วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ถิ่นกำเนิดของข้าวโพด

ข้อมูลโดย kanchanapisek.or.th
 
     ถิ่นฐานดั้งเดิมของข้าวโพดนั้น ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด ถึงแม้ว่าได้มีนักค้นคว้าหลายท่านได้ทำการศึกษา และให้ข้อสันนิษฐานมานาน บางท่านสันนิษฐานว่า ข้าวโพดอาจมีถิ่นฐานในแถวที่ราบสูงซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศเปรู (Perú) , โบลิเบีย (Bolivia) และเอกวาโดร์ (Ecuador) ในทวีปอเมริกาใต้ เนื่องจากมีผู้พบข้าวโพดพันธุ์พื้นเมืองหลายพันธุ์มีความปรวนแปรในด้านกรรมพันธุ์ และมีลักษณะผิดแผกกันมาก นอกจากนี้ข้าวโพดบางชนิดที่มีลักษณะคล้ายข้าวโพดป่ายังพบขึ้นในแถบนั้นอีกด้วย 

     แต่บางท่านก็ให้ข้อคิดว่า ในแถบอเมริกากลาง และตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก (México) น่าจะเป็นแหล่งกำเนิดข้าวโพดมากกว่า เพราะมีหญ้าพื้นเมืองของบริเวณนี้ 2 ชนิด ซึ่งมีลักษณะทางพฤกษาศาสตร์หลายประการคล้ายคลึงกับข้าวโพดมาก 

 

    นอกจากนี้ยังมีนักโบราณคดี ได้ขุดพบซากซังของข้าวโพดปนกันอยู่กับซากของโบราณวัตถุ ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินลึกถึง 28 เมตร บริเวณเมืองหลวงของประเทศเม็กซิโกในบริเวณถ้ำ และสุสานหลายแห่ง จากการพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ทำให้ทราบว่า ซากสิ่งของเหล่านี้มีอายุนานกว่า 4,๐๐๐ ปี ซึ่งแสดงว่า มีข้าวโพดปลูกอยู่ในแถบนี้เป็นเวลานานนับพันปีมาแล้ว 

     ประเทศเหล่านี้พูดภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ เรียกข้าวโพดว่า Maíz (มาอีซ) ซึ่งภาษาอังกฤษได้นำไปใช้เป็นคำว่า Maize (เมส) ส่วนคำว่า Corn ของภาษาอังกฤษนอกจากจะแปลว่าข้าวโพดได้แล้ว ยังหมายถึง ข้าวโอ๊ต หรือข้าวอื่นทั่วไปได้ด้วย

ข้อมูลโดย umarin.com

 

     การกินข้าวโพดหวานมีประโยชน์หลายประการ อาทิเช่น บำรุงกระเพาะอาหาร บำรุงหัวใจและปอด ช่วยเจริญอาหาร และขับปัสสาวะ เป็นต้น 
     
     นอกจากนั้น การกินข้าวโพดต้ม ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ และมะเร็งได้ การต้มทำให้ข้าวโพดหวานปล่อยสารต้านอนุมูลอิสระ ออกมาหลายตัวและที่สำคัญตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า “กรดเฟอรูลิก” (Ferulic acid ) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีประสิทธิภาพ กรดเฟอรูลิกเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจึงถูกใช้สำหรับต่อต้านการแก่ (aging) ของเซลล์ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง โรคหัวใจ ไข้หวัด รักษาสุขภาพของกล้ามเนื้อ และต่อต้านผลกระทบจากรังสีอุลตร้าไวโอเลต (จึงป้องกันมะเร็งผิวหนังได้)


Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
19 กุมภาพันธ์ 2014

 



วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ฟักทอง มีต้นกำเนิดจากที่ใด

 ข้อมูลโดย Wikipedia

 
     
     ฟักทองมีถิ่นกำเนิดแถบอเมริกากลาง ภาคเหนือของประเทศเม็กซิโก (ซึ่งพูดภาษาสเปน) และภาคตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ ภายหลังได้แพร่หลายกระจายไปทั่วโลก ในเขตร้อน และเขตแห้งแล้ง ในภาษาสเปนเรียกฟักทองว่า Calabaza (กาลาบ๊าซา) เพราะมีลักษณะที่คล้ายศีรษะของมนุษย์ ซึ่งภาษาสเปนคือคำว่า Cabeza (กาเบ๊ซา)

     เป็นพืชล้มลุก ลำต้นเป็นเถาเลื้อย ตามพื้นดิน ลักษณะลำต้นแข็ง เป็นเหลี่ยม มีร่องยาว ใบเป็นรูปห้าเหลี่ยม ขนาดใหญ่ ขอบใบหยักลึก มีขนปกคลุม เนื้อใบหยาบ ก้านใบและดอกมีขนาดเล็ก ผลมีสีเขียว รูปทรงกลมค่อนข้างแบน เนื้อแน่นแข็ง ฟักทองอ่อนเนื้อสีเหลือง เมื่อแก่เนื้อจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม รสเข้ม เมล็ดแบนรี สีขาวนวล อายุเก็บเกี่ยว หลังจากย้ายปลูก ประมาณ 110 วัน

 

     ฟักทองเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นโดยพ่อค้าชาวโปรตุเกสเมื่อราว พ.ศ. 2083 โดยนำมาจากประเทศกัมพูชา ชื่อภาษาโปรตุเกสคือ Cambodia abóbora (กัมโบเดีย อาโบ๊โบรา) ภายหลังเรียกอย่างย่อว่า Abóbora 




     ส่วนตำนานงานฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคม หรือวันฮาโลวีน ซึ่งเกี่ยวกับฟักทองนั้น เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช ที่กล่าวถึง แจ๊คจอมตืด ซึ่งเป็นนักเล่นกลจอมขี้เมา 

     วันหนึ่งเขาหลอกล่อปีศาจขึ้นไปบนต้นไม้ และเขียนกากบาทเป็นรูปไม้กางเขนไว้ที่โคนต้นไม้ ทำให้ปีศาจลงมาไม่ได้ จากนั้นเขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจ "ห้ามนำสิ่งไม่ดีมาหลอกล่อเขาอีก" แล้วเขาจะปล่อยปีศาจลงจากต้นไม้ เมื่อแจ็คตายลง เขาปฏิเสธที่จะขึ้นสวรรค์ ขณะเดียวกันปฏิเสธที่จะลงนรก ปีศาจจึงให้ถ่านที่กำลังคุแก่เขา เพื่อเอาไว้ปัดเป่าความหนาวเย็นท่ามกลางความมืดมิด และแจ็คได้นำถ่านนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดที่ถูกเจาะให้กลวง เพื่อให้ไฟลุกโชติช่วงได้นานขึ้น ชาวไอริชจึงแกะสลักหัวผักกาด และใส่ไฟในด้านใน อันเป็นอีกสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน เพื่อระลึกถึง "การหยุดยั้งความชั่ว" (Trick or Treat) เพื่อส่งผลบุญให้กับญาติผู้ล่วงลับ และพิธีทางศาสนาเพื่อทำบุญวันปีใหม่ 

     แต่เมื่อมีการฉลองฮาโลวีนในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกาพบว่า ฟักทองหาง่ายกว่าหัวผักกาดมาก จึงเปลี่ยนมาใช้ฟักทองแทน หัวผักกาดจึงกลายเป็นฟักทองด้วยเหตุผลฉะนี้



Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
18 กุมภาพันธ์ 2014

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

มะพร้าว ประเทศไหนปลูกมาก่อน

 ข้อมูลโดย wordpress.com
 
     
     มะพร้าว มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ใด ยังไม่มีข้อสรุปและชี้ชัด แต่ก็มีบันทึกไว้มากมายว่า ในทวีปอเมริกาใต้ ที่ประเทศโกโลมเบีย (Colombia) มีพืชตระกูลเดียวกับมะพร้าวขึ้นอยู่มากมาย นักพฤกษศาสตร์ ให้ความเห็นว่า มะพร้าวน่าจะวิวัฒนาการมาจากพืชพรรณเหล่านั้น และหลังจากนั้นได้กระจายไปสู่ภูมิภาคอื่น เช่น หมู่เกาะแปซิฟิก ส่วนในแถบอเมริกากลาง มีปลูกมะพร้าวมาช้านาน โดยเฉพาะประเทศปานาม่า (Panamá) 

     ในภาษาสเปน และโปรตุเกส คำว่ามะพร้าวเขียนเหมือนกันคือ "Coco" แต่ภาษาสเปนอ่านว่า "โก้โก" ส่วนภาษาโปรตุเกส อ่านว่า "โก้กู" ส่วนภาษาอังกฤษน่าจะนำรากคำของ 2 ชาตินี้มาใช้เรียกมะพร้าวว่า Coconut 


ข้อมูลโดย angelfire.com

      คนไทยคุ้นเคยกับมะพร้าวมาเป็นเวลานาน และใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของมะพร้าว เช่น ผลอ่อนใช้รับประทานสด ทั้งน้ำและเนื้อ ส่วนเนื้อมะพร้าวจากผลแก่นำไปปรุงอาหารและขนมหลายชนิด และใช้สกัดน้ำมัน กากที่เหลือใช้เลี้ยงสัตว์ น้ำมันมะพร้าวใช้ประกอบอาหาร เนยเทียม และสบู่ เปลือกมะพร้าวนำไปแยกเอาเส้นใยใช้ทำเชือก วัสดุทำเบาะและที่นอน ขุยมะพร้าวใช้ทำวัสดุเพาะชำต้นไม้ กะลาใช้ทำภาชนะ ตักตวงของเหลว (กระจ่า กระบวย ฯลฯ) ทำกระดุม เครื่องประดับ เครื่องดนตรี (ซออู้) ทำเชื้อเพลิง และถ่านกัมมันต์ (มีคุณสมบัติในการดูดซับสูง) ใบมะพร้าวทั้งอ่อนและแก่ ตลอดจนก้านใบใช้มุงหลังคา เครื่องจักสาร ไม้กวาดทางมะพร้าว ใช้ทำรั้วและเชื้อเพลิง ลำต้นแก่ใช้ในการก่อสร้างประดิษฐ์เครื่องเรือน ยอดอ่อนใช้เป็นอาหาร จั่น (ช่อดอก) มีน้ำหวานรองมาดื่มเป็นน้ำผลไม้หรือทำน้ำตาล หมักทำเหล้าและน้ำส้น รากใช้ทำยา สีย้อมผ้า และเชื้อเพลิง แต่อย่างไรก็ตามการปลูกมะพร้าวโดยทั่วไปก็เพื่อนำเอาเนื้อมะพร้าวไปประกอบอาหารและสกัดเอาน้ำมันเช่นเดียวกับปาล์ม

 

 ข้อมูลโดย eduzones.com

     'น้ำมะพร้าว' ถือเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่จากธรรมชาติ เพราะต้นมะพร้าวมีลำต้นสูง ต้องผ่านการกลั่นกรองตามชั้นต่างๆ ของลำต้นกว่าจะถึงลูกมะพร้าวที่อยู่ข้างบน น้ำมะพร้าวที่ได้มาจึงบริสุทธิ์มาก และอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที และยังช่วยในการขับสารพิษและชำระล้างร่างกายด้วย

     การดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ได้ จากผลงานวิจัยของ ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนสูง ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง นอกจากนี้ การดื่ม น้ำมะพร้าวเป็นประจำทุกวันยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ และไม่ทิ้งรอยแผลเป็นอีกด้วย



     น้ำมะพร้าวสามารถช่วยเสริมสร้างความสวยใสของผิวพรรณ ทำให้เปล่งปลั่งและขาวนวลขึ้นจากภายในสู่ภายนอก เพราะในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนอยู่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ และในน้ำมะพร้าวยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี แถมยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย (คล้ายๆ กับการทำดีท็อกซ์) จึงช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส อีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในเป็นปกติ ส่งผลให้มีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

     เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูง รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจาก อาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ จึงจัดเป็นสปอร์ตดริ๊งค์ (Sport Drink) สามารถดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออ กกำลังกาย นอกจากนี้ ในบางประเทศ ยังนิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมาหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย

 

     น้ำมะพร้าวเป็นอาหารบริสุทธิ์ และเต็มไปด้วยกลูโคสที่ร่างกายดูดซึมเข้าไปใช้ได้ง่าย นอกจากนั้นมะพร้าวยังเป็นผลไม้ที่มีความเป็นด่างสูง สามารถรักษาโรคที่เกิดจากร่างกายมีความเป็นกรดมากเกินไป หมอพื้นบ้านไทยถือกันว่า มะพร้าวเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น ใช้รักษาโรคกระดูกได้ ส่วนคนจีนเชื่อว่า น้ำมะพร้าวมีฤทธิ์เป็นกลาง ไม่เป็นทั้งหยินและหยาง มีสรรพคุณในการขับพยาธิ สำหรับคนไข้ที่อาเจียนและท้องร่วงในเวลาเดียวกัน สามารถดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมกลูโค สไปใช้ในเวลาอันรวดเร็วได้..
   น้ำมะพร้าวดื่มได้ทุกวัน ทุกเพศทุกวัย เพราะเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติ ทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่เป็นอันตรายเหมือนน้ำอัดลม น้ำหวาน หรือน้ำที่ผ่านการปรุงแต่ง เพราะไม่ทำให้เกิดพิษหรือทัอกซินขึ้นในร่างกาย แต่สำหรับคนที่เป็นโรคไตและโรคเบาหวานไม่ควรดื่ม เพราะน้ำมะพร้าวมีความหวาน ไม่เหมาะกับโรคดังกล่าว น้ำมะพร้าวควรดื่มทันที ไม่ควรทิ้งไว้นาน ถ้าเราตัดหรือหั่นผลไม้ อย่าทิ้งไว้เกินครึ่งชั่วโมง แม้จะเก็บในตู้เย็นก็ตาม ควรกินให้หมดในครั้งเดียว ผลไม้แต่ละอย่างจะมีพลังชีวิต ถ้ากินผลไม้สุกจากต้นจะได้รับพลังชีวิตสูง หากเก็บทิ้งค้างไว้ พลังชีวิตหรือคุณค่าของผลไม้จะลดต่ำลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เก็บ



Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade deRamkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 
  
จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
17 กุมภาพันธ์ 2014


วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สับปะรด ไทยนำมาจากไหน?

 ข้อมูลโดย mahidol.ac.th

 

     สับปะรดมีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบทวีปอเมริกาใต้ มีความทนทานต่อสถาพแวดล้อมได้ดี ชาวสเปน (Piña = ปิ้นยา - ภาษาสเปนแปลว่าสับปะรด) นำสับปะรดไปปลูกในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซียเมื่อราว 500 ปีมาแล้ว อุตสาหกรรมการทำสับปะรดกระป๋องเริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกในหมู่เกาะฮาวาย และสิงคโปร์เมื่อประมาณ 200 ปีมาแล้ว ปัจจุบันสับปะรดมีปลูกทั่วไปในเขตร้อนและกึ่งร้อนทั่วโลก ประเทศผู้ผลิตสับปะรดสำคัญของโลก ได้แก่ สหรัฐ เม็กซิโก ไทย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย 

      สับปะรดเป็นผลไม้ชนิดผลรวม ตาสับปะรดแต่ละตาคือ 1 รังไข่ที่เจริญขึ้นมา สับปะรดนอกจากเป็นผลไม้กินสด และนำไปปรุงอาหารได้มากมายแล้ว ยังสามารถนำไปแปรรูปได้หลากหลาย เช่น ทำเป็นผลไม้กระป๋อง ผลไม้กวน น้ำผลไม้ น้ำส้มสายชู ไอศกรีม ไวน์ แยมและเยลลี่ น้ำคั้นก้านช่อดอกและเปลือกผลซึ่งเป็นกากเหลือทิ้งยังสามารถนำไปสกัดเอา เอนไซม์โปรตีเอส (protease) ทำเป็นผงหมักเนื้อ เส้นใยจากใบสามารถนำไปทอผ้าพินา (pina cloth) ยอดสับปะรดนำมาปรุงอาหารได้แบบเดียวกับยอดมะพร้าว 

 

 ข้อมูลโดย coopthai.com

     สับปะรดในประเทศไทยสันนิษฐานว่า มีการนำสับปะรดเข้ามาโดยพ่อค้าชาวโปรตุเกส ( Pinha = ปิ้นยา - ภาษาโปรตุเกส แปลว่า สับปะรด) ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สับปะรดที่นำเข้ามานั้นเป็นสับปะรดในกลุ่มสแปนนิส (Spanish) เช่น พันธุ์อิทรชิต ซึ่งมีการปลูกกันทั่วไปจนเข้าใจกันว่าเป็นพันธุ์พื้นเมือง
     

     ส่วนสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียนั้นนิยมปลูกกันมากเพื่ออุตสาหกรรมแปรรูปและบริโภคสด แหล่งเริ่มปลูกนั้นอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในอำเภอปราณบุรี โดยนำพันธุ์มาจากประเทศอินโดนิเซีย และได้นำไปปลูกที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ต่อมาได้มีการนำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไปปลูกทางภาคเหนือที่จังหวัดลำปาง และแพร่หลายในภูมิภาคนี้ แต่สับปะรดที่รู้จักกันมากคือสับปะรดบริโภคสดพันธุ์ปัตตาเวีย ปลูกที่ตำบลนางแล อำเภอเมือง ที่เรียกกันว่าสับปะรดนางแล เช่นเดียวกับพันธุ์ภูแล (พันธุ์ภูเก็ต) 

ข้อมูลโดย greenerald.com

     สับปะรด จัดเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอีกชนิดหนึ่ง โดยประโยชน์ของสับปะรดนั้นมีอยู่หลากหลาย เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่างๆจำนวนมาก ซึ่งได้แก่ คาร์โบไฮเดรต วิตามินซี วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี5 วิตามินบี6 กรดโฟลิก ธาตุแคลเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุแมงกานีส ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ธาตุสังกะสี เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายและสุขภาพเราเป็นอย่างมาก และสรรพคุณสับปะรดทางสมุนไพรนั้น ก็ชวยรักษาอาการต่างๆได้อย่างหลากหลายเช่นกัน เช่น โรคบิด โรคนิ่ว ช่วยบรรเทาอาการแผล เป็นหนอง ขับปัสสาวะ เป็นต้น

      การรับประทานสับปะรดแนะนำให้ทานสดๆ ไม่ผ่านกระบวนการประกอบอาหารหรือผ่านความร้อนเพื่อป้องกันการสูญเสียวิตามิน โดยสับปะรดที่เริ่มนิ่มแล้วและมีน้ำเหนียวๆไหลออกมา แสดงว่าเริ่มเน่าหรือสุกมากจนเกินไป จึงไม่ควรรับประทาน



Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
16 กุมภาพันธ์ 2014





วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ผลไม้ฝรั่ง เข้ามาไทยได้อย่างไร

 ข้อมูลโดย wikipedia 
 

       
     ฝรั่งเป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีจุดกำเนิดอยู่ในประเทศในทวีปอเมริกากลางและหมู่เกาะอินดีสต์ตะวันตก หลักฐานทางโบราณคดีของประเทศเปรู (Perú) ชี้ให้เห็นว่า มีผลไม้ฝรั่งมาตั้งแต่ 800 ปีก่อนครืสตกาล โดยพ่อค้าชาวสเปนและโปรตุเกสเป็นผู้นำผลไม้ชนิดนี้ไปเผยแพร่ทั่วโลก

      ฝรั่งเข้ามาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 ส่วนในประเทศไทย คาดว่าเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คำว่าฝรั่งในภาษาอังกฤษคือ Guava ซึ่งมาจากคำในภาษาสเปนว่า Guayaba (กวาย้าบา) และ ภาษาโปรตุเกส คำว่า Goiaba (โกย้าบา)

 

     ฝรั่งเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี และวิตามิน เอ  มีมากกว่ามะนาวถึง 4 เท่า ทำให้ฝรั่งมีคุณค่าในการสร้างความต้านทานโรคหวัดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการแนะนำให้รับประทานฝรั่งเพื่อลดความอ้วน เพราะฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีความกรอบ เคี้ยวเพลิน และไม่เพิ่มน้ำหนัก คุณค่าทางอาหารประกอบด้วย วิตามินเอ , วิตามินซี , บี1 , บี2 , แคลเซียม , ฟอสฟอรัส , นอกจากนี้ยังมีสารพวกเพคตินและแทนนินจำนวนมากด้วย สำหรับคุณประโยชน์ทางอาหารสรุปได้ดังนี้ 

ข้อมูลโดย eduzones.com

วิตามินซีและวิตามินเอ
     ช่วยให้มีความต้านทานต่อโรคหวัดเพิ่มขึ้น บำรุงเหงือกและฟัน , ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
สารเพคติน 
     เป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้ท้องผูกได้ดี 
สารแทนนิน
      มีฤทธิ์เป็นยาฝาดสมาน สามารถบรรเทาอาการท้องร่วงและห้ามเลือดได้ , ช่วยสมานแผลและบรรเทาอาหารเจ็บคอ นอกจากนี้ยังช่วยระงับกลิ่นปากและรักษาแผลเรื้อรังเช่น น้ำกัดเท้า และผื่นคันจากผิวหนังที่ถูกใบไม้คันได้ด้วย ดังนั้นการกินฝรั่ง ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

 

ข้อมูลโดย exteen.com

     
     ทำไมเรียกชาวต่างชาติว่า "ฝรั่ง" คำว่าฝรั่งเป็นคำไทยทั่วไปที่ใช้เรียกชาวต่างชาติผิวขาว และในบางครั้งเราจะเรียกชาวต่างชาติที่มีผิวดำว่า ‘ฝรั่งดำ’ และแม้ว่าฝรั่งจะมีความหมายเป็นกลาง แต่บางครั้งก็อาจจะใช้ในความหมายเชิงดูถูกได้ขึ้นอยู่กับบริบท เช่น ฝรั่งตาน้ำข้าว ส่วนชาวต่างชาติที่มีท่าทีขี้งกและไม่เรียบร้อยนั้นจะถูกเรียกว่า ‘ฝรั่งขี้นก’ ได้

      ฝรั่งยังหมายถึงชาวต่างชาติได้ด้วยเช่นกัน ไม่ได้หมายถึงชนชาติผิวขาวที่มาจากยุโรปเท่านั้น แต่รวมถึงพวกที่มาจากทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และออสเตรเลียด้วย สำหรับที่มาของการเรียกชาวต่างชาติว่า ‘ฝรั่ง’ นั้นยังคงไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ก็มีผู้พยายามอธิบายถึงที่มาเอาไว้หลายประเด็นด้วยกัน 




      โดยคำอธิบายแรกนั้นอธิบายไว้ว่า ‘ฝรั่ง’ น่าจะมาจากภาษาโปรตุเกสคำว่า francês (ฟรานเซส) ที่ใช่เรียกชาวฝรั่งเศสที่มาไทยในเวลาไล่เลี่ยกัน เพราะชาวโปรตุเกส เป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยมาช้านานกว่า 500 ปี คนไทยเราอาจใช้คำว่า "ฝรั่ง" เรียกตามชาวโปรตุเกส ซึ่งหมายถึงคนผิวขาวมาจนกระทั่งทุกวันนี้

      แม้แต่ภาษาฝรั่งเศสเองคำว่า français (ฟรองเซ่ - ชาวฝรั่งเศส) ก็น่าจะเป็นคำที่คนไทยใช้เรียกชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในชนชาติยุโรปแรกๆ ที่เข้ามาสร้างความสัมพันธ์กับประเทศไทยในศตวรรษที่ 17 ด้วยเหตุนี้ในสมัยนั้นคนผิวขาวและคนฝรั่งเศสจึงมีความหมายเหมือนกัน


 

Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
15 กุมภาพันธ์ 2014
 

วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

มะละกอ เข้ามาประเทศไทยได้อย่างไร?

ข้อมูลโดย Dek-d.com และ Wikipedia
 

      มะละกอเป็นผลไม้ท้องถิ่นของประเทศในทวีปอเมริกากลางและใต้ มีหลักฐานว่าชาวพื้นเมืองการิเบ (Caribe) ในเขตชายฝั่งประเทศปานาม่า (Panamá) และโกโลมเบีย (Colombia) เป็นชนกลุ่มแรกที่ปลูกมะละกอกิน

ซึ่งชาวพื้นเมืองการิเบจะเรียกมะละกอเป็นภาษาพื้นเมืองว่า...อาบาบัย (Ababai) ภายหลังดินแดนแถบนี้ถูกชาวสเปนยึดเป็นอาณานิคมได้ในปี ค.ศ.1526 ชาวสเปนได้เรียกชื่อ อาบาบัย เพี้ยนเป็น ปาป๊ายา (Papaya) และเป็นที่มาของชื่อมะละกอ ในภาษาอังกฤษจนถึงทุกวันนี้


 




      หลังจากนั้นมะละกอก็ได้แพร่หลายเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพ่อค้าชาวสเปน & โปรตุเกสนำเข้ามาในคริสต์ศตวรรษที่ 16 - 17
สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการปลูกขยายพันธุ์จนแพร่หลาย ซึ่งสันนิษฐานกันว่า...ไทยอาจได้ชื่อผลไม้ชนิดนี้มาจาก เกาะมะละกา (ประเทศมาเลเซีย) จึงเป็นที่มาของคำว่า "มะละกอ" ในปัจจุบัน

     มะละกอเป็นไม้ผลชนิดหนึ่งสูงประมาณ 5-10 เมตร ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม นิยมนำมารับประทานทั้งสดและนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นได้

 

     มะละกอเป็นไม้ล้มลุก เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็กอยู่ภายใน กินไม่ได้

     นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน (Papain) ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้



Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
14 กุมภาพันธ์ 2014

วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ไข่ปลาคาเวียร์ (Caviar)

ข้อมูลโดย postjung.com
 

      "Caviar" มาจากภาษาเปอร์เซีย ว่า خاگ‌آور (Khag-avar) ซึ่งมีความหมายว่า “ไข่ปลาที่ปรุงรส” ซึ่งความจริงไม่ได้มาจากปลาคาเวียร์แต่อย่างใด โดยไข่นั้นได้มาจากปลาหลากหลายชนิด ส่วนมากจะนำมาจากไข่ปลาสเตอร์เจียน (Sturgeon) เพราะคำว่า "คาเวียร์" ในแถบเปอร์เซียหมายถึงปลาสเตอร์เจียน ซึ่งคาเวียร์ขึ้นชื่อว่า “เป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก” คาเวียร์ที่ชื่อเสียงจะได้มาจากฝั่งทะเลสาบแคสเปียน ในแถบประเทศอาเซอร์ไบจัน , อิหร่าน และรัสเชีย การรับประทาน คาเวียร์ นิยมตักไข่ปลาด้วยช้อนคันเล็กๆ ทาลงบนขนมปังแล้วรับประทาน




      โดยแหล่งที่ขึ้นชื่อว่ามีปลาสเตอร์เจียนชุกชุมคือ ทะเลสาบแคสเปียน ในอดีตเคยอาศัยอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ให้ชาวประมงรัสเซียได้จับกันเป็นจำนวน มาก จนทำให้ปลาลดจำนวนลง รัฐบาลรัสเซียจึงต้องออกกฎหมายห้ามจับโดยเด็ดขาด


 



     ในปัจจุบันทั้งทวีปยุโรป และอเมริกาเหนือ มีการล่าจับปลาสเตอร์เจียนกันมาก จนองค์การ CITES (ไซเตส - อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญ พันธุ์) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการค้าสัตว์และพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ทั้งหมดราว 30,000 ชนิด ได้เข้ามาควบคุมการจับปลาสเตอร์เจียนด้วย เพื่อไม่ให้สูญพันธุ์ 

 


ทั้งนี้เพราะได้มีการพบว่า ผู้คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า คาเวียร์ จากทะเลสาบแคสเปียนมีคุณภาพดีที่สุด จึงทำให้มีการซื้อขายคาเวียร์ปีละ 2,000–4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ CITES ก็ตระหนักดีว่าการปกป้องคุ้มครองปลาจำพวกนี้นั้น จำต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งศุลกากร, นักวิทยาศาสตร์ และชาวประมง จึงได้ออกกฎหมายบังคับห้ามจับปลาสเตอร์เจียน ในปริมาณที่เกินกำหนด อีกทั้งห้ามชาวประมงไม่ให้สร้างมลภาวะที่ร้ายแรงในทะเลสาบ และห้ามฆ่าปลาสเตอร์เจียนในช่วงก่อนอายุวางไข่ (15 ปี) รวมถึงให้มีการจำกัดโควตาการผลิต คาเวียร์ โดยให้ทุกประเทศที่อยู่เรียงรายรอบทะเลสาบแคสเปียนปฏิบัติตาม


สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
12 กุมภาพันธ์ 2014