรี้ยว ที่จะมีสัมพันธ์กับผู้ชายของ นางอัปสรเหล่านี้ให้หมดไป ประวัติของซุสตอนที่มาเกี่ยวกับผู้หญิง ที่เป็นมนุษย์กล่าวไว้มากพอควร แต่ล้วนเป็นเล่ห์อุบายของซุสที่จะเข้าอภิรมย์กับมนุษย์ผู้หญิง พระองค์นี่จัดว่าเป็นนักรักที่มีความพยายามสูงสุด ไม่ว่าจะมีการปกป้องหญิงงามนางนั้น อย่างแข็งขันเพียงไรก็ไม่มีทางพ้นมือไปได้เลย เช่น ตอนที่ไปชอบ ดานาอี ลูกสาวของกษัตริย์อครีซีอุส กษัตริย์อครีซีอุสอุตส่าห์จับลูกสาวขังไว้ในหอคอยบรอนซ์ ซุสก็ยังอุตส่าห์แปลงร่างเป็นฝนทอง แทรกตัวลงไปตามรอยแตกของหลังคาลงไปได้




หรืออย่างตอนที่เข้าหานางลีดา (Leda) มเหสีของ ทินเดริอุส ซึ่งกำลังเปลือยกายอาบน้ำอยู่ในสระ ก็แปลงตัวเป็นหงส์ขาวแสนสวย ค่อยๆ ลอยเข้าหาจนนางอดเรียก มากอดไม่ได้ กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทุกอย่างก็สายไป จนนางตั้งครรภ์ และคลอดออกมาเป็นไข่ ครั้นไข่แตกออก แทนที่จะเป็นตัวประหลาดครึ่งคนครึ่งหงส์โผล่ออกมา อย่างตำนานทั่วไป กลับกลายเป็นฝาแฝดชายคู่หนึ่ง ได้แก่ คัสเตอร์ (Castor) กับ โพลิดียูซิส (Polydeuses) หรือ พอลลักซ์ (Pallux) ในภาษา โรมัน สิ่งที่ทำให้ทารกคู่นี้เป็นพยานความสัมพันธ์ระหว่างเทพกับมนุษย์ คือ คนหนึ่งมีกายเป็นอมตะดั่งเทพ แต่อีกคนหนึ่งตายได้ อย่างมนุษย์สามัญธรรมดา นอกจาก ฝาแฝดชายคู่นี้แล้ว ลีดายังมีแฝดหญิงอีกคู่หนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักที่สุด ในตำนานกรีกโบราณ หนึ่งนั้นนามว่า เฮเลน หญิงงาม ต้นเหตุของ มหาสงครามกรุงทรอย อีกหนึ่งคือ ไคลเตมเนสตร้า (Clytemnestra) ซึ่งต่อมาได้เป็นมเหสีของ อกาเมมนอน แห่งไมซีนี่ (ความสัมพันธ์สวาท ของนางลีดากับพญาหงส์ปลอม ที่มหาเทพซุสทรงจำแลงมานั้น เป็นไปอย่างซ่อนเร้น เพราะลีดา เป็นมเหสีของท้าว ทินดาริอุส (Tindarius) แห่งสปาร์ต้า เมื่อลีดาให้กำเนิดเฮเลน และ ไคลเตมเนสตร้า ทินดาริอุสก็นึก ว่าเป็นธิดาของพระองค์)


อีกครั้งสำคัญ ก็ตอนที่ลักพา นางยูโรปา ตอนนั้นพระองค์แปลงเป็นวัวขาว ที่งดงาม และดูนุ่มนวล จนนางยูโรปาอดจับต้องไม่ได้ เมื่อเห็นว่า มันเชื่องกับมือนาง นางก็ทำช่อดอกไม้ คล้องเขาของมัน แล้วขึ้นขี่หลัง มหาเทพก็พานางเหาะข้ามทะเลพายูโรปา ไปถึงครีต แสดงร่างที่แท้จริง และได้นางยูโรปาที่ใต้ต้นไม้ตรงนั้นเอง ยังมีเรื่องพิศวาสระหว่างซุสกับเหล่าสตรีอื่น ๆ อีกมาก อาทิสัมพันธ์รัก กับนางไอโอ ที่เป็นยายของ วีรบุรุษ เฮอร์คิวลิส รักกับไดโอนี และมีธิดา นามว่า อโฟรไดท์ พิสมัยกับ ไมอา และมีโอรสนามว่า เฮอร์มิส ฯลฯ

จอมณรงธร ศรีอริยนันท์ (ตี๋)
18 กรกฎาคม 2012 
สมัครเข้ากลุ่มเฟสภาษาตะวันตกได้ที่ 
https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 



วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตำนานน้ำท่วมโลกของกรีซ


ข้อมูลโดย เลิศชาย ปานมุข

                         ตำนานน้ำท่วมโลกของกรีซ 



ตามตำนานกรีก แม้จะลงโทษมนุษย์โดยอาศัยมือแพนดอราแล้ว ซุสก็ยังไม่หายโกรธและบันดาลให้ฝนตกหนักเกิดน้ำท่วมใหญ่เพื่อทำลาย ล้างมนุษยชาติให้หมดสิ้นแต่โพรมีธุสซึ่งระวังตัวอยู่แล้วได้เตือนให้บุตรชาย คือ ดูคาลิออน (Deucalion) ซึ่งแต่งงานกับเพียร์รา (Pyrrha) บุตรสาวของเอปิมีธุสสร้างเรือขึ้นมาลำหนึ่ง ทั้งสองขึ้นไปอยู่บนเรือซึ่งลอยอยู่ ๙ วัน ๙ คืน เมื่อฝนหยุดตกในวันที่ ๑๐ สองสามีภรรยาก็ลงจากเรือซึ่งติดค้างอยู่บนยอดเขาพาร์นัสซุส (Parnassus) ดูคาลิออนทำพีธีสังเวยซุส ซึ่งประทับใจในความภักดีของเขาและสัญญาว่าจะให้พรแก่ดูคาลิออน สิ่งที่เขาขอคือ ให้ซุสบันดาลให้เผ่าพันธุ์มนุษยชาติกลับมาดำรงอยู่ต่อไป อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่าดูคาลิออนกับเพียร์ราเดินทางไปที่เดลไฟ (Delphi) เพื่อสวดขอพรจากเทพีธีมีส ซึ่งสั่งให้ทั้งคู่คลุมศีรษะแก้สายรัดเอวออกและโยนกระดูกของบรรพบุรุษคนแรก ไปข้างหลัง คำสั่งซึ่งเป็นปริศนานี้ความความงุนงงให้ทั้งสองจนในที่สุดก็ไขปริศนาได้จึง ใช้ผ้าคลุมศีรษะเดินข้ามท้องทุ่งไป พร้อมทั้งโยนก้อนหินซึ่งเก็บขึ้นมาจากพื้นดินข้ามไหล่ไปข้างหลัง คำไขปริศนาก็คือ พวกเขาสืบเชื้อสายมาจากจีอาผู้เป็นแม่ธรณีและก้อนหินก็คือกระดูกของแม่ธรณี นั่นเอง ก้อนหินซึ่งดูคาลิออนโยนเกิดเป็นมนุษย์ผู้ชาย และที่เพียร์ราโยนเกิดเป็นมนุษย์ผู้หญิง ทำให้มีมนุษย์สืบเผ่าพันธุ์ต่อไป
 
จอมณรงธร ศรีอริยนันท์ (ตี๋)
 15 กรกฎาคม 2012
สมัครเข้ากลุ่มเฟสภาษาตะวันตกได้ที่ 
https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 




วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตำนานการกำเนิดมนุษย์ของกรีก


ข้อมูลโดย เลิศชาย ปานมุข

ตำนานกำเนิดมนุษย์ของกรีซ


อีกหนึ่งตำนานเล่าว่าโพรมีธุส ซึ่งเป็นไททันส์ที่เป็นกลางและไม่ได้รบกับซุสเป็นผู้สร้างมนุษยชาติจากดิน และน้ำ หรือจากน้ำตาของตนเอง โดยสร้างร่างกายก่อน แล้วอธินาจึงเป่าวิญญาณและชีวิตเข้าไปในตัวมนุษย์ ในตอนที่โครนุสยังมีอำนาจ เทพเจ้าและมนุษย์อยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจอันดี แต่เมื่อซุสได้เป็นใหญ่ ได้จัดให้มีการประชุมร่วมกันของเทพเจ้าและมนุษย์ เพื่อกำหนดว่ามนุษย์ควรถวายส่วนใดของสัตว์สังเวยแก่เทพเจ้า โดยมอบหมายให้โพรมีธุสเป็นผู้แบ่ง โพรมีธุสฆ่าวัวตัวใหญ่และตัดแบ่งชิ้นส่วนออกเป็น ๒ กอง กองหนึ่งประกอบด้วยเนื้อ ตับไตไส้พุงและส่วนอื่น ๆ ที่น่ากิน โดยเอาหนังวัวคลุมไว้ อีกกองหนึ่งมีแต่กระดูกซึ่งแล่เนื้อออกไปแล้ว ปกคลุมด้วยชั้นไขมันละเลื่อม ซุสจึงได้รับเชิญให้เลือกก่อนเลือกกองที่มีมับกลบอยู่ แต่พอเปิดออกมาเห็นแต่กระดูกก็บันดาลโทสะ เพราะนั่นหมายความว่าตั้งแต่นั้นมามนุษย์จะถวายแก่กระดูกเป็นเครื่องสังเวย เทพเจ้า ส่วนเนื้อเก็บไว้กินเอง ด้วยความโกรธซุสจึงเอาไฟคืนไปจากมนุษย์ แต่โพรมีธุสก็ไปนำไฟจากเตาหลอมของเทพแห่งไฟ เฮเฟสตุส (Hephestus) มาให้มนุษย์ใช้ป้องกันตนเองซุสจึงยิ่งโกรธมากขึ้นอีก

และสั่งให้เฮเฟสตุสนำน้ำและดินเหนียวมาปั้นเป็นสาวพรหมจารีซึ่งมีความงาม เทียบเท่าเทพีทั้งหลาย เทพทุกองค์ประทานพรพิเศษให้สาวงามผู้นี้ซึ่งได้ชื่อว่า แพนดอรา (Pandora) ซึ่งแปลว่า "ของขวัญจากทุกคน" ยกเว้นเฮอร์มีสซึ่งใส่ความไม่ซื่อสัตย์ไว้ในใจของแพนดอราและใส่คำโกหกในปาก ของเธอ ซุสส่งนางไปกำนัลเอปิมีธุส (Epimetheus) ผู้เป็นน้องชายโพรมีธุส ทั้ง ๆ ที่โพรมีธุสเตือนล่วงหน้าแล้วว่าอย่ารับสิ่งใดจากซุส เอปิมีธุสซึ่งหลงใหลความงามของแพนดอราก็รับนางซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้หญิงคน แรกของโลกเป็นภรรยา แต่แพนดอราไม่ได้มาตัวเปล่า นางนำหีบใบใหญ่ซึ่งเรียกกันว่า Pandora Box ติดมาด้วย เมื่อนางเปิดหีบทุกข์โศกโรคภัยทั้งหลายก็โบยบินออกมาและแพร่กระจายไปทั่วโลก ทำความเดือดร้อนให้มนุษย์เท่ากับซุสได้แก้แค้นมนุษย์อย่างสาสม มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในหีบไม่บินหายไป นั่นก็คือ "ความหวัง" ซึ่งทำให้มนุษย์ยังดำรงชีวิตอยู่ได้ชื่อของสองพี่น้องก็มีความนัยแฝงอยู่ เพราะโพรมีธุส แปลว่า "คิดก่อน" ส่วนเอปิมีธุสแปลว่า "คิดทีหลัง"

จอมณรงธร ศรีอริยนันท์ (ตี๋)
14 กรกฎาคม 2012
สมัครเข้ากลุ่มเฟสภาษาตะวันตกได้ที่ 
https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 



วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การสร้างโลกตามตำนานกรีก

ข้อมูลโดย เลิศชาย ปานมุข

การสร้างโลกตามตำนานกรีก

บทกวีเรื่อง Theogony หรือ เทวกำเนิด ของ ฮีเสียด (Hesiod) กวีชาวกรีก ซึ่งประพันธ์ขึ้นเมื่อราวศตวรรษที่ ๘ ก่อนคริสตกาล ถือเป็นความพยายามที่เก่าแก่ที่สุดที่จะอธิบายการเกิดของจักรวาล ฮีเสียดกล่าวว่าในตอนนั้นมีเพียง เคออส (Chaos) ซึ่งเป็นอวกาศที่เวิ้งว้างและมืดมน และแล้ว จีอา (Gaea) แม่ธรณี ผู้มีแผ่นอกลึก จึงปรากฏขึ้น ตามมาด้วย อีรอส (Eros) ความรักซึ่งทำให้ใจอ่อน ตั้งแต่นั้นมาก็มีอิทธิพลเหนือการสร้างสิ่งมีชีวิตและสรรพสิ่งทั้งหลาย เคออสให้กำเนิดแอรีบุส (Erebus) คือความมืดและนิกซ์ คือราตรี (Nyx/Night) จากความสัมพันธ์ของทั้งสองทำให้เกิด อีเธอร์ (Aether) คือแสงสว่าง และเฮ็มเมอรา (Hemera) คือกลางวัน ส่วนจีอานั้นให้กำเนิด ยูเรนุส (Euranus) คือ ท้องฟ้าซึ่งประดับด้วยดาว และทำให้
ยูเรนุสมีขนาดใหญ่เท่ากับตนเองจนกระทั้งบดบังจีอาได้มิด แล้วจึงสร้างภูเขาสูงและท้องทะเล เมื่อมีการสร้างจักรวาลแล้วก็ต้องมีผู้อาศัย จากความสัมพันธ์ระหว่างจีอาและยูเรนุสผู้เป็นบุตรชาย เกิดเป็นลูกชุดแรก คือ ไททันส์ (Titans) ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่มีขนาดใหญ่โตเหมือนยักษ์ มีทั้งหมด ๑๒ องค์ เป็นชาย ๖ หญิง ๖ อันได้แก่ โอซีอานุส (Oceanus) ซีอุส (Coeus) ไฮเพอรีออน (Hyperion) ครีอุส (Crius) อิอัพเพตุส (Iapetus) โครนุส (Cronus) ธีอา (Theia) รีอา (Rhea) นีมอสสินี (Mnemosyne) ฟีบี (Phoebe) ทีธิส (Tethys) และธีมิส (Themis)        
     ยูเรนุสและจีอายังให้กำเนิด ไซคลอพส์ (Cyclops) ซึ่งเป็นเทพเช่นเดียวกัน แต่มีตาเพียงตาเดียวอยู่กลางหน้าผาก ประกอบด้วย บรอนตีซ (Brontes) สเตอโรปีซ (Steropes) และอาร์จีซ (Arges) ทั้งคู่มีลูกอีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นอมนุษย์มี ๓ คน คือ คอตตุส (Cottus) บริอารุส (Braiareus) จิจีซ (Gyges) ซึ่งมี ๑๐๐ แขน ๕๐ หัว จึงเรียกรวมกันว่า เฮ็คคาตอนไคริส (Hecatoncheires) หรือ เซ็นติมานีส (Centimanes) ด้วย ทั้งไททันส์ ไซคลอพส์ และเฮ็คคาตอนไครีส ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของพลังอันก่อให้เกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรงของธรรมชาติ ความที่เฮ็คคาตอนไครีสมีลักษณะน่าเกลียดน่ากลัว ยูเรนุสจึงจับลูกชุดนี้ขังไว้ใต้พื้นดิน ซึ่งทำให้จีอาโกรธมาก จึงสร้างเคียวเหล็กกล้าขึ้นมา และปรึกษาพวกลูก ๆ เกี่ยวกับแผนการที่จะแก้แค้นสามี มีแต่โครนุสลูกชายคนเล็กคนเดียวที่ตกลงร่วมมือด้วย โดยใช้เคียวลอบตัดอวัยวะเพศของยูเรนุสขณะกำลังนอนหลับและนำไปโยนทิ้งทะเล โลหิตจากบาดแผลของยูเรนุสที่ตกสู่โลกให้กำเนิด Furies หรือ เอรินีซ (Erinyes) วิญญาณทั้งสามที่คอยติดตามลงโทษผู้กระทำผิดบาป นอกจากนั้นยังให้กำเนิดยักษ์ด้วย ส่วนชิ้นเนื้อที่ลอยไปบนพื้นทะเลนั้นได้แตกตัวออกกลายเป็นฟองคลื่นสีขาว จากฟองคลื่นนี้เองที่เทพีแอฟโฟรไดตี (Aphrodite) ได้ถือกำเนิดขึ้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่พระนางจะเป็นเทพีแห่งความรักและความใคร่


        เมื่อกำจัดยูเรนุสแล้ว โครนุสก็ได้ปลดปล่อยพวกพี่ชายคือไททันส์ให้เป็นอิสระยกเว้นไซคลอฟส์กับเฮ็ค คาคอนไครีส ได้ครองความเป็นใหญ่ในจักรวาล โดยแต่งงานกับรีอาผู้เป็นพี่สาว มีธิดา ๓ องค์ คือ เฮสเชีย (Hestia) ดีมิเทอร์ (Demeter) และฮีรา (Hrea) บุตร ๓ องค์ คือ เฮดีส (Hades) โพโซดอน (Poseidon) และซุส (Zeus) เนื่องจากมีคำทำนายว่าบุตรคนหนึ่งของตนจะแย่งอำนาจ ทุกครั้งที่รีอาให้กำเนิด โครนุสจึงกลืนลูกเข้าไป ยกเว้นบุตรคนสุดท้ายคือซุส ซึ่งรีอาแอบไปคลอดที่เกาะครีท จีอาผู้เป็นยายนำทารกน้อยไปมอบให้พวกคูรีตีซ (Curetes) ซึ่งเป็นนักบวชของรีอาเลี้ยงดูสั่งสอนที่ภูเขาไอดา (Ida) ส่วนรีอาก็เอาก้อนหินห่อผ้าอ้อมเด็กส่งให้โครนุสกลืนเข้าไปทันทีที่ซุสโต เป็นหนุ่มก็วางแผนแก้แค้นบิดาโดยบังคับให้โครนุสสำรอกพี่ ๆ ทั้งห้าออกมา โครนุสถูกขับไล่ไปอยู่สุดขอบโลก ซุสจึงตั้งอาณาจักรของตนขึ้นมาที่ยอดเขาโอลิมปุส (Olympus) และปกครองเหล่าเทพที่เรียกว่า เทพเจ้าโอลิมเปียน (The Olympians) ซึ่งมีด้วยกัน ๑๒ องค์ ประกอบด้วยพี่ ๆ และลูก ๆ ของซุส โดยซุสเป็นจอมเทพ ทำหน้าที่ปกครองสวรรค์และท้องฟ้ามีฮีราเป็นชายา แบ่งอาณาเขตให้โพไซดอนปกครองส่วนที่เป็นพื้นน้ำ และเฮดีส ปกครองดินแดนแห่งคนตาย พวกไททันส์อิจฉาเทพโอลิมเปียนที่เข้ามาแย่งอำนาจหน้าที่ของตนจึงก่อการกบฏ ซุสจึงได้ปลดปล่อยพวกไซคลอพส์และเฮ็คคาตอนไครีสให้เป็นอิสระ บรรดาไซคลอพส์ได้มอบสายฟ้า (Thunderbolt) ให้เป็นอาวุธของซุส และพวกเฮ็คคาตอนไครีสใช้แขนอันทรงพลังของตนขว้างหินก้อนมหึมาบดขยี้พวกไททันส์ ซึ่งหลังจากพ่ายแพ้แล้วก็ถูกล่ามโซ่อยู่ลึกลงไปใต้โลก แต่พวกยักษ์ก็ก่อกบฏขึ้นมาอีกเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างเทพเจ้ากับ ยักษ์มีคำทำนายว่าพวกยักษ์จะไม่แพ้จนกว่าจะถูกเฮอร์คูลีสซึ่งเป็นมนุษย์และเป็นเชื้อสายของซุสฆ่าซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น


        การสร้างมนุษย์นั้น ตำนานหนึ่งว่ามนุษย์มี ๔ เชื้อสายด้วยกัน ยุดแรกคือยุคทอง มนุษย์ยุคแรกซึ่งอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับโครนุสมีความสุขอย่างสมบูรณ์เสมือน เทพเจ้า ไม่แก่ไม่เหนื่อย และไม่มีความวิตกกังวล มีแต่ความสนุกสนานรื่นเริงตลอดเวลาแต่ไม่เป็นอมตะ เมื่อตายไปแล้วมนุษย์ในยุคทองนี้จะกลายเป็นภูตที่คอยปกป้องคุ้มครองผู้ยังมีชีวิต 



     ต่อมาก็เป็นยุคเงิน ซึ่งมนุษย์ในยุคนี้เป็นเกษตรกรผู้อ่อนแออยู่ในโอวาทมารดาตลอดชีวิต มนุษย์ในยุคสัมฤทธิ์แข็งแกร่งราวกับต้นแอชและชอบการสู้รบ ไร้ความปราณี มีพลังมากมาย ในที่สุดก็ฆ่าฟันกันตายการค้นพบโลหะชนิดแรก ๆ เริ่มขึ้นในยุคนี้ จากนั้นก็เป็นยุคเหล็กคือยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นสมัยที่มีความทุกข์เข็ญและอาชญากรรม โดยที่มนุษย์จะไม่เคารพคำสาบานของตน ไม่เคารพความยุติธรรม หรือคุณธรรม ฮีเสียดได้จัดให้ยุควีรบุรุษซึ่งเป็นยุคของนักรบผู้กล้าหาญซึ่งต่อสู้ที่ เมืองธีบส์ (Thebes) และทรอย (Troy) อยู่ระหว่างยุคสัมฤทธิ์กับยุคเหล็ก

จอมณรงธร ศรีอริยนันท์ (ตี๋)
13 กรกฎาคม 2012
สมัครเข้ากลุ่มเฟสภาษาตะวันตกได้ที่ 
https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

       

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ชื่อวันของภาษาในตระกูลละติน

ชื่อวันของภาษาในตระกูลละติน (ภาษาของอาณาจักรโรมันที่เคยรุ่งเรือง ก่อนแตกสลายมาเป็นภาษาสเปน , โปรตุเกส , อิตาลี และฝรั่งเศส ยังมีโรมาเนียอีกหนึ่งภาษา แต่ไม่รู้อ่ะครับ ต้องขออภัย) เนื่องจากภาษาเหล่านี้มีต้นตระกูลเดียวกัน หน้าตาของคำศัพท์ชื่อวันของแต่ละภาษาจึงใกล้เคียงกัน (ยกเว้นภาษาโปรตุเกสที่ใช้ลำดับที่นับวัน แต่วันเสาร์และอาทิตย์ก็คล้ายกันอยู่ดี) มาพิสูจน์ด้วยตาคุณเองดีกว่า





ชื่อวัน
ภาษาสเปน
ภาษาโปรตุเกส
ภาษาอิตาลี
ภาษาฝรั่งเศส
วันอาทิตย์
Domingo
โดมิงโกะ
Domingo
โดมิงกุ
Domenica
โดเมนิกะ
Dimanche
ดิมองเชอะ
วันจันทร์
Lunes
ลู๊เนส
Segunda-feira
เซกุนดะ-เฟย์หระ
Lunedi
ลูเนดิ
Lundi
เลิงดิ
วันอังคาร
Martes
ม๊ารฺเตส
Terça-feira
เตรฺซะ-เฟย์หระ
Martedì
มารฺเตดี
Mardi
มารคฺดิ
วันพุธ
Miércoles
เมี๊ยรฺโกเลส
Quarta-feira
กวารฺตะ-เฟย์หระ
Mercoledì
แมรฺโคเลดี
Mercredi
แมรคฺเครอดิ
วันพฤหัสบดี
Jueves
ฆ๊วยเบส
Quinta-feira
กวินตะ-เฟย์หระ
Giovedi
โจเวดิ
Jeudi
เฌอดิ
วันศุกร์
Viernes
เบี๊ยร์เนส
Sexta-feira
เซสตะ-เฟย์หระ
Venerdì
เวเนรฺดิ
Vendredi
ฟองเดรอดิ
วันเสาร์
Sábado
ซ่าบาโดะ
Sábado
ซ่าบาดุ
Sabato
ซ่าบาโตะ
Samedi
ซัมดิ

จอมณรงธร ศรีอริยนันท์ (ตี๋)
12 กรกฎาคม 2012
สมัครเข้ากลุ่มเฟสภาษาตะวันตกได้ที่ 
https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 


วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ที่มาของชื่อวันทั้ง 7


                                         ข้อมูลจากเว็บ Horauranian.com


 ชื่อวัน ใน 1 สัปดาห์ (The Names of the Days)
          
การกำหนดชื่อวันในแต่ละสัปดาห์ในทุกชาติทุกภาษาจะตั้งชื่อให้เกี่ยวข้องกับ เทพเจ้าในตำนาน หรือมีความหมายตามดาวดาวทั้ง 7 แทบทั้งสิ้น สมัยแรกๆ จะให้วันเสาร์ (Saturday) เป็นวันแรกของสัปดาห์ ต่อมา ได้นับถือดวงอาทิตย์มากขึ้น จึงให้วันของดวงอาทิตย์ (Sun's day) เลื่อนอันดับ จากวันอันดับที่ 2 ของสัปดาห์ เป็นวันแรกของสัปดาห์แทน ทำให้วันเสาร์ กลายเป็นวันลำดับที่ 7 ของสัปดาห์ไปในที่สุด


วันอาทิตย์ (Sunday)มี ชื่อมาจากภาษาละติน ว่า "dies solis" หมายถึง "วันของดวงอาทิตย์" (Sun's day) เป็นชื่อวันหยุดของคนนอกศาสนา และต่อมา ถูกเรียกว่า "Dominica" (ภาษาละติน) หมายถึง "วันของพระเจ้า" (the Day of God) ต่อมา ภาษาที่มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน เช่น ฝรั่งเศส, สเปน, อิตาเลี่ยน ก็ยังคงใช้คำที่คล้ายกับรากศัพท์ดังกล่าว


วันจันทร์ (Monday)มี ชื่อมาจากคำว่า "monandaeg" หมายถึง "วันของดวงจันทร์" (The Moon's day) เป็นวันที่สองของสัปดาห์ ที่ตั้งขึ้นมา เพื่อสักการะ "เทพธิดาแห่งดวงจันทร์" (The goddess of the moon)


วันอังคาร (Tuesday)      เป็นชื่อเทพเจ้า Tyr ของชาวนอรเวโบราณ (The Norse god Tyr) ส่วนชาวโรมัน เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพเจ้าสงคราม แห่งดาวอังคาร (the war-god Mars) ว่า "dies Martis"


วันพุธ (Wednesday)เป็น วันที่ตั้งเป็นเกียรติสำหรับ เทพเจ้า Odin ของชาวสวีเดน และนอรเวโบราณ ส่วนชาวโรมันเรียกว่า "dies Mercurii" สำหรับใช้เรียกเทพเจ้า Mercury (ประจำดาวพุธ)


วันพฤหัสบดี (Thursday)เป็น ชื่อเทพเจ้า Thor ของชาวนอรเวโบราณ (The Norse god Thor) เรียกว่า "Torsdag" ส่วนชาวโรมัน เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพเจ้า Jove หรือ Jupiter ซึ่งเป็นเทพเจ้า แห่งเทพทั้งปวง และเรียกวันนี้ว่า "dies Jovis" หมายถึง วันของ Jove (Jove's Day)


วันศุกร์ (Friday)      เป็นชื่อเทพธิดา Frigg ของชาวนอรเวโบราณ (The Norse goddess Frigg) ภาษาเยอรมันเคยเรียกว่า "frigedag" ส่วนชาวโรมัน เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพธิดา Venus ว่า "dies veneris"


วันเสาร์ (Saturday)      ชาวโรมันใช้เรียกเป็นชื่อสำหรับเทพเจ้า Saturn ว่า "dies Saturni" หมายถึง Saturn's Day.


จอมณรงธร ศรีอริยนันท์ (ตี๋)
                                                   11 กรกฎาคม 2012
สมัครเข้ากลุ่มเฟสภาษาตะวันตกได้ที่ 
https://www.facebook.com/groups/365756166805480/