วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

นกฮูก ภาษาตะวันตก พูดว่าอย่างไร

 ข้อมูลโดย Wikipedia

นกฮูก หรือ นกเค้าแมว เป็นนกที่มีรูปใบหน้าคล้ายแมว อันเป็นที่มาของชื่อสามัญ จับสัตว์เล็ก ๆ กินเป็นอาหาร เช่น หนู , งู , สัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเล็ก ๆ ในขณะที่บางชนิดที่มีขนาดใหญ่อาจจับปลา หรือปูกินได้ด้วย จัดเป็นนกล่าเหยื่อจำพวกหนึ่งเหมือนเหยี่ยว , อินทรี และแร้ง ที่หากินในเวลากลางวัน แต่นกเค้าแมวนั้นมักหากินในเวลากลางคืน ทำให้มีเล็บโค้งแหลมและมีปากงุ้มแหลมสำหรับจับสัตว์กิน เหตุที่หากินในเวลากลางคืน เป็นเพราะนกเค้าแมวเป็นนกที่ไม่อาจสู้กับนกล่าเหยื่อในเวลากลางวัน อย่าง เหยี่ยวหรืออินทรีได้ อีกทั้งบางครั้งยังถูกนกที่มีขนาดเล็กกว่าอย่าง นกเอี้ยงหรือนกกิ้งโครงไล่จิกตีอีกต่างหาก เนื่องจากเป็นสัตว์ที่หากินในเวลากลางคืน จึงมีดวงตาโตกว่าเหยี่ยวและอินทรีมาก ดวงตาอยู่ด้านหน้าของใบหน้าเหมือนมนุษย์และสัตว์ตระกูลแมว หัวหมุนได้เกือบรอบตัวได้ถึง 270 องศา เนื่องจากมีกระดูกสันหลังตรงคอ 14 ชิ้น ซึ่งมากกว่าสัตว์ชนิดใด ๆ ในโลก หูของนกเค้าแมวมีความไวมากเป็นพิเศษสำหรับการฟังเสียงในเวลากลางคืนและหาเหยื่อ มีขนปีกอ่อนนุ่ม บินได้เงียบเพื่อไม่ให้เหยื่อรู้ตัว และมีประสาทสายตาที่มองเห็นได้ดีกว่ามนุษย์ถึง 100 เท่า

ภาษาสเปน                                           Búho (บู้โอะ)
ภาษาโปรตุเกส                                    Coruja (โกรู้ฉะ)
ภาษาอิตาลี                                          Gufo (กู้โฝะ)
ภาษาฝรั่งเศส                                       Hibou (อีบู)
ภาษาเยอรมัน                                       Eule (ออยเหลอะ)
ภาษารัสเซีย                                         Сова (ซาหวะ)
ภาษากรีก                                             Κουκουβάγια (กูกูว้าหยะ)


โดยปกติแล้วตัวเมียมีขนาดโตกว่าตัวผู้ ตัวเมียเป็นตัวที่กกไข่ ตัวผู้ไม่กกไข่ มักพบก้อนที่สำรอกคายออกทิ้งลงมาที่พื้นเบื้องล่างในรังหรือบริเวณใกล้เคียงกับรัง เพราะนกเค้าแมวมักกลืนเหยื่อเข้าไปทั้งตัว กระดูกและขนที่ไม่ย่อยก็สำรอกออกมาเป็นก้อนทิ้งทีหลัง 

โดยมากแล้วในทางความเชื่อของคนไม่ว่าชนชาติไหน ๆ มักจัดให้นกเค้าแมวเป็นนกปีศาจเช่นเดียวกับแร้ง นำมาซึ่งความโชคร้ายและความตาย เช่น ความเชื่อของคนไทย เชื่อว่าถ้านกเค้าแมวบินข้ามหลังคาบ้านใครหรือไปเกาะอยู่ใกล้ ๆ บ้านใคร บ้านนั้นจะต้องมีผู้เสียชีวิต เพราะถือว่าเป็นยมทูตส่งวิญญาณ ซึ่งคตินี้คล้ายคลึงกับคติของชาวโรมันและชาวโรมาเนีย ชาวไอริช ซึ่งเชื่อว่าหากนกเค้าแมวบินเข้าบ้าน ต้องฆ่ามันให้ตายทันที มิเช่นนั้นจะนำพาความโชคดีให้บินไปพร้อมกับตัวนก


สำหรับชาวอินเดียแดงเชื่อว่า นกเค้าแมวเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์แห่งปีศาจ การมีขนนกฮูกไว้ในครอบครองแสดงถึงการเล่นเวทมนตร์คาถา สำหรับชาวเเอสเทก ชาวมายา และชาวเมโสอเมริกาพื้นเมือง เชื่อว่า นกเค้าแมวเป็นสัญลักษณ์ของการทำลายล้างและความตาย

แต่ก็มีความเชื่อที่แตกต่างออกไปในบางวัฒนธรรม นกเค้าแมวหมายถึงสติปัญญา ในคติของชาวฮินดู นกเค้าแมวเป็นพาหนะของพระแม่ลักษมี มเหสีของพระนารายณ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตรีมุรติ เป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์และพันธุ์ข้าว ด้วยเชื่อว่าพระนางจะขี่นกเค้าแมวออกไปตรวจนาข้าวในเวลากลางคืน

ซึ่งก็คล้ายคลึงกับคติของกรีกโบราณ ที่นกเค้าแมวขนาดเล็กเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทพีอธีนา เทพีแห่งสติปัญญาและการสงคราม ดังนั้น ในทางวิทยาศาสตร์ ชื่อสกุลของนกเค้าจุดจึงใช้คำว่า Athene ซึ่งก็หมายถึง เทพีอธีนา นั่นเอง

 จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
7 มีนาคม 2013

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

นกอินทรี ภาษาตะวันตก พูดว่าอย่างไร

ข้อมูลโดย Wikipedia
นกอินทรี เป็นนกล่าเหยื่อขนาดใหญ่ มีโครงสร้างทางกายภาพที่แข็งแรง ประกอบด้วยโครงกระดูก กล้ามเนื้อ ส่วนต่าง ๆ ขน และกรงเล็บเป็นหลัก มีขนาด ปีก และ หาง ที่กว้าง ลักษณะปลายปีกแหลมหรือปีกแตก จะงอยปากงองุ้มเป็นตะขอ อินทรีเป็นนกที่มีลักษณะสวยงาม แข็งแรง สายตาคม บินเร็ว โจมตีแม่นยำ มองเห็นเป้าหมายได้จากระยะไกล มีเพดานบินตั้งแต่พื้นราบจนถึงความสูง 2,100 เมตร และจัดได้ว่าเป็นสัตว์ที่มีสายตาดีที่สุดในโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสีเข้มและสร้างรังบนหน้าผาที่สูงชัน 

อินทรีเป็นนกที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรง เป็นนกที่กินเนื้อเป็นอาหาร ซึ่งได้แก่ ปลา , งู , สัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม ขนาดเล็กเช่น หนู และเป็นนกนักล่าซึ่งล่านกด้วยกัน และไข่นกที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นอาหาร อินทรีพบอาศัยกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่เขตต่าง ๆ ทั่วทุกแห่งในโลก ยกเว้นพื้นที่ในทวีปแอนตาร์กติก ที่มีอากาศหนาวเย็น

 

ภาษาสเปน                                        Águila (อ้ากิหละ)
ภาษาโปรตุเกส                                 Águia (อ้าเกีย)
ภาษาอิตาลี                                       Aquila (อ้ากิหละ)
ภาษาฝรั่งเศส                                   Aigle (เอเกละ)
ภาษาเยอรมัน                                   Adler (อั้ดเหลอะ)
ภาษารัสเซีย                                     Орел (อาเรียล)
ภาษากรีก                                         Αετός (อัสโตส)

เนื่องจากเป็นนกขนาดใหญ่ น่าเกรงขาม และบินได้สูงและกว้างไกล ทำให้มีความสง่างาม ในเชิงของการเป็นสัญลักษณ์แล้ว อินทรีถูกคนใช้ในเชิงสัญลักษณ์เป็นระยะเวลายาวนาน ในหลายวัฒนธรรมของทุกมุมโลก หรือในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ใช้อินทรีหัวขาว เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ

คุณจะเป็นอินทรี หรือลูกไก่

ทั้งที่ตัวเองเป็นลูกนกอินทรี แต่ได้รับการเลี้ยงดูจากแม่ไก่ เมื่อได้รับคำสอนว่าไม่อาจจะทำอะไรเหมือนนกอินทรี ถ้าท่านยังไม่ตัดสินใจลงมือทำและแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ท่านจะรู้อย่างไรว่าท่านไม่ใช่พญานกอินทรี

กาล ครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีแม่นกอินทรีตัวหนึ่งบังเอิญออก ลูกมาเป็นแฝด แม่อินทรีก็เฝ้าฟูมฟักลูกทั้งสองบนหน้าผา แต่มาวันหนึ่งพายุได้พัดมาที่รังของนกอินทรีพัดเอาแฝดผู้น้องตกลงไปยังพื้น เบื้องล่าง เดชะบุญที่ตรงนั้นมีแม่ไก่กับลูกฝูงหนึ่งอาศัยอยู่   แม่ไก่ได้ฟูมฟักลูกนกอินทรีประดุจดั่งเป็นลูกของตัวเองจนเติบใหญ่ สอนเดิน แบบไก่ หากินแบบไก่และก็ร้องแบบไก่ จนอินทรีแฝดผู้น้องเข้าใจว่าตนเองนั้นคือไก่จริงๆ มาวันหนึ่งแม่นกอินทรีหัดให้แฝดผู้พี่บิน แฝดน้องที่อยู่ด้านล่างเห็นแฝดพี่บินก็วิ่งไปถามแม่ไก่ว่า “แม่ๆ ดูนกบนนั้นบินสิครับ สง่างามจังเลย ผมอยากทำได้แบบนั้นจัง” แม่ไก่ได้ยินดังนั้นจึงตอบนกอินทรีผู้น้องไปว่า “ลูกเอ๋ยเป็นไปไม่ได้หอก ข้างบนนั้นคือพญานก เป็นนกอินทรีผู้สง่างาม แต่เราเป็นไก่เราทำแบบเขาไม่ได้หรอกลูก” ลูกนกอินทรีผู้น้องก็รับคำและอยู่กับแม่ไก่สืบต่อไป


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า วันนี้ เราอาจเป็นลูกนกอินทรีที่อาศัยอยู่กับฝูงไก่ก็ได้ เมื่อเราทำอะไรบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่อาจมีเสียงทักจากบุคคลรอบข้างว่า “เป็นไปไม่ได้  ทำไม่ได้” แต่ถ้าท่านยังไม่ตัดสินใจลงมือทำและแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ท่านจะรู้อย่างไรว่าท่านไม่ใช่พญานกอินทรี

จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
6 มีนาคม 2013 

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

เหยี่ยว ภาษาตะวันตก พูดว่าอย่างไร

ข้อมูลโดย Wikipedia และ oknation.net

เหยี่ยว มีลักษณะคล้ายกับนกอินทรี ซึ่งเป็นนกล่าเหยื่อเช่นเดียวกัน แต่เหยี่ยวมีขนาดเล็กกว่า คือมีจะงอยปากที่งองุ้ม มีกรงเล็บที่แหลมคมและแข็งแรง บินได้อย่างรวดเร็ว กางปีกได้กว้างและยาว สามารถบินหรือเหินได้สูง และมีสายตาที่ดีมาก อาหารโดยทั่วไปของเหยี่ยว คือ สัตว์ขนาดเล็กกว่าต่าง ๆ เช่น สัตว์ฟันแทะ , สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่าง ๆ , สัตว์เลื้อยคลาน , สัตว์น้ำ เช่น ปลา หรือกุ้ง หรือแม้แต่สัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ เช่น กวาง เป็นต้น จากความที่เป็นนกล่าเหยื่อ และมีขนาดลำตัวที่ไม่ใหญ่นัก เหยี่ยวจึงถูกมนุษย์ใช้เลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงมาแล้วนานกว่า 2,000 ปี เพื่อใช้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น  ล่าสัตว์ , เพื่อความเพลิดเพลิน หรือแม้แต่ใช้ในการไล่นกชนิดอื่น ๆ ในสนามบินหรือชุมชนเมืองบางแห่ง

ภาษาสเปน                           Halcón (อัลก้อน)
ภาษาโปรตุเกส                    Falcão (ฟัลกาว)
ภาษาอิตาลี                          Falco (ฟั้ลโกะ)
ภาษาฝรั่งเศส                      Faucon (โฟกง)
ภาษาเยอรมัน                      Falke (ฟัลเค่อ)
ภาษารัสเซีย                        Ястреб (ยาสเตร็บ)
ภาษากรีก                            Γεράκι (เยร้ากิ)


เปิดกะลาสนทนา : "เหยี่ยวนักล่า" เป็นสัตว์เลี้ยงเหมือน "หมา-แมว" จริงหรือ ???
 

       ก่อนจะเปิดกะลาพูดถึงเหยี่ยวนักล่า ว่า เป็นนกเลี้ยงเหมือนหมาเหมือนแมว หรือไม่ อย่างไร ลองมาพิจารณาถึงสถานภาพและสวัสดิภาพของนกล่าเหยื่อในปัจจุบันกันก่อนว่า อยู่ดีกินดี หรือตกทุกข์ได้ยากประการใด
เหยี่ยวแดง (Brahminy Kite)
       หนังสือ "คู่มือเหยี่ยวและนกอินทรีในประเทศไทย (A Photographic Guide to the Raptors of Thailand)" โดยไชยยันต์ เกษรดอกบัว ชัยวัฒน์ ชินอุปราวัฒน์และชูเกียรติ นวลศรี ระบุว่า นกล่าเหยื่อ (Raptors) เช่น เหยี่ยว นกอินทรี และอีแร้ง มีรายงานการพบในประเทศไทยอย่างเป็นทางการจำนวน 55 ชนิด ทั้งที่มีสถานภาพเป็นนกอพยพและนกประจำถิ่น
       จัดแบ่งกลุ่มตามสถานภาพการอยู่อาศัยในประเทศไทย
        1. ชนิดอพยพ (Migratory species) รวมถึงชนิดที่พลัดหลงเข้ามานาน ๆ ครั้ง (vagrant)
        2. ชนิกประจำถิ่น (Resident species)
        3. เหยี่ยวที่มีสถานสภาพเป็นทั้งเหยี่ยวอพยพและประจำถิ่น แล้วแต่ชนิดย่อยหรือประชากรในแต่ละพื้นที่หรือภูมิภาค เช่น เหยี่ยวนกเขาชิครา และเหยี่ยวรุ้ง เป็นเหยี่ยวประจำถิ่น แต่ประชากรนกบางส่วน(คาดว่าในภาคใต้ของจีนและภาคเหนือของไทย ) อพยพลงไปอาศัยช่วงฤดูหนาวที่ภาคใต้ และคาบสมุทรมลายู ซึ่งยืนยันจากการอพยพผ่านจุดนับเหยี่ยวอพยพ ณ จุดนับเหยี่ยวอพยพที่เขาเรดาห์ จังหวักประจวบคีรีขันธ์
เหยี่ยวรุ้ง (Crested Serpent Eagle)
       สถานภาพด้านการอนุรักษ์ระดับโลก ของนกล่าเหยื่อแต่ละชนิด เพื่อชี้ให้เห็นถึงสภาวะถูกคุกคาม และอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ในอนาคต หากไม่มีมาตรการแก้ไขและป้องกันที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ เป็นการนำเสนอข้อมูลเพื่อการอนุรักษ์ด้วยการจัดลำดับความสำคัญของนกล่า เหยื่อที่มีสถานภาพถูกคุกคามเป็นลำดับขั้นเรียงจากความเสี่ยงต่อการสูญ พันธุ์ต่ำไปสูง ...
       1. น่าเป็นห่วงน้อยที่สุด (Least Concern ,LC)  เนื่องจากประชากรของนกยังมีอยู่จำนวนหนึ่งในถิ่นอาศัยที่เหมาะสม แต่อาจจะถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องจากการถูกล่า หรือพื้นที่สำหรับทำรังวางไข่ถูกทำลาย แม้ว่าในระดับโลก นกล่าเหยื่อนบางชนิดจัดอยู่ในสถานภาพระดับโลกว่าน่าเป็นห่วงน้อยที่สุด
       แต่ในระดับภูมิภาคที่มีการล่า การลักลอบจับมาเลี้ยงในกรงขังด้วยการซื้อ-ขายอย่างผิดกฎหมาย อาจจะมีอยู่มากและเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสถานภาพของประชากรชนิดนั้นให้เสี่ยง ต่อการสูญพันธุ์ในขั้นที่สูงกว่า จึงควรมีการเฝ้าติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และรณรงค์เพื่อป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว
       2. ใกล้ถูกคุกคาม (Near -Threatened ,NT)  มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัดในถิ่นอาศัยปกติ เช่น ถูกล่า หรือถิ่นอาศัยในฤดูผสมพันธุ์ลดน้อยลง
       3. มีแนวโน้มจะสูญพันธุ์ (Vulnerable, VU)  มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากถูกคุกคามในธรรมชาติในอนาคต
       4. ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered, EN)  มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้
       5. ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered,CR)  มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญพันธุ์ภานในระยะเวลาไม่กี่ปี หากไม่มีการดำเนินการอนุรักษ์ใด ๆ เพื่อแก้ไขหรือป้องกันภาวะคุกคาม
       6. สูญพันธุ์แล้ว (Extinct, EX)  ไม่มีรายงานการพบในถิ่นอาศัยและมีหลักฐานยืนยันว่านกตัวสุดท้ายตายไปจากธรรมชาติแล้ว
เหยี่ยวดำหูดำ (Black-eared Kite)
       เหยี่ยว นกอินทรี และอีแร้ง ทุกชนิดในประเทศไทยจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ห้ามมีเลี้ยงไว้ในครอบครองส่วนบุคคล การซื้อเหยี่ยวหรือนกล่าเหยื่อชนิดอื่น ๆมาเลี้ยงไว้ในกรงขัง "เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕"
       และ "ยังเป็นการส่งเสริมขบวนการลักลอกจับและขายสัตว์ป่าให้ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง"
        ดังนั้น ประชาชนคนไทย รวมทั้งนกดูนกและนักนิยมธรรมชาติไม่ควรส่งเสริมการลักลอบซื้อขายนกล่าเหยื่อหรือนกในธรรมชาติ
นกอินทรีปีกลาย (Greater Spotted Eagle) ; วัยเด็ก
# เหยี่ยวเป็นสัตว์เลี้ยงเหมือนหมาเหมือนแมว จริงหรือ ???
       ตั้งแต่ครั้งอดีตมาจนถึงปัจจุบัน เหยี่ยวนักล่าถูกระบุสถานภาพว่าเป็นสัตว์ป่าในธรรมชาติ เกือบทุกชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ประชากรเหยี่ยวในธรรมชาติทั่วโลกถูกคุกคามอย่างหนัก จนหลายชนิดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากปัญหาหลักๆ ได้แก่ ถิ่นที่อยู่อาศัยถูกทำลาย และถูกคนจับจากป่าธรรมชาติมาขายในเมือง
       ส่วนหมาและแมวเมื่อก่อนเป็นสัตว์ป่า แต่ถูกมนุษย์นำมาเลี้ยงอย่างยาวนาน มีการปรับปรุงสายพันธุ์ จนสิ้น "สภาพสัตว์ป่า" กลายเป็น "สัตว์เลี้ยง"
       ในเมืองไทย การเลี้ยงเหยี่ยวนอกจากมีใบอนุญาตเพื่อเพาะพันธุ์หรือวิจัยแล้ว ร้อยทั้งร้อยเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นนกที่ถูกลักลอบจับมาจากป่าแทบทั้งสิ้น ถือเป็นการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติด้วย
       ส่วนที่บอกว่า ไม่ผิดกฎหมาย เพราะ เป็นเหยี่ยวนำเข้าจากต่างประเทศ กฎหมายไซเตสอนุญาตให้เลี้ยงได้ ก็อยากจะตั้งคำถามกลับว่า รู้ได้อย่างไรว่าเหยี่ยวที่สั่งซื้อมาจากต่างประเทศไม่ใช่เหยี่ยวที่ตกเป็น เหยื่อขบวนการค้าสัตว์ป่า
       แล้วรู้หรือไม่ว่า ในต่างประเทศ มีการวิจารณ์กฎหมายไซเตสว่า เปิดช่องให้มีการลักลอบค้าสัตว์ป่ามากขึ้น !!!
       เหยี่ยวนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพงมาก บางชนิดเป็นแสนเป็นล้านบาท หากว่ากิจกรรมการเลี้ยงเหยี่ยวขยายตัวออกไป แน่นอนว่า เหยี่ยวจากธรรมชาติจะถูกจับมาขายมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นแล้ว มิใช่หรือ ???
เหยี่ยวนกเขาชิครา (Shikra); วัยเด็ก
       ต่างประเทศก็เลี้ยงเหยี่ยวกัน ทำไมเมืองไทยทำบ้างไม่ได้ ??? ถ้าคิดได้แค่นี้ คำตอบก็ง่ายมากครับ ให้ย้ายบ้านไปอยู่ในประเทศที่อนุญาตให้ซื้อ-ขายเหยี่ยวมาเลี้ยง เลี้ยงกันอย่างเปิดเผย ไม่ต้องมาทำลับ ๆ ล่อ ๆ หลบ ๆ ซ่อน ทรมานสัตว์มันเปล่า ๆ
       ถ้ายังไม่เข้าใจอีกให้กลับไปอ่านประโยคด้านบนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย !!!
       การเลี้ยงสัตว์ป่า ยังเป็นการทรมานสัตว์ และเป็นการทำบาป ลองนึกดูว่า หากคุณถูกจับขังกรงแล้วป้อนข้าวป้อนน้ำ จะรู้สึกอย่างไร สัตว์ป่าก็มีหัวใจไม่ต่างกับคน เพียงแต่พูดภาษาคนไม่ได้เท่านั้น
       หากหัวใจไม่ถูกบดบังด้วยโลภ โกรธ หลง ก็คงพอจะเข้าใจว่า การเลี้ยงเหยี่ยวมันต่างไปจากการเลี้ยงและหมาเลี้ยงแมว ตรงไหนบ้าง !!!

จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
5 มีนาคม 2013

วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

แร้ง ภาษาตะวันตก พูดว่าอย่างไร

ข้อมูลโดย Wikipedia

นกแร้ง หรือ อีแร้ง อยู่ในกลุ่มนกล่าเหยื่อเช่นเดียวกับ เหยี่ยว อินทรี หรือนกเค้าแมว โดยที่แร้งถือว่าเป็นนกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มนี้ แต่แร้งจะแตกต่างจากไปนกในกลุ่มนี้คือ จะไม่ล่าเหยื่อหรือกินสัตว์เป็น ๆ แต่จะกินเฉพาะซากสัตว์ที่ตายแล้ว อันเนื่องจากอุ้งเท้าของแร้งนั้นไม่แข็งแรงพอที่จะขย้ำเหยื่อได้ แร้งมีรูปร่างโดยรวมคือ ปีกกว้าง หางสั้น มีคอที่ยาว หัวเล็ก บริเวณต้นคอมีขนสีขาวรอบเหมือนสวมพวงมาลัย มีลักษณะเด่นคือ ขนที่หัวและลำคอแทบไม่มีเลยจนดูเหมือนโล้นเลี่ยน สันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะพฤติกรรมการกินซากสัตว์ จึงไม่มีขนเพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของเชื้อโรค และเพื่อความสะดวกในการในการมุดกินซากด้วย แต่แร้งก็ยังสามาถจับสัตว์ขนาดเล็ก เช่น แมลงหรือสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก เช่น กิ้งก่า จิ้งจก หรือไข่นกชนิดอื่น กินเป็นอาหารในบางครั้งได้อีกด้วย

 

ภาษาสเปน                                  Buitre (บุ้ยเตระ)
ภาษาโปรตุเกส                           Vulture (วุลตู้รี)
ภาษาอิตาลี                                 Vulture (วุลตู้เหระ)
ภาษาฝรั่งเศส                             Vautour (โวตูครฺ)
ภาษาเยอรมัน                             Geier (ไกเยอร์)
ภาษารัสเซีย                               Стервятник (เซตรียเวียนิก)
ภาษากรีก                                   Γύπας (ยี้ปาส)

 ในวัฒนธรรมและความเชื่อของนกแร้ง 
 
นกแร้งในความเชื่อของมนุษย์ แทบทุกวัฒนธรรมจะถือว่าเป็นนกที่อัปมงคล เพราะพฤติกรรมที่กินซากศพและรูปร่างหน้าตาที่น่าเกลียดน่ากลัว ในความเชื่อของคนไทย แร้งเป็นนกที่นำมาซึ่งความอัปมงคลเช่นเดียวกับนกแส เมื่อสมัยอดีต ประเพณีการปลงศพในบางพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญหรือในบางวัฒนธรรม บางครั้งจะทิ้งซากศพไว้กลางแจ้ง มักจะมีแร้งมาเกาะคอยรอกินศพอยู่บริเวณรอบ ๆ นั้นเสมอ ๆ และเมื่อครั้งที่เกิดอหิวาตกโรคระบาดอย่างร้ายแรง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในพระนคร การเผาศพทำไม่ทัน จนต้องมีศพกองสุมกันที่วัดสระเกศ มีแร้งลงมาจิกกินเป็นที่น่าสังเวชแก่ผู้พบเห็น จนมีคำกล่าวว่า "แร้งวัดสระเกศ" คู่กับ "เปรตวัดสุทัศน์


แต่ในบางวัฒนธรรม แร้งก็มีความหมายที่แตกต่างออกไป เช่น ในสมัยอียิปต์โบราณ อักษรเฮียโรกริฟฟิกที่เป็นอักษรภาพตัวหนึ่ง (ในภาพ) หมายถึง "แม่" ในวัฒนธรรมของทิเบต มีพิธีศพที่เรียกว่า "การฝังศพกับฟากฟ้า" ที่ญาติผู้ตายจะให้สัปเหร่อนำร่างผู้ตาย ไม่ใส่โลง ไม่ใส่เสื้อผ้า ทำพิธีสวดมนต์ส่งวิญญาณ ก่อนที่สัปเหร่อจะหามร่างของผู้ตายขึ้นไปบนภูเขาสูง พร้อมใช้มีดแล่เนื้อของผู้ตายเป็นชิ้น ๆ แล้วให้แร้งกิน เชื่อว่าแร้งจะเป็นผู้นำทางวิญญาณผู้ตายไปสู่สรวงสวรรค์

ปัจจุบัน แร้งแทบทุกชนิดตกอยู่ในสภาพใกล้สูญพันธุ์และหายาก เนื่องจากถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติถูกรุกราน และสภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไป ประเพณีการปลงศพก็ไม่ได้ทำอย่างในอดีต ทำให้แร้งจำนวนหนึ่งต้องตายลงเนื่องจากไม่มีอาหารกิน และในอนุทวีปอินเดีย แร้งหลายตัวต้องตายลงเนื่องจากไปกินซากสัตว์ที่ปนเปื้อนสารเคมีและเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ


จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
4 มีนาคม 2013

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

นกกระจอกเทศ ภาษาตะวันตก พูดว่าอย่างไร

 ข้อมูลโดย dld.go.th และ Wikipedia

นกกระจอกเทศ นกกระจอกเทศ จัดอยู่ในประเภทสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง เป็นนกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา ขนาดโตเต็มที่สูงประมาณ 2 – 2.5 เมตร น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่จะหนักประมาณ 160 กิโลกรัม มีอายุยืนได้ถึง 65 – 75 ปี หัวเล็ก คอยาว ตาโต ขนตายาว มีขาใหญ่แข็งแรง บินไม่ได้แต่วิ่งได้เร็ว ลูกนกอายุเพียง 2-3 วันก็จะวิ่งได้แล้ว หากินในทุ่งกว้างเป็นฝูงใหญ่ อยู่ร่วมฝูงกับม้าลายและยีราฟ การต่อสู้ป้องกันตัวของนกชนิดนี้จะกระโดดเตะได้ ระวังตัวสูง จึงหลบหลีกสัตว์กินเนื้อได้ดี ไข่ของนกกระจอกเทศเป็นไข่นกที่ใหญ่ที่สุดในโลก นกชนิดนี้กินพืช เมล็ดพืช ผลไม้สุกและสัตว์ตัวเล็กๆโดยใช้ปากงับแล้วกระดกเข้าลำคอ จากนั้นยืดคอให้ตรง ให้อาหารไหลลงไปตามหลอดอาหารในลำคอ นอกจากนั้น นกชนิดนี้ยังชอบกินของแปลกปลอม โดยเฉพาะสิ่งที่สะท้อนแสงได้ เช่น นาฬิกา, ขวดพลาสติก

 
ภาษาสเปน                                   Avestruz (อเบสตรูซ) 
ภาษาโปรตุเกส                            Avestruz (อเวสตรูซ)
ภาษาอิตาลี                                  Struzzo (ซตรูซโสะ)
ภาษาฝรั่งเศส                              Autruche (โอทครูช)
ภาษาเยอรมัน                              Strauß (ชเทราส)
ภาษารัสเซีย                                Страус (สเตราส)
ภาษากรีก                                    Στρουθοκάμηλος (สตรูนธีก้ามีโลส)





นกตัวผู้มีขนาดโตกว่าตัวเมีย ตัวผู้เมื่อโตเต็มวัยขนตามลำตัวจะเปลี่ยนไปเป็นสีดำ ส่วนขนปีกและขนหางจะเป็นสีขาวสวยงามมาก สำหรับตัวเมียจะมีขนตามตัวสีน้ำตาลเทาอ่อน ปากมีลักษณะแบนและกว้างมาก ดวงตากลมโต หัวเล็ก ศีรษะล้าน มีขนอ่อนบางสีเทา น้ำตาลอ่อนคล้ายสีครี คอยาวและมีขนอ่อนเช่นเดียวกับหัว ปีกเล็กไม่สมตัว ขนที่ปีกยาวพอสมควรแต่ก็ไม่ใช่ขนสำหรับการบิน ซึ่งขนปีกมีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น ขาและโคนขาเป็นขาเกลี้ยง ๆ ไม่มีขน นกตัวผู้มีลำคอหย่อนยานกว่าตัวเมีย จึงโป่งคอและทำเสียงร้องเลียนแบบสิงโตได้ นกตัวผู้ 1ตัวจะคุมนกตัวเมียหลายตัว
 
ลักษณะเท้าของนกกระจอกเทศจะพบว่ามีนิ้วเท้าข้างละ 2 นิ้ว ใต้นิ้วเป็นเนื้ออ่อน ๆ ปลายนิ้วทู่ ๆ ใหญ่ ๆ นิ้วทั้งสองจัดเป็นนิ้วกลางและนิ้วนางเท่านั้น นิ้วที่ใหญ่มากคือนิ้วกลาง ซึ่งเป็นธรรมชาติของสัตว์โลกอย่างหนึ่งคือ สัตว์ที่ไม่ใช้ความเร็วของฝีเท้าจะมีนิ้วครบชุดมือ – เท้าข้างละ 5 นิ้ว หากสัตว์นั้นต้องการความเร็วของฝีเท้าเพื่อวิ่งหนีศัตรู ธรรมชาติก็จะวิวัฒนาการให้นิ้วหายไปทีละนิ้วสองนิ้วจนเหลือแต่เพียงนิ้วเดียว เช่นเท้าของม้า มีเพียงนิ้วเดียวที่เรียกว่ากีบเท้าม้า

จัดเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ก่อนพุทธกาล ที่ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในโลกจนถึงยุคโลกาภิวัตน์ อาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา ซึ่งป่าแอฟริกาจะเป็นป่าโปร่งมีทุ่งหญ้ากว้างไกล มีพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง มีบางส่วนเป็นทะเลทราย คนแอฟริกันจะมีความคุ้นเคยกับนกกระจอกเทศเกือบทุกส่วน ตั้งแต่เนื้อ ไข่สำหรับบริโภค หนังทำเครื่องนุ่งห่มและเครื่องใช้ เปลือกไข่ไว้บรรจุน้ำหรือทำเครื่องประดับ และขนทำเครื่องประดับของเผ่า เป็นต้น กล่าวได้ว่า การทำฟาร์มนกกระจอกเทศนั้นเริ่มต้นเกิดขึ้นในประเทศแถบทวีปแอฟริกา ต่อมาการทำ ฟาร์มเลี้ยงนกกระจอกเทศแพร่หลายเพิ่มขึ้นในทวีปต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ อิสราเอล ออสเตรเลีย และจีน เป็นต้น นับได้ว่าปัจจุบันมีฟาร์มเลี้ยงนกกระจอกเทศไม่น้อยกว่า 5,000 ฟาร์มทั่วโลก


 ข้อมูลโดยบทความ Life's Little Mysteries
นกกระจอกเทศเอาหัวมุดทราย

เขาบอกว่านกกระจอกเทศไม่ได้เอาหัวมุดดินเวลาตกใจ แบบที่เราชอบเห็นในการ์ตูน ความจริง เวลาตกใจ นกกระจอกเทศจะวิ่งหนี แต่ถ้ามันวิ่งหนีไปไหนไม่ได้ มันจะก้มหัวลงเรี่ยพื้นแล้วยืนนิ่งๆ สีของหัวมันจะกลืนไปกับพื้นทราย ส่วนลำตัวมันก็คล้ายๆ พุ่มไม้ นักล่าที่เข้าใจผิดก็จะได้มองข้ามมันไป คราวนี้พอคนเห็นนกกระจอกเทศจากที่ไกลๆ ในท่านั้น ก็เลยคิดไปเองว่ามันเอาหัวมุดดิน จริงๆ นกกระจอกเทศไม่ขุดรูด้วยซ้ำ


จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
3 มีนาคม 2013

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

เพนกวิน ภาษาตะวันตก พูดว่าอย่างไร

ข้อมูลจาก baanmaha.com และ Wikipedia
นกเพนกวิน อาศัยอยู่บริเวณแดนขั้วโลกใต้ เป็นสัตว์จำพวกเดียวกับนก แต่บินไม่ได้ จัดอยู่ในสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง มีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณขั้วโลกใต้ มีปีกแบนเอาไว้พายว่ายน้ำ ชอบกินปลา ตัวเมียออกลูกเป็นไข่ ให้ตัวผู้กกไข่ แล้วตัวเมียจะไปหาอาหารกลับมา ลูกเพนกวินแรกเกิดจะมีขนสีเทาอ่อนๆ หน้าสีขาว บริเวณหัวจะมีสีดำ โดยแม่จะจำลูกได้จากเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพนกวินสามารถดำน้ำและว่ายน้ำได้รวดเร็วมาก เพนกวินมีทั้งหมด 18 ชนิด แต่ละชนิดมีการดำรงชีวิตในถิ่นอาศัยต่างกันไป เพนกวินแคระ สูงประมาณ 40 ซม. อาศัยอยู่ทางใต้ของนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย เพนกวินกาลาปากอส สูงประมาณ 50 ซม. อาศัยอยู่ในถ้ำตามชายหาดของเกาะกาลาปากอส เพนกวินเคป สูงประมาณ 63 ซม. อาศัยอยู่ในทะเลทางใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของ แอฟริกาใต้ เพนกวินนักกระโดด สูงประมาณ 63 ซม. อาศัยอยู่ที่เกาะทางขั้วโลกใต้ ชอบกระโดดขึ้นลงทะเลจากโขดหินที่ลาดชัน เพนกวินแมกเจนแลน สูงประมาณ71ซม. อาศัยอยู่ตามแนวชายหาดของชิลี เรื่อยลงไปจนถึงที่ราบสูงปาตาโกเนีย 



ภาษาสเปน                              Pingüino (ปิงกวิโหนะ)
ภาษาโปรตุเกส                       Pinguim (ปิงกิง)
ภาษาอิตาลี                             Pinguino (ปิงกวิโหนะ) 
ภาษาฝรั่งเศส                         Manchot (มองโช)
ภาษาเยอรมัน                         Pinguin (พิงกวิน)
ภาษารัสเซีย                           Пингвин (ปิงกวิน)
ภาษากรีก                               Πιγκουίνος (ปิงกวิโนส)

 ข้อมูลโดย matichon.co.th

สุดช็อค! เผยด้านมืด "เพนกวิน"สุดหื่น 

พฤติกรรมทางเพศที่ถูกปิดบังนาน 100 ปี

พฤติกรรมทางเพศผิดธรรมชาติของนกเพนกวิน ที่ถูกบันทึกไว้โดยทีมนักวิจัยเมื่อกว่า 100 ปีก่อนได้รับการเผยแพร่แล้ว


หลังจากถูกปิดบังมานานเกือบ 100 ปี ด้วยเหตุผลที่ว่า รายละเอียดต่างๆ ซึ่งร่วมถึงพฤติกรรม"การขู่เข็ญทางเพศ" ของเพนกวินพันธุ์"อะเดลี" ซึ่งได้รับการบันทึกโดยนายแพทย์จอร์จ เมอร์เรย์ เลวิค หนึ่งในทีมสำรวจขั้วโลกใต้ของกัปตันโรเบิร์ต ฟัลคอน สก็อตต์ เมื่อปี 1910 ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่รุนแรงเกินไป และมีคำสั่งห้ามเผยแพร่โดยเด็ดขาด

แต่หลังจากมีผู้รื้อค้นข้อมูลดังกล่าว ที่ถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติของอังกฤษ  ได้มีการตีพิมพ์ข้อมูลอันอื้อฉาวนี้ลงในวารสารออนไลน์"โพลาร์ เร็คคอร์ด"




นพ.เลวิค ศัลยแพทย์ ซึ่งร่วมในการเดินทางสำรวจขั้วโลกใต้ ระหว่างปี 1910-1913 หรือที่รู้จักกันในชื่อ "การสำรวจเทอร์รา โนวา" ได้บันทึกรายละเอียดของพฤติกรรมทางเพศที่ผิดปกติของเพนกวิน ในเอกสารขนาด 4 หน้า ซึ่งใช้ชื่อว่า "Sexual Habits of Adélie Penguins" หรือ"พฤติกรรมทางเพศของเพนกวินอะเดลี"

ในระหว่างการเดินทาง นพ.เลวิค ได้สังเกตและบันทึกรายละเอียดของการดำเนินชีวิตของเพนกวินอะเดลี ซึ่งอาศัยอยู่ในแถบเคป อาแดร์ แม้กระทั่งการบันทึกเพนกวินที่เขาพบเห็นตัวแรก เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 1911

เขาบันทึกถึง"ความโน้มเอียงที่จะเกิดอารมณ์ทางเพศ"ของเพนกวิน และพฤติกรรมที่ดูเหมือน"ความเบี่ยงเบน"ในกลุ่มเพนกวินรุ่นเยาว์ ทั้งตัวเมียและตัวผู้ที่ยังไม่ได้จับคู่ ซึ่งรวมถึง "การชอบมีเพศสัมพันธ์กับศพ" "การขู่เข็ญให้มีเพศสัมพันธ์" "การคุกคามทางเพศและร่างกายของลูกเพนกวิน" "การมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน" และ"พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ"




อย่างไรก็ดี พฤติกรรมข้างต้น ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจในสมัยเมื่อ 100 ปีก่อน รายงานดังกล่าวไม่ได้รับการตีพิมพ์ร่วมกับรายงานการสำรวจชิ้นอื่นๆ แต่ถูกคัดลอกให้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านเพนกวินเพียง 100 คนเท่านั้น โดยมันถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิดร่วมกับเอกสารเกี่ยวกับนกฉบับอื่นๆ และเพิ่งถูกค้นพบโดยนายดักลาส รัสเซลล์ ภัณทรารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอังกฤษ

นายรัสเซลล์มองว่า การบันทึกในครั้งนั้นถือเป็นสิ่งที่ล้ำหน้ามากในยุคนั้น และถือเป็นความพยายามครั้งแรกที่จะเปิดเผยพฤติกรรมของเพนกวินที่ไม่มีใครทราบมาก่อนให้เผยแพร่ในวงวิชาการ




แต่เดิมทีนพ.เลวิคอาจรู้สึกช็อคต่อสิ่งที่เขาได้เห็น จึงพยายามปิดบังข้อมูลต่างๆโดยการจดบันทึกเป็นภาษากรีก โดยระบุในตอนหนึ่งว่า "ไม่มีการก่ออาชญากรรมใดที่จะรุนแรงน้อยกว่าเพนกวินพวกนี้อีกแล้ว"

ตัวอย่างเช่น ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 1911 เลวิคได้จดบันทึกเป็นภาษากรีกแปลได้ว่า "เมื่อบ่ายนี้เขาได้เห็นสิ่งน่าประหลาดใจที่สุด เพนกวินตัวหนึ่งแสดงพฤติกรรมร่วมเพศกับเพนกวินที่ตายแล้ว ซึ่งดำเนินไปนานกว่าหนึ่งนาที ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดวิสัยของการร่วมประเวณีของสัตว์ทั่วไป" 

และบันทึกเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมปีเดียวกัน ระบุไว้ว่า "เขาได้เห็นพฤติกรรมที่ชวนสลดหดหู่อีกครั้ง เพนกวินตัวหนึ่งซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณหลังเท้า ได้คลานอย่างทุกข์ทรมานโดยใช้หน้าท้องไถไปกับพื้น ขณะที่เขากำลังคิดว่าจะช่วยมันหรือไม่ เพนกวินเพศผู้ตัวหนึ่งได้ขึ้นคร่อมและข่มขืนมันต่อหน้าเขา"


ด้านนายรัสเซลล์ และวิลเลียม สลาเดน จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ และดร.เดวิด เอนลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมของเพนกวินอะเดลี กล่าวว่า พฤติกรรมระหว่างผสมพันธุ์ของเพนกวินเพศเมีย ซึ่งแสดงท่านอนลงกับพื้น ปีกแนบกับลำตัวแน่น และดวงตาปิดลงเล็กน้อย มีส่วนคล้ายคลึงกับท่าทางของเพนกวินที่ตายแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับบันทึก

รัสเซลล์เสริมว่า นพ.เลวิคมีแนวโน้มที่จะนำแนวคิดด้านมานุษยรูปนิยมมาใช้กับนก แต่นกอย่างไรก็ไม่วันเหมือนคน และเราจำเป็นต้องตีความพฤติกรรมของพวกมันในบริบทของสัตววิทยา

จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
2 มีนาคม 2013  


วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

บ๊วยโนส ไอเรส ปารีสแห่งทวีปอเมริกา

กรุงบัวโนส ไอเรส (Buenos Aires)
ปารีสแห่งทวีปอเมริกาใต้ 
ข้อมูลโดย thaiza.com





กรุงบัวโนส ไอเรส (Buenos Aires) เป็นเมืองหลวงของประเทศอาร์เนตี๊นา ซึ่งนับเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับที่สองของอเมริกาใต้ รองจาก นครเซา เปาโลของบราซิล ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทางใต้ของแม่น้ำริโอ เด ลา พลาตา (Río de la Plata)

อาร์เจนติน่ามีดินแดนที่กว้างขวางและภูมิอากาศที่ แตกต่างกันมาก เช่นตั่งแต่มหาสมุทรแอตแลนติกถี่งเทือกเขาแอนเดสและตั่งแต่ป่าเขตร้อนชื้น ถึงขั่วโลกใต้ ทำให้เป็นจุดหมายที่สำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก 





 

หากกล่าวถึงแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศอาร์เจนตินา คุณอาจต้องนึกถึงประเทศที่มีน้ำตกสวยติดอันดับต้นๆของโลกอีกด้วย

     ซึ่งน้ำตกที่กล่าวถึงนั่นก็คือ อีกวาซู (Iguazu) ซึ่งมีความกว้างถึง 4 กิโลเมตรและมีน้ำตก 275 ชั้น ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ระหว่างเขตแดนอาร์เจนติน่า และบราซิลซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติครอบคลุมพื่นที่ 200,000 เฮกเตอร์

     บัวโนสไอเรส ถือว่าเป็นอีกเมืองที่ได้รับวัฒนธรรมยุโรปเอาไว้เป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวหลายๆ คนที่เคยมาเที่ยวเมืองนี้ ต่างก็ขนานนามให้ บัวโนส ไอเรส เป็น "ปารีสแห่งอเมริกาใต้" เมืองนี้มีความเจริญเติบโตและมีความสมัยใหม่ที่สุดแห่งหนึ่งในแถบประเทศลาตินอเมริกาอีกด้วย






     สถานที่ท่องเที่ยวภายในกรุงบัวโนส ไอเรส ที่คุณมาแล้วไม่ควรพลาดเที่ยวชม 




     ทำเนียบประธานาธิบดี หรือที่มีชื่อเรียกว่า “ลา กาซาโร ซาดา” (Casa Rosada ) แปลว่าบ้านสีชมพูหรือบ้านสีกุหลาบ เพราะใช้หินสีชมพูก่อสร้าง ตั้งตระหง่านอยู่หน้าจัตุรัสมาโย

     ย่านลาโบกา (La Boca) ย่าน ที่อยู่อาศัยของชนชั้นแรงงาน มีสีสันสดใสหลากหลายจนลายตา ได้รับการก่อตั้งขึ้นในกลางศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของกรรมกรท่าเรือ โดยได้ตั้งติดอยู่ริมน้ำพอดี ย่านนี้ได้ชื่อว่ามีบ้านเรือนที่สร้างด้วยสังกะสีแต่มีการนำสีสด ๆ แปลก ๆ มาทา จิตรกรเบนีโต กินเกลา มาร์ติน เป็นผู้นำในการใช้สีของผู้คนในย่านนี้ในช่วงต้น ๆ ศตวรรษ






     นอกจากนั้นคุณยังสามารถไปเยี่ยมชม มหาวิหารใหญ่โรเซอแรตต้า (The Metropolitan Cathedral) ที่ฝังศพของนายพลโฮเซ่ เดอ ซานมาร์ติน ผู้กอบกู้อิสรภาพแห่งอาร์เจนติน่า

     ต่อไปเป็น Obelisk (El Obelisco) ถูกสร้างขึ้น ในปี 1936 ณ. ส่วนกลางของ Avenida 9 de Julio ใน Buenos Aires เป็นสถานที่ที่ธงอาร์เจนตินาถูกเชิญูสู่ยอดเสาเป็นครั้งแรก เป็นที่จัดประชุมทางการเมือง เป็นที่จัดงานดนตรี และเป็นสถานที่ฉลองชัยชนะของทีมฟุตบอลอาร์เจนตินา



     สถานที่ต่อมาก็คือ ตลาดซันเดย์ ย่าน San Telmo เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำหรับนักท่องเที่ยว แหล่งช๊อปปิ้งรวมของศิลปะ หัตถกรรมชาวพื้นเมือง และของโบราณ รวมไปถึงการแสดงพื้นเมืองและการดนตรี การเต้นรำจังหวะ Tango (แทงโก้) และความสนุกสนานของนักท่องเที่ยวยามราตรี 

 

คนทางตอนใต้ของประเทศอาร์เจนติน่า จะมีลักษณะเหมือนชาวยุโรปเลย ผมบรอนด์ จมูกโด่ง ตาสีฟ้า เพราะชาวเยอรมัน อิตาลี และสเปน เข้าไปอาศัยอยู่กันเยอะมาก


จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
1 มีนาคม 2013