วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

กระต่าย ภาษาตะวันตก พูดว่าอย่างไร

     ปัจจุบันนี้ กระต่ายได้กลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมของคนไปแล้ว ด้วยความน่ารัก มีขนปุกปุย สีขาวดูบริสุทธิ์ ดูไร้เดียงสา น่าทะนุถนอม ได้รับการนำมาเขียนเป็นตัวเอกในการ์ตูนอยู่หลายเรื่อง ที่แสดงความเฉลียวฉลาด และกระฉับกระเฉง

 
 กระต่ายบ้าน

ภาษาสเปน                          Conejo (โกเน้โฆะ)
ภาษาโปรตุเกส                    Coelho (โกเอ้ลยู)
ภาษาอิตาลี                          Coniglio (โกนิยิโอะ)
ภาษาฝรั่งเศส                       Lapin (ลาเปิง)
ภาษาเยอรมัน                       Kaninchen (คานิงเชิน)
ภาษารัสเซีย                          Кролик (โกรหลิก)
ภาษากรีก                             Κουνέλι (กุเน้หลิ)

 
กระต่ายป่า
Liebre (เลียเบระ)
Lebre (แลบรือ)
Lepre (แลเประ)
Lièvre (ลิเอ้เวอะ)
Hase (ฮาเสอะ)
Заяц (ซายัส)
Λαγός (ลากอส)

ข้อมูลจาก Dek-D.com
 
10 สุดยอดความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับ กระต่าย


 1. กระต่ายเลี้ยงง่าย เหมาะสำหรับซื้อให้เด็กมาเลี้ยงเล่น

รูปกระต่าย
  การซื้อกระต่ายให้เด็กเลี้ยงเล่น คือการทรมานสัตว์ เด็ก ๆ ส่วนมากมักไม่รู้วิธีดูแลกระต่าย ไม่รู้วิธีเล่นกับกระต่ายอย่างอ่อนโยน และอยากได้สัตว์ที่เอามาอุ้มเล่นกอดเล่นได้ แต่กระต่ายส่วนมากเป็นสัตว์ที่บอบบางมาก ๆ เป็นสัตว์ที่ถูกล่า การกระทำรุนแรงกับเขาเพียงนิดเดียวจะทำให้กระต่ายไม่ไว้ใจคนและเครียด แม้กระต่ายบางตัวจะยอมให้อุ้ม แต่บางตัวก็ไม่ยอมให้อุ้ม 

          สัญชาตญาณของกระต่าย คือ อยากอยู่กับพื้น อยู่ในโพรงที่เขารู้สึกปลอดภัยมากกว่า ถ้าไม่มีผู้ใหญ่ที่ให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระต่าย และคอยไม่ให้เด็กแกล้งกระต่าย การซื้อกระต่ายเป็นเพื่อนให้เด็กโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นอะไรที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง
รูปกระต่าย

 2.กระต่ายอึเหม็น

          อึของกระต่ายปกติจะไม่เหม็น ที่เหม็นคือฉี่ของกระต่าย จริง ๆ แล้ว เราสามารถฝึกกระต่ายให้เข้าห้องน้ำเป็นที่เป็นทางได้ โดยเขาอาจจะมีมุมห้องน้ำที่เขาชอบ(อาจจะมีสองสามมุม) เราแค่เอาห้องน้ำกระต่ายไปวางไว้ เขาก็จะจำกลิ่นและเข้าห้องน้ำได้เป็นที่เป็นทาง แต่ที่ไม่ควรทำคือเอาห้องน้ำของแมวที่มีสารดับกลิ่นมาใช้กับกระต่าย ถ้าจะรองก็ควรใช้แค่ขี้เลื่อย หรือหนังสือพิมพ์แทน 

 3. กระต่ายเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ราคาถูก

          การเลี้ยงกระต่ายไม่เหมือนเลี้ยงปลาหรือหนูแฮมสเตอร์ ค่าตัวของน้องเขาอาจแค่ไม่กี่ร้อยถึงหลักพันบาทเท่านั้น แต่ค่าดูแลรักษานั้นสูงกว่ามาก ๆ เช่น ค่าอุปกรณ์ อาหาร ค่าหมอ ฯลฯ นอกจากนี้คือ ค่าสิ่งของที่น้องเขาอาจไปทำลาย เนื่องจากกระต่ายมีนิสัยที่ห้ามไม่ได้คือ ชอบขุด และชอบแทะ เป็นเหมือนกันทุกตัว สายคอมพิวเตอร์ สายไฟ ฯลฯ ทั้งหมดต้องเก็บซ่อนให้พ้นฟันกระต่าย


รูปกระต่าย

 4. หิ้วด้วยหู

          กระต่ายน้อยของคุณไม่ใช่ Bug Bunny ! หูของกระต่ายเป็นบริเวณที่อ่อนไหวมาก ๆ การที่หิ้วหูแล้วน้องเค้าไม่ร้อง ไม่ได้แปลว่าเขาไม่เจ็บ

          การหิ้วหูอาจทำให้เจ็บถึงตายได้....ย้ำอีกครั้ง ห้าม หิ้ว หู กระต่าย เป็น อัน ขาด!!

          สำหรับวิธีอุ้มที่ถูกวิธีคือ เอามือดึงบริเวณหลัง แล้วเอามือพยุงก้นอีกข้างเพื่อช่วยรองรับน้ำหนัก หรืออาจใช้วิธีการช้อนใต้ท้องให้ขาหน้าอยู่ระหว่างนิ้วแล้วเอามืออีกข้าง พยุงก้น โดยวิธีนี้เราอาจจะพอดึงเข้ามากอดได้ แล้วแต่นิสัยของกระต่าย


รูปกระต่าย

 5. กระต่ายกินผักบุ้งกับแครอท เป็นอาหารหลัก

          อะไรที่กระต่ายกินเข้าไป ไม่ได้แปลว่ากินไปแล้วจะไม่มีปัญหา แครอทกินได้บ้าง แต่ผักบุ้ง ไม่สมควรเป็นอันขาด เพราะมียางสูง เขาไม่สามารถย่อยได้ กระต่ายเป็นสัตว์กินพืช แปลว่าไม่กินเนื้อสัตว์ (ต้องเขียนย้ำเพราะยังมีผู้เลี้ยงบางคนเอาเนื้อสัตว์ให้กิน)

          สำหรับอาหารที่มีแป้งสูง กินไม่ได้ทั้งนั้น เช่นมัน ขนม ผักบางชนิด แคลเซียมสูงเกินไป กระต่ายกินแล้วเป็นนิ่วได้ อาหารหลักที่ดีที่สุดสำหรับกระต่ายคือ หญ้า สามารถซื้อหญ้าแห้งตามร้านอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง หรืออาจจะเก็บหญ้าขนสดข้างทางนำมาล้างให้สะอาดก็ทำได้ ส่วนผักนั้นกินได้เป็นบางชนิด สำหรับบางชนิดนั้นไม่ดีต่อกระต่ายเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดอาการท้องผูกหรือท้องเสีย ซึ่งเป็นอาการที่เป็นอันตรายถึงชีวิต แค่ให้อาหารผิด ลืมล้างผัก อาจทำให้ท้องเสียถึงตายได้ ดังนั้น ผู้เลี้ยงควรศึกษาเรื่องโภชนาการสำหรับกระต่ายก่อนอย่างยิ่ง


รูปกระต่าย

 6. กระต่ายแคระ

          กระต่ายแคระตัวหนักไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัมมีจริง คือพันธุ์ Netherland Dwarf หรือ ND สำหรับกระต่ายบ้านที่เอามาเลี้ยงพันธุ์เล็ก ๆ อีกสายพันธุ์คือ Holland Lop น้ำหนักอยู่ที่ประมาณหนึ่งกิโลกรัมปลาย ๆ ....อ้าว แล้วอันนี้เข้าใจผิดตรงไหน??

          กระต่ายที่วางกระจาดขาย หรือใส่กรงเล็ก ๆ ขายตามตลาดนัดที่คนขายอ้างว่าเป็น "กระต่ายแคระ" ส่วนมากไม่ใช่ กระต่ายแคระจริง ๆ ราคาหลักร้อยไม่มีแน่นอน โดยมากจากฟาร์มราคาจะหลักพัน ซึ่งส่วนมากที่นำมาขายคือกระต่ายเด็ก.. หรือกระต่ายที่ไม่หย่านม โดยกระต่ายเหล่านี้มักจะถูกนำมาขายเมื่ออายุได้แค่เดือนเดียว ซึ่งยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่ต้องการ ร้อยละ 95 ของผู้ซื้อ เลี้ยงไม่รอด และกระต่ายจะตายภายในไม่กี่อาทิตย์ เชื่อว่ากระต่ายที่หลายคนแห่ไปซื้อกันช่วงปีใหม่ก็ติดโผในนี้ด้วย

          ถามว่าทำไมถึงยังมี ขายอยู่?... คำตอบคือ เนื่องจากมี demand ก็ต้องมี supply ถ้าหยุดซื้อ.. ก็จะหยุดคนขายได้ เลิกซื้อนะครับ กระต่ายเด็ก 


รูปกระต่าย

 7.เลี้ยงกระต่ายต้องเลี้ยงเป็นคู่ เดี๋ยวน้องเค้าเหงา

          กระต่ายต้องการความรักตลอดเวลา สำหรับวิธีแสดงความรักของกระต่ายคือ การเลียมือ เข้ามาคลอเคลีย กระต่ายเป็นสัตว์ที่ชอบการสัมผัสมาก ๆ การที่เรามีเวลาให้เขาหนึ่งชั่วโมงต่อวัน แค่นี้ก็เพียงพอ เลี้ยงตัวเดียวก็ไม่เหงา

          จริง ๆ เคยอ่านบทความของฝรั่งเขาว่ากระต่ายมีแนวโน้มที่จะเข้ากับสัตว์อื่น(คน) ได้มากกว่ากระต่ายตัวอื่นด้วยซ้ำ เพราะกระต่ายบางทีมีการหวงพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวผู้ vs ตัวผู้ ส่วนการเลี้ยงกระต่ายร่วมกับสัตว์อื่น เช่น แมว และสุนัข แนะนำว่าต้องศึกษานิสัยของสัตว์เลี้ยงเดิมอย่างดีก่อน แล้วก็ต้องคอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะความผิดพลาดครั้งเดียวเป็นการสูญเสียได้

          ส่วนคนที่ซื้อกระต่ายเป็นคู่ แนะนำอย่างยิ่งว่าให้นำไปทำหมัน เพราะกระต่ายใช้เวลาตั้งท้องเพียงเดือนเดียวเพื่อคลอดลูกมา 4-5 ตัวต่อครอก การเลี้ยงโดยไม่ทำหมัน ปล่อย ๆ มีลูก.. จากสองตัวทวีคูณเป็นยี่สิบได้ภายในไม่กี่เดือน ดังนั้น คิดจะเลี้ยง คิดจะรัก ต้องรู้จักป้องกันนะจ๊ะ


 8. เลี้ยงไม่ไหวแล้ว ไปปล่อยป่าดีกว่า

          ต่อจากข้อ 7. ผู้เลี้ยงบางท่าน (คนใกล้ตัวก็มี) เลือกที่จะปล่อยกระต่าย ด้วยเหตุผลที่ว่าเลี้ยงไม่ไหว เบื่อ ไม่เห่อแล้ว ลูกออกมาเยอะเกิน ที่หอไม่ให้เลี้ยง (ไม่ถามก่อนฟะ?) ฯลฯ

          การปล่อยกระต่ายเข้าป่า = ฆ่ากระต่าย 

          กระต่ายบ้าน (rabbit) ไม่เหมือนกระต่ายป่า (hare) สัญชาตญาณการเอาตัวรอดอะไรไม่ดีพอที่จะอยู่รอดในฝูงนักล่า ถึงอยู่รอดจากหมาแมวได้ ก็จะเจอกับปัญหาเรื่องอาหารการกิน ฯลฯ สำหรับกรณีที่ไม่ไหวจริง ๆ ให้ลองเสิร์จหาเกาะกระต่าย บึงฉวาก กันดูนะ


รูปกระต่าย


 9. กระต่ายโง่ กินกับนอนเป็นอย่างเดียว

          จริง ๆ แล้วกระต่ายค่อนข้างฉลาดพอสมควร เพียงแต่ไม่ฉลาดประจบเอาใจเหมือนหมาแมว แต่มักจะฉลาดเอาตัวรอด ฉลาดที่จะหาอะไรให้ตัวเอง เพราะกระต่ายเป็นสัตว์ที่มีโลกส่วนตัวสูง การจะฝึกให้ทำอะไรตามใจเจ้าของเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ถ้าไม่มีแรงจูงใจให้กับเขาเอง ทั้งนี้ ผู้เลี้ยงกระต่ายหลายคนจะพบว่า กระต่ายจะมาหาเรา เมื่อเขาอยากมาหา เวลาที่เขาไม่อยากมาอ้อนเรา เรียกให้ตายยังไงเขาก็ไม่มา

          บางครั้งเขาอาจจะเข้าใจว่าเราอยากให้เขาทำอะไร แต่ในใจเขาอาจจะคิดว่า "แล้วไง แล้วฉันจะได้อะไร?" ...กระต่ายสามารถถูกฝึกให้เข้าห้องน้ำเป็นที่ได้ วิ่งขึ้นลงบันไดเป็น เปิดประตูเปิดกรงเอง บางตัวจำชื่อตัวเองได้ด้วยล่ะ


รูปกระต่าย
 10. กระต่าย ตายง่าย.. อายุสั้น
          เป็นความเชื่อที่ผิด ส่วนหนึ่งมากจากผู้เลี้ยงกระต่ายเด็กแล้วไปไม่รอด ตายภายในไม่กี่วัน ส่วนผู้เลี้ยงกระต่ายอื่น ๆ ทั่วไป ที่อาจดูแลไม่ดี หรือไม่ได้ศึกษาข้อมูลเพียงพอ หรือเลี้ยงแบบตามใจ อาจจะอยู่ได้เพียง 3-4 ปี แต่อายุขัยของกระต่ายจริง ๆ คือ 8-12 ปี ถ้าเลี้ยงดูอย่างดี พาไปทำหมันเรียบร้อย ไม่เครียดไม่อะไร น้อง ๆ จะอยู่กับเราได้นาน 
          ทั้งนี้ การเลี้ยงกระต่ายต้องอาศัยความเอาใจใส่ ความรัก และการสังเกตตลอดเวลา ความที่เป็นสัตว์ถูกล่า กระต่ายมักจะไม่แสดงอาการป่วยจนกว่าจะไม่ไหวจริง ๆ ในขณะเดียวกัน กระต่ายเป็นสัตว์ที่ไม่มีเสียงร้อง ไม่สามารถร้องอ้อน หรือส่งเสียงไม่สบายใจใด ๆ กระต่ายจะร้องได้ก็ต่อเมื่อทรมานสุด ๆ และเจ็บสุด ๆ เป็นเสียงก่อนตายเท่านั้น
          เพราะอย่างนี้กระมัง นักวิจัยถึงมักเอากระต่ายเป็นสัตว์ทดลองยา ดังนั้น...เมื่อรักจะเลี้ยงกระต่ายแล้ว ต้องดูแลให้สุดชีวิตด้วยนะจ๊ะ
จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
23 พฤศจิกายน 2012 

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ปลา ภาษาตะวันตก พูดว่าอย่างไร

     เมื่อพูดถึงปลา บางคนนึกไปถึงอาหาร บางคนก็นึกถึงความสวยงาม ปลาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในน้ำ บางชนิดอยู่ในแม่น้ำ (น้ำจืด) บางชนิดอยู่ในทะเล (น้ำเค็ม) เป็นสัตว์เลือดเย็น ออกลูกเป็นไข่ (บางชนิดออกลูกเป็นตัว) มีทั้งขนาดเล็กจนอาจมองไม่เห็น และขนาดใหญ่กว่าคนหลายเท่า มีทั้งดุร้าย และเป็นมิตรกับมนุษย์

ภาษาสเปน                        Pez (เปส) , เนื้อปลา Pescado (เปสก๊าโดะ)
ภาษาโปรตุเกส                 Peixe (เปย์ชือ) , เนื้อปลา Pescado (เปสก๊าดุ)
ภาษาอิตาลี                       Pesce (เปสเชะ)
ภาษาฝรั่งเศส                   Poisson (พอยสฺซง)
ภาษาเยอรมัน                   Fisch (ฟิช)
ภาษารัสเ๊ซีย                     Рыба (รือบะ)
ภาษากรีก                         Ψάρι (ช่าหริ)


จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
22 พฤศจิกายน 2012

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

นก ภาษาตะวันตก พูดว่าอย่างไร

     นก เป็นสัตว์มีปีก ส่วนใหญ่จะบินในท้องฟ้าได้ เป็นสัตว์อีกประเภทหนึ่ง ที่คนนิยมนำมาเลี้ยงที่บ้าน (ส่วนใหญ่เลี้ยงในกรง) บ้างก็มีสีสันสวยงาม บ้างก็ดูน่าเกรงขาม บ้างก็ดูน่ากลัว บางชนิดก็ใกล้สูญพันธุ์แล้ว ส่วนมากใช้นำมาเป็นสัญลักษณ์ในเชิงบวก

ภาษาสเปน                    Pájaro (ป้าฆาโหระ)
ภาษาโปรตุเกส             Pássaro (ปาสซารู)
ภาษาอิตาลี                   Uccello (อุ๊กเชลโหละ)
ภาษาฝรั่งเศส               Oiseau (อัวโสะ)
ภาษาเยอรมัน               Vogel (โฟเกิล)
ภาษารัสเซีย                  Птица (ปตีสะ)
ภาษากรีก                      Πουλί (ปูลิ)

 ข้อมูลโดย library/envi/nature/birds




             
มารู้จักนกกัน

นกเป็นสัตว์ที่เราคุ้นเคยกันดี เสน่ห์อันชวนหลงใหลจากขนแสนสวย เสียงไพเราะ และปีกที่โบกบินอย่างอิสระ ทำให้นกเป็นเพื่อนที่น่ารัก และผูกพันกับมนุษย์มายาวนาน เราเปรียบนกเสมือนตัวแทนชีวิตเสรี เป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ นกที่ปรากฏตัวในธรรมชาติ ช่วยเติมสีสันและประดับโลกให้งดงาม ที่สำคัญคือนกเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ที่เอื้อประโยชน์ต่อมนุษย์และธรรมชาติอย่างมหาศาล

ลักษณะทั่วไปของนก

นกเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่มีกระดูกสันหลัง มีตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าแมลง ไปจนถึงสูงใหญ่หลายเมตร อีกทั้งยังมีพฤติกรรมแตกต่างกัน แต่ไม่ว่านกจะมีรูปร่างและพฤติกรรมต่างกันเพียงใด ทุกชนิดก็มีโคลงสร้างร่างกายเหมือนกัน

สีสันบนขนนก
นกเป็นสัตว์ที่มีขนสวยงาม และมีสีสันหลากหลายมากที่สุด ส่วนใหญ่นกตัวผู้กับตัวเมียจะมีสีสันต่างกัน รวมทั้งนกวัยหนุ่มกับนกโตเต็มที่ด้วย สีของขนนกเกิดจากเม็ดสีต่างๆ ทำให้เกิดเป็นสีเหลือง แดง เขียว ฯลฯ สำหรับนกที่ไม่มีเม็ดสี ขนจะเป็นสีขาว เช่น นกนางนวล นกยาง ฯลฯ การสะท้อนและหักเหของแสงซึ่งเป็นผลจากคุณสมบัติทางกายภาพ ของเส้นขนเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสีขน สีขนของนกมีความสำคัญคือ ช่วยพรางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เพื่อประโยชน์ในการหลบซ่อนศัตรูหรือเพื่อซุ่มจับเหยื่อ และช่วยดึงดูดเพศตรงข้ามในฤดูผสมพันธุ์
พฤติกรรมที่น่าสนใจ
นอกเหนือจากการบินที่เป็นพฤติกรรมเด่น นกแต่ละชนิดจะมีการแสดงออกทางพฤติกรรมต่างกันไป โดยมีการพัฒนารูปร่างและอวัยวะให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการหาอาหาร ติดต่อสื่อสาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ หรือพฤติกรรมทางสังคมอย่างการรวมฝูง นอกจากนี้นกบางชนิดสามารถแสดงพฤติกรรมพิเศษออกไป เช่น เลียนเสียงนกชนิดอื่นได้
การหาอาหาร
นกมีการพัฒนารูปร่าง ปีก ขา และปาก จนมีลักษณะเหมาะสม ช่วยให้หากินอาหารได้สะดวก ในแต่ละวันนกต้องการอาหารจำนวนมาก เพราะนกจะย่อยอาหารอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้มีน้ำหนักตัวมากเกินไปขณะบิน ตามปกตินกหากินอาหารในช่วงเช้าและบ่าย หยุดพักในช่วงเวลากลางวัน นกที่กินเมล็ดพืชหรือแมลงอาจหาอาหารตลอดทั้งวัน ส่วนนกกินเนื้อสัตว์จะหาอาหารเมื่อหิว นกขนาดใหญ่สามารถอดอาหารได้นานกว่านกเล็กๆ
นกบางชนิดก็หากินร่วมกันเป็นฝูงเช่น ฝูงนกนางนวลบินร่อนช่วยกันหาปลาตามชายทะเล ฝูงเป็ดน้ำหากินตามบึงน้ำนับร้อยตัว การหากินร่วมกันเป็นฝูงใหญ่ ช่วยให้นกหาอาหารง่ายขึ้นและได้ปริมาณมากกว่าหากินตามลำพัง รวมทั้งยังช่วยกันระวังภัยได้ดีกว่า
อาหารของนก
นกแต่ละชนิดกินอาหารต่างกัน มีทั้งน้ำหวานดอกไม้ เมล็ด ผลและส่วนอื่นๆของพืช แมลง และสัตว์ นกส่วนใหญ่จะกินอาหารประเภทเดียว เช่น นกเขากินเมล็ดพืช เหยี่ยวกินเนื้อสัตว์ เป็นต้น แต่มีนกหลายชนิดที่กินอาหารได้หลายอย่าง เช่น อีกา นกเอี้ยง นกที่ปรับตัวให้กินอาหารได้หลายอย่าง สามารถหาอาหารได้ง่าย ช่วยให้มีโอกาศรอดชีวิตสูงกว่านกที่กินอาหารได้เพียงอย่างเดียว

จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
21 พฤศจิกายน 2012  

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

หนู ภาษาตะวันตก พูดว่าอย่างไร

     หนู เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ฟันแทะ ขนาดเล็ก ออกลูกคราวละมากมาย เมื่อพูดถึงมัน ก็มีความเห็นหลากหลาย บางคนก็ว่ามันเป็นพาหะนำโรคบ้าง เป็นสัตว์ทดลองบ้าง เป็นสัตว์เลี้ยงที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูบ้าง แต่คราวเราลองมาดูกันว่า หนูในภาษาตะวันตกพูดว่าอะไรกันบ้าง

ภาษาสเปน                      Ratón (ราโตน) หนูตัวผู้ , Rata (ร้าตะ) หนูตัวเมีย
ภาษาโปรตุเกส               Rato (คราตู)
ภาษาอิตาลี                     Ratto (รัตโตะ)
ภาษาฝรั่งเศส                  Rat (ครา)
ภาษาเยอรมัน                  Ratte (รัทเทอะ)
ภาษารัสเซีย                    Крыса (กรือสะ)
ภาษากรีก                       Αρουραίος (อารูไรโอส)

ข้อมูลจาก kapook.com
          
           แกสบี้เป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์มาเป็นร้อย ๆ ปี เชื่อกันว่า หนู คาปิบาร่า เป็นต้นตระกูลของหนูแกสบี้ มีลักษณะตัวใหญ่ และขนสั้นหยาบมาก

           มีความเชื่อว่า หนู แกสบี้ เริ่มอัพเลเวลจากสัตว์ป่ามาเป็นสัตว์เลี้ยงระหว่าง 9,000 และ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อชนชาวพื้นเมืองในอเมริกาใต้ คือพวกอินคา ใช้เนื้อของแกสบี้เป็นอาหาร โดยนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง เพื่อใช้ประกอบอาหาร และเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา


           ต่อมาหนูแกสบี้ ก็ย้ายสำมะโนครัวไปยุโรปโดยชาวดัตช์มากว่า 300 ปีแล้ว และนับจากนั้นมาหนูแกสบี้ก็ถูกเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงและเป็นอาหาร มีการคัดเลือกพันธุ์เพื่อให้ได้ลักษณะสวยงาม และสีสันใหม่ ๆ เพื่อการประกวดมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระหว่างและหลังปี ค.ศ. 1600 หนูแกสบี้เป็นที่นิยมมากในเหล่าขุนนางและขนชั้นสูงของยุโรป แม้กระทั่งพระนางเจ้าเอลิชาเบธที่ 1 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ก็ยังทรงเลี้ยง ๆ ไว้ดูเล่น

           ในราวศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษก็ได้อพยพเข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้นำเอาหนูแกสบี้ที่ได้เพาะพันธุ์และมีพัฒนาจนมีความสวยงาม ย้อนกลับเข้าไปในทวีปอเมริกาเหนือจนเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ มาจนปัจจุบัน โดยได้มีการจัดตั้งสมาคมของผู้เลี้ยงหนูแกสบี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1910 ที่รู้จักกันดีในนามของ สมาคมผู้เพาะพันธุ์หนูกินนี่พิกแห่งอเมริกา (American Cavy Breeders Association หรือ ACBA) ในปัจจุบันยังมีมาตรฐานทางยุโรปอีกที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายใน สมัยแรก ๆ แกสบี้มีลักษณะขนที่สั้นและหยาบ ในไทยคิดถึงหนูขวัญ หนูตะเภาบ้านเราในสมัยก่อนก็ได้ ที่ขนเส้นใหญ่และหยาบ เทียบได้กับไม้กวาดบ้าน แต่สมัยนี้ แม้แต่ขนหนูขวัญ และตะเภาก็นิ่มขึ้นแล้วนะคะ 



           บรีดเดอร์บ้านเราเอาแกสบี้ไปลงผสมค่ะ แต่จะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ไม่ทราบ แต่ปัจจุบันนี้ หนูขวัญและหนูตะเภา มีโครงสร้างที่ใหญ่มากขึ้น และสีสันสวยงามมากขึ้นไม่แพ้แกสบี้

           แกสบี้ในสมัยแรก ๆ ก็มีขนเส้นใหญ่พอ ๆ ก็หนูขวัญบ้านเราเลยค่ะ แต่กาลเวลาที่ผ่านไปหลายร้อยปี ยีนมีการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดยีนด้อยออกมาตัวหนึ่ง ซึ่งทำให้หนูขนหยาบ ๆ ธรรมดากลายเป็นหนูขนไฟเบอร์งามวิ๊บวับขึ้นมาได้ในสมัยก่อนที่หลินจะเกิด หรือเกิดมาแล้ว แต่ตายแล้วเกิดใหม่มาเป็นทาสคุณหนูในชาตินี้ก็ไม่รู้ การที่ได้หนูซาตินแต่ละตัว เรียกได้ว่า หายากมาก ๆ ถือเป็นของแปลก ก็แน่ล่ะใครเห็นชาติตัวจริง รับรองเงาติดตากลับไปนอนฝันถึงเลยล่ะ การที่จะได้มาแต่ละตัวถือว่าฟลุกมาก และยังขาดองค์ความรู้ในการพัฒนาสายพันธุ์ให้ดีพอ


           บรีดเดอร์สมัยก่อนโน่น คาดว่าก่อนเมนเดล บิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์ จะค้นพบเรื่องยีนเด่น ยีนด้อยมีความเชื่อว่า ต้องเอาซาตินผสมกับซาติน เท่านั้นถึงจะได้ซาติน ซึ่งที่จริงก็ไม่ผิดอะไร เพราะยีนซาตินเป็นยีนด้อย เมื่อนำยีนด้อยลงผสมด้วยกัน ก็ต้องได้ยีนด้อยเท่านั้น แต่ผลปรากฏว่า ลูกหนูซาตินที่ได้จากพ่อแม่ที่เป็นซาตินทั้งคู่มักได้ โครงสร้างที่เล็ก ตัวเล็ก และมันอายุไม่ยืน หรือสุขภาพไม่แข็งแรง จึงทำให้หนูตินไม่เป็นที่นิยมกันมากและทำได้ยาก เพราะผสมได้น้อย

           สมัยใหม่กับองค์ความรู้ที่ได้พัฒนามา ทำให้รู้ว่า เราสามารถทำหนูขนซาตินได้จากการผสมหนูซาตินกับหนูขนธรรมดา ได้หนูลูกครึ่งที่เราเรียกว่า “สปริทย์ซาติน” ซึ่งโดยจะมีลักษณะขนนิ่ม เงางาม มากขึ้น และการนำหนูสปริทย์ไปลงผสมกับหนูซาติน หรือหนูสปริทย์ด้วยกันเอง ก็มีโอกาสได้ซาตินที่มีโครงสร้างและมีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น


จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56 
กลุ่ม "รวมบาป"
20 พฤศจิกายน 2012

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แมว ในภาษาตะวันตกพูดว่าอย่างไร

     เมื่อมีคนพูดถึง "เเมว" เราก็มักจะนึกถึงความน่ารัก และขี้ประจบ (เวลาหิว) ของพวกมันเสมอ  เป็นสัตว์รักความสะอาด รักบ้าน ดวงตาของแมวตอนกลางคืนจะกลมโตกว่าในเวลากลางวัน แล้วภาษาตะวันตกพูดว่าอย่างไรกันบ้าง

ภาษาสเปน                      Gato (ก๊าโตะ)
ภาษาโปรตุเกส               Gato (ก๊าตู)
ภาษาอิตาลี                     Gatto (กัตโตะ)
ภาษาฝรั่งเศส                  Chat (ชา)
ภาษาเยอรมัน                  Katze (คัทเสอะ)
ภาษารัสเซีย                    Кошка (โกชกะ)
ภาษากรีก                        Γάτα (ก๊าตะ)

ข้อมูลจาก kapook.com
 
แมว เป็นสัตว์อีกหนึ่งชนิดที่ปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าต่าง ๆ มากมาย และถูกเล่าต่อกันมาจนกลายเป็นความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ หรือนิสัยของแมวบางอย่างที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่ หลาย ๆ คนอยากรู้ว่า สัตว์ที่ดูนิ่งเงียบ ลักษณะท่วงท่าการเดินที่สง่างามเหล่านี้ มีความลับอะไรที่เจ้าของอย่างเรา ๆ ยังไม่รู้อีกหรือไม่ วันนี้เราก็เลยนำความลับของแมวมาเปิดเผยกันค่ะ
1. เชื่อว่าแมวจะขโมยลมหายใจของทารก

           จริง ๆ แล้วแมวไม่ได้มีเจตนาร้ายใด ๆ กับทารกของคุณหรอกนะคะ เพียงแต่ว่าพวกมันชอบหาที่อบอุ่น ๆ และสบาย ๆ นอน ซึ่งลมหายใจของทารกเป็นอุณหภูมิที่แมวต้องการพอดี ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้แมวชอบเข้าไปคลุกคลีกับทารกบ่อย ๆ เท่านั้นเอง แต่ทั้งนี้คุณก็ไม่ควรให้แมวเข้าใกล้ทารกของคุณมากเกินไปเพราะเด็กอาจจะติด เชื้อโรค หรืออาจจะทำให้ทารกเกิดภูมิแพ้ได้
2. เชื่อว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเลี้ยงแมว

           จริง ๆ แล้วผู้หญิงที่ตั้งครรภ์นั้นไม่ควรสัมผัสตัวแมว หรือทำอะไรเกี่ยวกับแมวบ่อยนัก เพราะอาจจะทีโอกาสติดเชื้อท็อกโซพลาสโมซิสจากแมวได้ โดยเฉพาะในช่วงสามเดือนแรก ซึ่งหากทารกติดเชื้ออาจจะเกิดอาการสมองบวมน้ำ ประสาทตาอักเสบ หรืออารมณ์ผิดปกติ ฉะนั้นหญิงตั้งครรภ์จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสตัวแมว และของใช้ที่เกี่ยวกับแมวทั้งหมดดีกว่า

3. เชื่อว่าแมวดำคือสัญลักษณ์ของความโชคร้าย

           จากผลการสำรวจผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ในปี 2000 พบว่าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสแมวขอสีดำ หรือแมวขนสีเข้มมากกว่าแมวขนสีอ่อน ๆ ถึง 4 เท่า นั่นเป็นเพราะว่าตามผิวหนัง และในน้ำลายของพวกแมวขนสีดำ หรือแมวขนสีเข้มมีสารสำคัญในการก่อภูมิแพ้ที่เรียกว่า Fel.d1 สะสมอยู่มากกว่าแมวขนสีอ่อน ด้วยสาเหตุนี้เองที่ทำให้หลาย ๆ คนเชื่อว่าแมวดำจะความโชคร้ายมาให้นั่นเอง
4. เชื่อว่าแมวมี 9 ชีวิต

           ความเชื่อที่ว่าแมว มี 9 ชีวิตนั้นถูกเล่าขานเป็นตำนานกันออกไปต่าง ๆ นานาทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นในประเทศแถบยุโรป เอเชีย อเมริกา หรือแอฟริกา โดยเฉพาะในประเทศอียิปต์ที่นับถือว่า แมวเป็นตัวแทนของเทพเจ้าเลยทีเดียว เหตุที่ทำให้ผู้คนต่างคิดว่าแมวมี 9 ชีวิตอาจจะเนื่องมาจากว่า ลำตัวของแมวมีความยืดหยุ่นสูง จึงทำให้สามารถกระโดดจากที่สูงได้โดยไม่บาดเจ็บ และแมวก็สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยอยู่กับผู้คนเท่านั้นเอง
5. เชื่อว่าแมวสามารถลงพื้นได้อย่างปลอดภัยทุกครั้ง

           ถึงแม้แมวจะมีร่างกายที่ยืดหยุ่นสูง แต่ก็ใช่ว่าพวกมันจะกระโดดลงจากที่สูงลงมาได้อย่างปลอดภัยเสมอไป เพราะแมวก็มีสิทธิ์พลาด และพลั้งเผลอตกลงมาได้เช่นกัน ดังนั้นในบางครั้งแมวก็มีโอกาสเกิดบาดแผล และเกิดอาการบาดเจ็บได้เช่นกัน


6. เชื่อว่าเสียงครางหมายถึงแมวกำลังมีความสุข

           เสียงครางเป็นเสียงแรกที่แมวสามารถทำได้ ตั้งแต่อายุน้อย เพราะในขณะนั้นพวกมันไม่สามารถทำเสียงสูง หรือเสียงต่ำได้ จึงทำให้คุณได้ยินเสียงครางบ่อย ๆ และเข้าใจว่าแมวกำลังมีความสุข ฉะนั้นเสียงครางจึงไม่ได้หมายความว่าพวกมันกำลังมีความสุขเพียงอย่างเดียว เท่านั้น แต่อาจจะกำลังสื่อสารให้คุณรู้ว่าพวกมันกำลังป่วย หรือบาดเจ็บอยู่ก็เป็นได้

7. เชื่อว่าแมวไม่ชอบน้ำ

           ก็ใช่ว่าแมวทุกตัวจะกลัว หรือไม่ชอบน้ำเสมอไปหรอกนะคะ เพราะแมวบางตัวก็ชอบเล่นน้ำเหมือนกัน อย่างเช่นแมวสายพันธุ์ เตอร์กิชแวน ที่รักการว่ายน้ำเป็นชีวิตจิตใจ จนได้รับฉายาว่า "Swimming cat" เลยทีเดียว แต่ที่เราเห็นว่าแมวเลี้ยงส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใกล้จุดที่มีแหล่งน้ำสักเท่า ไหร่ ก็เพราะแมวคิดว่ามันไม่คุ้มกับการที่จะต้องหาเรื่องทำให้ตัวเองเปียก เพื่อแลกกับปลาตัวเล็ก ๆ ในสระ ทั้ง ๆ ที่มีอาหารจานใหญ่รออยู่ตรงหน้าแล้วนั่นเอง

8. เชื่อว่าแมวเป็นสัตว์หากินกลางคืน

           นั่นเป็นเพราะสายตาของแมวสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ผ่านแสงสว่างน้อย ๆ หรือความมืดในกลางคืนได้ดีกว่าแสงสว่างในตอนกลางวัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาโพล้เพล้ หรือใกล้ค่ำ จะเป็นเวลาที่เหมาะกับการล่าเหยื่อมากที่สุด แต่ก็ใช่ว่าแมวจะสามารถมองเห็นแม้ในที่มืดสนิทได้หรอกนะ



9. เชื่อว่าแมวชอบความสันโดษ

           ถึงแม้แมวจะได้อยู่รวมกันเป็นฝูงเหมือนสัตว์ชนิดอื่น ๆ แต่พวกมันก็จะอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณเดียวกัน หรือบริเวณใกล้ ๆ กับแหล่งอาหารของพวกมันนั่นเอง โดยเฉพาะแมวเพศผู้ที่มีอายุประมาณ 18 เดือนขึ้นไป ก็จะออกไปหากินตัวเดียวมากกว่าแมวเพศเมีย ดังนั้นหากคุณไม่อยากให้แมวที่คุณเลี้ยงหนีออกไปอยู่นอกบ้าน ก็ควรจะเลี้ยงแมวตั้งแต่พวกมันอายุ 8 - 10 เดือน และควรเลี้ยงสองตัวขึ้นไป ก็จะทำให้พวกมันมีนิสัยอยู่ติดบ้านมากกว่า เลี้ยงแมวมีอายุ หรือเลี้ยงแมวแค่เพียงตัวเดียว 

           หลังจากที่เรานำคำตอบมาเฉลยกันแล้ว ก็อุ่นใจขึ้นได้แล้วใช่ไหมคะว่าแมวเป็นแค่สัตว์เลี้ยงตัวเล็ก ๆ ตาใส ๆ เท่านั้นไม่ได้มีพิษสง หรือซ่อนความลึกลับอะไรเอาไว้เลย ต่อไปหากกำลังคิดจะเลี้ยงสัตว์กัน ก็น่าจะมีแมวน่ารัก ๆ เอาไว้ที่บ้านสักตัว


 จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
19 พฤศจิกายน 2012

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สุนัข ภาษาตะวันตกพูดว่าอย่างไร

     "สุนัข" คือ สัตว์เลี้ยงของมนุษย์ที่เป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์และภักดีต่อเจ้าของ โดยมากชาวไทยเราเรียกกันทั่วไปว่า หมา เราลองไปดูกันดีกว่าว่า ภาษาตะวันตกเรียกเจ้าตูบพวกนี้ว่าอย่างไรกันบ้าง 

ภาษาสเปน                Can (กัน) หรือ Perro (เป๊โหระ)
ภาษาโปรตุเกส         Cão (เกาว)
ภาษาอิตาลี               Cane (ก๊าเหนะ)
ภาษาฝรั่งเศส            Chien (เชียง)
ภาษาเยอรมัน            Hund (ฮุนด์)
ภาษารัสเซีย              Собака (ซาบ้ากะ)
ภาษากรีก                  Σκύλος (ซะกีโลส)

ข้อมูลจาก kapook.com

 




         ว่ากันว่า สุนัข เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ โดดเด่นที่สุดเรื่องความซื่อสัตย์ ไม่ว่าเจ้าของจะดีหรือไม่ดีกับมันอย่างไรก็ตาม แต่สุนัขก็จะไม่ทิ้งนายง่าย ๆ แต่นอกจากความจงรักภักดีแล้ว สุนัขบางตัวยังมีความกล้าหาญอย่างมาก และสร้างประโยชน์ให้กับผู้เลี้ยง รวมถึงสร้างประโยชน์ให้มวลมนุษยชาติมาแล้วมากมายในอดีต และวันนี้เราก็ขอแนะนำให้รู้จักกับ 11 สุนัขผู้กล้า ในประวัติศาสตร์ กับวีรกรรมที่น่าชื่นชมของพวกมันกันค่ะ



1. เจ้าบัลโต สุนัขที่ช่วยรักษาเมืองไว้ได้จากโรคระบาด

         ในปี พ.ศ. 2468 เกิดโรคคอตีบแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรงที่เมืองโนม รัฐอลาสกา ผู้คนในเมืองจึงต้องการวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคทางอากาศ แต่ยาถูกนำเข้ามาและยังอยู่ที่ท่าเรือไม่สามารถเข้ามาในเมืองได้ เนื่องด้วยสภาพอากาศที่หนาวเหน็บอย่างรุนแรงในแถบขั้วโลกเหนือ จึงทำให้การขนส่งต่าง ๆ หยุดชะงัก

         ด้วยเหตุนี้ การเดินทางขนส่งวัคซีนจึงจำเป็นต้องใช้ทีมลากเลื่อน แต่ทว่าหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก ก็ทำให้ "กันนาร์ การ์เซน" ผู้ขับเลื่อนไม่อาจมองเห็นเส้นทางได้ เขาจึงมอบหมายภารกิจสำคัญนี้ให้กับเจ้าสุนัขที่ชื่อ บัลโต ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาถึง 7 วัน จนในที่สุดเจ้าบัลโตก็ทำได้สำเร็จลุล่วง ปัจจุบันรูปปั้นของ บัลโต ถูกสร้างตั้งตระหง่านอยู่กลางเซ็นทรัลพาร์ค ในเมืองนิวยอร์กซิตี้



2. สุนัขพันธุ์ เบลเจี้ยน มาลินอยส์

         เบลเจี้ยน มาลินอยส์ เป็นหนึ่งในสี่สุนัขต้อนแกะสายพันธุ์เบลเจี้ยน เป็นสุนัขระวังภัยที่ปรับตัวได้ดีกับสถานการณ์อันตราย เพราะเป็นสุนัขที่มีทั้งความเร็ว พละกำลัง และความคล่องแคล่ว เบลเจี้ยน มาลินอยส์ มักจะถูกใช้ในหน่วย SWAT และในกองทัพทั่วโลก เนื่องจากสุนัขพันธุ์นี้ง่ายต่อการฝึกให้รับผิดชอบในหน้าที่ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการตรวจค้นหายาเสพติดและวัตถุระเบิด รวมถึงภารกิจค้นหาและช่วยเหลือมนุษย์




3. ไลก้า สุนัขอวกาศตัวแรกของโลก

         เจ้าไลก้า สุนัขพันธุ์เทอร์เรียร์ผสม เพศเมีย ที่ออกเดินทางไปยังอวกาศโดยดาวเทียมสปุตนิก 1 ของสหภาพโซเวียต เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2500 นับว่าเป็นสัตว์ตัวแรกที่ออกไปเหยียบนอกโลก หลังจากถูกส่งขึ้นไปในอวกาศไม่นาน ไลก้า มีชีพจรสูงผิดปกติ แต่ไม่นานก็กลับมีชีพจรต่ำลง แสดงให้เห็นว่า ไลก้า มีความเครียดสูง จากนั้นระบบควบคุมอุณหภูมิของยานอวกาศทำงานผิดปกติ ทำให้ ไลก้า ตายด้วยความร้อนสูง และอาการตื่นตระหนก
         ตามรายงานระบุว่า ไลก้า อยู่ได้เพียง 5-7 ชั่วโมง หลังจากเริ่มปล่อยยาน แต่ ไลก้า ก็ทำประโยชน์ให้มวลมนุษยชาติ เพราะมันทำให้มนุษย์รู้ว่า เราสามารถอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักได้นาน ซึ่งหลังจากนั้น ยูริ กาการิน มนุษย์อวกาศชาวรัสเซียก็ขึ้นไปยังอวกาศได้เป็นคนแรกของโลก





4. สโมคกี้ ตัวเล็กแต่ใจใหญ่

         ถึงตัวเล็กแต่ใจใหญ่...ประโยคนี้ตรงกับ เจ้าสโมคกี้ อย่างไม่มีผิดเพี้ยน เรื่องราวของสุนัขพันธุ์ยอร์คเชียร์ เทอร์เรีย ที่มีจิตใจสุดแกร่ง หลังจาก บิล วีนน์ ไปพบเจ้าสโมคกี้ ในป่าที่ปาปัวนิวกินี และนำมาเลี้ยง ก่อนจะพามันเข้าร่วมสนามรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เจ้าสโมคกี้ ก็สามารถเอาตัวรอดในสถานการณ์อันตรายได้ดี

         ที่สำคัญ ครั้งหนึ่ง เจ้าสโมคกี้ ยังเคยช่วยชีวิต วีนน์ ด้วยการเห่าเตือนว่ากำลังมีขีปนาวุธที่ยิงมาจากเรือรบกำลังพุ่งมาทางเขา นอกจากนี้ มันยังสามารถกระโดดร่มที่ความสูง 9.1 เมตรจากพื้นดินได้ และหลังจากสงครามจบลง ทั้ง วีนน์ และเจ้าสโมคกี้ ได้เดินทางกลับบ้านที่คลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ในฐานะทหารผ่านศึก และมีรูปปั้นตั้งไว้เพื่อระลึกถึงมันที่เลควู้ด โอไฮโอนั่นเอง

5. นายจ่าสตับบี้

         เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ประเทศฝรั่งเศส สตับบี้ สุนัขพันธุ์พิตต์บูลผสม ได้กลายเป็นสิ่งนำโชคของหน่วยทหารราบที่ 102 ที่ร่วมรบในสงครามครั้งนั้น หลังจากมันได้ใช้ประสาทสัมผัสของมันดมกลิ่นจนรู้ว่าจะมีการรมควันพิษทาง อากาศ มันจึงเห่าเตือนให้กองกำลังทหารหน่วยนี้ใส่หน้ากากป้องกันได้ทันเวลา
         นอก จากนี้ สตับบี้ ยังปฏิบัติภารกิจค้นหาและช่วยเหลือ จนได้รับแต่งตั้งเป็นนายจ่าในกองกำลังนาวิกโยธินของสหรัฐอเมริกา และเป็นสุนัขเพียงตัวเดียวที่ได้รับตำแหน่งในกองทัพเช่นนี้...น่าปรบมือให้ เสียจริง ๆ


6. ฮาจิโกะ สุนัขผู้ซื่อสัตย์

         หลายคนคงเคยได้ดูภาพยนตร์เรื่อง ฮาจิโกะ (Hachiko) ซึ่งสร้างมาจากเรื่องจริงของ "ฮาจิโกะ" หนึ่งในสุนัขที่ซื่อสัตย์ที่สุดในโลกพันธุ์อากิตะ ที่จะมานั่งรอเจ้าของกลับจากที่ทำงานที่สถานีรถไฟชิบูย่าในกรุงโตเกียวทุก วัน แต่อยู่มาวันหนึ่งก็เกิดเหตุการสลดใจขึ้น เมื่อเจ้าของออกไปทำงานตามปกติ แต่เกิดหัวใจวายเสียชีวิตในที่ทำงานและไม่กลับมาบ้านอีก แต่ ฮาจิโกะ ก็ยังคงมาเฝ้ารอเจ้าของกลับบ้านที่สถานีรถไฟวันแล้ววันเล่า จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตมัน

         เรื่องราวของ ฮาจิโกะ เป็นที่ประทับใจไปทั่วโลก ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ที่เรียกน้ำตาผู้ชมได้ทุกคราว และปัจจุบันนี้ก็มีรูปปั้นของฮาจิโกะตั้งเป็นสัญลักษณ์อยู่ที่สถานีรถไฟชิบู ย่า และตั้งตรงบริเวณที่มันเคยนั่งรอเจ้าของในอดีตอีกด้วย


7. เพื่อนตูบคู่ยากในเหตุการณ์สึนามิญี่ปุ่น

         สุนัขนอกจากจะเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ของมนุษย์แล้ว มันยังช่วยเหลือกันเอง โดยเราจะเห็นได้จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่เข้าพัดโจมตีญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เราได้เห็นภาพอันน่าประทับใจของสุนัขตัวหนึ่งที่อยู่เคียงข้าง สุนัขอีกตัวหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บ และมันจะคอยส่งเสียงเพื่อหาคนมาช่วยเพื่อนของมันที่นอนได้รับบาดเจ็บอยู่ และสุดท้ายทีมช่วยเหลือก็สามารถช่วยเหลือสุนัขทั้งสองให้ปลอดภัยได้


8. เจ้ามองท์ สุนัขค้นหาผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหว

         มองท์ เป็นสุนัขช่วยชีวิตในทีมช่วยเหลือพิเศษสเปเดอร์ ในเมืองมิสโคล์ตของฮังการี ซึ่งเป็นทีมช่วยเหลือที่เดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ แผ่นดินไหว โดย เจ้ามองท์ จะทำการดมกลิ่นและทำสัญญาณบอกทีมช่วยเหลือได้ว่ายังมีผู้รอดชีวิตอยู่ใต้ซากตึกถล่มบริเวณไหนบ้าง และจากผลงานที่ดีของมัน ในปี พ.ศ. 2547 จึงมีการสร้างรูปปั้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับเจ้ามองท์ ตั้งอยู่ที่เมืองมิสโคล์ต บ้านเกิดของมันเอง ก่อนที่ เจ้ามองท์ จะเสียชีวิตในอีก 2 ปีถัดมา

9. เจ้ามัสทาช พุดเดิ้ลผู้กล้า

         มีเรื่องเล่ามาว่า ในช่วงที่เกิดสงครามออสเตอร์ลิทซ์ในปี พ.ศ. 2348 เจ้ามัสทาช สุนัขพุดเดิ้ลสีดำ ได้ค้นหาและช่วยเหลือสายลับชาวออสเตรียคนหนึ่ง นอกจากนี้ มันยังนำธงฝรั่งเศสกลับมายังที่ตั้งแคมป์ได้ แม้มันต้องสูญเสียขาจากการระเบิดของปืนใหญ่ เจ้ามัสทาช จึงได้รับเหรียญกล้าหาญจากวีรกรรมของมันในครั้งนี้

         อย่างไรก็ตาม ว่ากันว่า เรื่องราวของเจ้ามัสทาช เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องราวของมันก็เผยแพร่และดังไปทั่วโลก รวมถึงได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์อีกด้วย


10. พันโทแร็กส์ สุนัขส่งสารจอมอึด

         พลทหารเจมส์ โดโนแวน ในหน่วยทหารราบที่ 1 ของกองทัพสหรัฐ ฯ ได้พา เจ้าแร็กส์ สุนัขพันธุ์เทอเรียร์ เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในฝรั่งเศสด้วย โดยมอบให้ทำหน้าที่เป็นสุนัขส่งสารไปยังที่ต่าง ๆ ท่ามกลางอันตรายอย่างยิ่งยวดในภาวะสงคราม

         แม้ว่าจะสามารถเอาชีวิตรอดมาได้หลังจากสิ้นสุดสงคราม แต่ระหว่างเดินทางกลับบ้าน เรือโดยสารของโดโนแวนและเจ้าแร็กส์ ก็ถูกโจมตีด้วยแก๊สพิษ เจ้านายของมันเสียชีวิต ส่วนเจ้าแร็กส์ จอมอึด ก็รอดชีวิตมาได้อีกราวปาฏิหาริย์ เรื่องราวของมันโด่งดังไปทั่วประเทศ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "พันโทแร็กส์" ศพของมันถูกฝังอย่างมีเกียรติเยี่ยงทหารผู้เสียสละเพื่อชาติที่ซิลเวอร์ สปริง ในรัฐแมรี่แลนด์





11. สุนัขปฏิบัติภารกิจในอิรักและอัฟกานิสถาน

         ในสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน ได้มีการนำสุนัขหลากหลายสายพันธุ์ไปใช้งาน โดยเฉพาะให้ช่วยค้นหาระเบิดและปฏิบัติการค้นหายาเสพติด จึงทำให้สุนัขหลายตัวต้องสละชีวิตของมันในสนามรบ เพราะโดนระเบิดจากการปะทะกับกองกำลังฝ่ายกบฏ ซึ่งเป็นการพลีชีพในหน้าที่ที่น่ายกย่องเช่นกัน

         เป็นอย่างไรกันบ้างคะ หลังจากอ่านเรื่องราวของวีรกรรมสุนัขสุดกล้าหาญเหล่านี้ แทบไม่น่าเชื่อใช่ไหมคะว่าสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อย่างสุนัขจะสามารถช่วยโลกของเราไว้ได้มากมาย ดังนั้นเราในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกก็ควรช่วยเหลือกัน ไม่ให้น้อยหน้าน้องหมาเหล่านี้


จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
 18 พฤศจิกายน 2012