วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Raspberry


ข้อมูลโดย nanahealth.com
 
     
     Raspberry (ราสพ์เบอร์รี) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในยุโรป ผลสีแดงขนาดเล็ก มีทั้งรสหวานและเปรี้ยว สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศที่อบอุ่น ราสพ์เบอร์รี่นอกจากจะเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อด้านความอร่อยแล้ว ยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆมากมาย เช่น วิตามินC , วิตามิน A , วิตามิน B1,3,5,6,9 , วิตามิน E , โคลีน วิตามิน K เป็นต้น และนอกจากนี้ยังมีสาร Life Sciences ที่เชื่อว่าช่วยป้องกันโรคอ้วนได้ โดยการค้นพบนี้เป็นผลงานของนักวิจัยชาวญี่ปุ่นซึ่งได้ทดลองกับหนู แล้วพบว่าหนูีมีน้ำหนักลดลง ทั้งนี้ยังมีสารต้าน และยับยั้งอนุมูลอิสระหลายชนิด ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อีกตัวหนึ่งที่นำมาแปรรูปมากที่สุดเช่น แยม อบแห้ง น้ำผลไม้ราสพ์เบอร์รี่ ยังนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มต่าง ๆ และนำมาสกัดเป็นยาลดอ้วนได้อีกด้วย


     สารชนิดหนึ่งที่อยู่ในราสพ์เบอร์รี่เรียกว่า Ketone (คีโตน) เป็นสารที่อยู่ในพืชผักผลไม้ทั่วไปโดยเฉพาะราสพ์เบอร์รี่ถือว่ามีคีโตนมากพอสมควร ทำหน้าที่ควบคุมโปรตีน และช่วยเร่งการเผาผลาญพลังงานให้เร็วและนำไปใช้ได้มากขึ้น ทำให้ไขมันละลายได้มากขึ้น ส่งผลทำให้รูปร่างผอมลงเพราะไขมันส่วนเกินได้ถูกย่อยสลาย และยังส่งผลดีต่อการทำงานของเส้นเลือดฝอย ช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด ปัจจุบันนี้มีผลการวิจัยออกมาอย่างแพร่หลาย ถึงประสิทธิภาพของมัน และยังไม่ส่งผลข้างเคียงอันใดแก่ร่างกายด้วย
 
     
     นอกจากนี้ ราสพ์เบอร์รี่มีประสิทธิภาพในการรักษาและยับยั้งสารอนุมูลอิสระได้มากกว่ามะเขือเทศถึง 20 เท่าเลยทีเดียว และมีการนำสารสกัดจากราสพ์เบอร์รี่มาเป็นส่วนผสมในยาเพราะในผลของราสพ์เบอร์รี่มีวิตามิน C ที่เป็นสารสร้างภูมิคุ้มกันอยู่ถึง 26 เปอร์เซนต์ และเนื่องจากมีวิตามิน C และ E สูง จึงทำให้ท่านที่รับประทานเป็นประจำมีผิวพรรณที่สดใสเปล่งปลั่ง และยังลดอาการเลือดไหลไม่หยุดอีกด้วย เพราะมีวิตามิน K ที่ช่วยสร้างเกร็ดเลือดให้มีความแข็งแรง

ภาษาตะวันตกเรียก Raspberry ต่างกันดังนี้
ภาษาฝรั่งเศส Framboise (ฟรองบัวเซอ)
ภาษาโปรตุเกส Framboesa (ฟรัมบัวซา)
ภาษาสเปน Frambuesa (ฟรัมบ๊วยซา)
ภาษาเยอรมัน Himbeere (ฮิมเบเรอ)
ภาษารัสเซีย Малина (มาลีนา)
ภาษากรีก βατόμουρο (บาโตมูโร)


Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade deRamkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
26 กุมภาพันธ์ 2014





วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Cranberry

ข้อมูลโดย kapook.com
 

     Cranberry (แครนเบอร์รี่) เป็นหนึ่งในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีผลเล็ก ๆ สีแดงสด รสชาติหวานอมเปรี้ยว มักจะปลูกในแถบประเทศอเมริกา และแคนาดา แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ทานเจ้าผลไม้นี้แบบสด ๆ กันสักเท่าไหร่ มักจะได้ทานแครนเบอร์รี่ในรูปแบบที่ผสมมากับอาหารชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำผลไม้ ซอส แยม โยเกิร์ต รวมทั้งแครนเบอร์รี่อบแห้ง โดยแครนเบอร์รี่สด ๆ 100 กรัม มีสารอาหารมากมายดังนี้

          พลังงาน 46 กิโลแคลอรี
          ไฟเบอร์ 4.6 กรัม
          น้ำตาล 4.04 กรัม
          แคลเซียม 8 มิลลิกรัม
          แมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม
          แมงกานีส 0.15 มิลลิกรัม
          ฟอสฟอรัส 13 มิลลิกรัม
          โพแทสเซียม 85 มิลลิกรัม
          โซเดียม 2 มิลลิกรัม
          วิตามินซี 13.3 มิลลิกรัม
          วิตามินเอ 60 IU
          วิตามินเค 5.1 ไมโครกรัม
          แคโรทีน 36 ไมโครกรัม
          ลูทีน และซีแซนทีน 91 ไมโครกรัม


ประโยชน์ของ Cranberry

แก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 
     แครนเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรีย จึงมีสรรพคุณต่อกรกับโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื่องจากในแครนเบอร์รี่มีสารหลายชนิด โดยเฉพาะสารแทนนิน ที่ช่วยหยุดการเกาะตัวของแบคทีเรียอี โคไล ที่บริเวณผนังทางเดินปัสสาวะ คนที่เป็นโรคนี้ให้ดื่มน้ำแครนเบอร์รี่เข้มข้น ไม่มีน้ำตาลแก้วละ 250 มิลลิลิตรทุกวัน วันละ 3 แก้ว ถ้าจิบวันละ 1 แก้วจะช่วยป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นโรคนี้ได้อีก หรือรับประทานอาหารเสริมที่มีสารสกัดจากแครนเบอร์รี่วันละ 800 มิลลิกรัมก็จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายแข็งแรง นอกจากนี้ยังช่วยขจัดกลิ่นในปัสสาวะได้ด้วย

ช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากอากาศหนาว
     แครนเบอร์รี่มีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่มากับอากาศหนาวได้ และยังเหมาะที่จะนำไปทำเครื่องดื่มประเภทสมูธตี้ผลไม้ นำส้มคั้นลูกขนาดกลางหนึ่งลูก เกรปฟรุตครึ่งลูกคั้นเอาแต่น้ำใส่ในเครื่องปั่น เติมแครนเบอร์รี่ 2 กำมือและกล้วย 1 ผลลงไป ปั่นให้เข้ากัน ดื่มเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน และช่วยให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเหมือนอยู่ในฤดูร้อนที่แสนสดใส

ผิวพรรณและริมฝีปากเนียนนุ่มชุ่มชื่น
     แครนเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซี และแอนตี้ออกซิเดนท์จำนวนมากที่ช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื่น จึงเหมาะที่จะนำไปทำเป็นลิปมัน เพื่อป้องกันริมฝีปากแห้งแตกในช่วงหน้าหนาว โดยนำแครนเบอร์รี่ 10 ผลผสมกับน้ำมันสวีทอัลมอนด์ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา น้ำมันวิตามินอี 1 หยด ไปต้มจนเดือด นำส่วนผสมที่ได้ไปบดให้ละเอียดผ่านกระชอน เสร็จแล้วทิ้งไว้ให้เย็น นำมาทาเวลาปากแห้ง
     นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยพบว่า ในแครนเบอร์รี่มีสารโปรแอนโธไซยานิดีน (Proanthocyanidine) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสีกลุ่มสีม่วงที่ดีกับสุขภาพเส้นเลือดอีกด้วย แถมยังช่วยป้องกันโรคเหงือก และแผลในช่องท้องได้อีกต่างหาก

 

ในภาษาตะวันตกเรียก Cranberry ต่างกันดังนี้

ภาษาฝรั่งเศส - Canneberge (กันเนอแบรช)
ภาษาโปรตุเกส - Oxicoco (โอชิโกกู)
ภาษาสเปน - Arándano agrio (อารั้นดาโน อาเกรียว)
ภาษาเยอรมัน - Preiselbeere (พรายเซลเบเครอ)
ภาษารัสเซีย - Клю́ква (กลู๊กวา)
ภาษากรีก - Φίγγι (ฟีกกิ)


Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
25 กุมภาพันธ์ 2014

     

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Bilberry

ข้อมูลโดย dek-d.com

 

     Bilberry (บิลเบอร์รี่) เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ผลของบิลเบอร์รี่มีสีน้ำเงินม่วง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใกล้เคียง กับ Blueberry ของแถบอเมริกาเหนือ พบมากในประเทศแถบประเทศยุโรปตอนเหนือ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ที่มักจะนิยมนำผลบิลเบอร์รี่สุกมาทำเป็นแยมมานานกว่า 100 ปีแล้ว  

     บิลเบอร์รี่จัดเป็นทั้งอาหารและพืชสมุนไพร มีการใช้บิลเบอร์รี่ในการบรรเทาอาการท้องเสีย รักษาเส้นเลือดขอดและการอักเสบของเยื่อบุต่างๆ นอกจากนี้ยังนำส่วนของใบและก้าน ไปทำเป็นผลแห้งเพื่อทำเป็นผงชาสำหรับดื่มเพื่อสุขภาพกันอย่างแพร่หลายอีก มีสรรพคุณที่ทำให้ความสามารถในการมองเห็นตอนกลางคืนดีขึ้น และทำให้อาการเมื่อยล้าของดวงตาเมื่อใช้สายตานาน ๆ น้อยลง 

  ข้อมูลโดย Healthy Eyes by Bilberry
ประโยชน์ของ Bilberry

 
  
บิลเบอร์รี่กับสุขภาพดวงตา
      ความสนใจในการนำผลบิลเบอร์รี่มาใช้ประโยชน์ทางด้านสุขภาพมีมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนักบินทหารอากาศของสหราชอาณาจักร สังเกตว่าเมื่อรับประทานแยมบิลเบอร์รี่หรือผลบิลเบอร์รี่สุกก่อนทำการบินในเวลากลางคืน ทำให้ความสามารถในการมองเห็นในเวลากลางคืนดีขึ้น และทำให้อาการเมื่อยล้าของตาเมื่อต้องใช้สายตานาน ๆ น้อยลง

      ซึ่งต่อมาได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับบิลเบอร์รี่กันมากขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ของบิลเบอร์รี่ต่อสุขภาพดวงตา ซึ่งพบว่าบิลเบอร์รี่อุดมไปด้วยกลุ่มของสารสีน้ำเงินอมม่วงที่มีชื่อว่า แอนโธไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides) จัดเป็นสารประเภทฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก (Potent Antioxidant) ซึ่งเชื่อว่าสารนี้เองเป็นส่วนสำคัญที่ใช้บำรุงสุขภาพดวงตา ช่วยให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ที่เป็นโรคตามัวตอนกลางคืน (Night Blindness) นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันจอประสาทตา (Retina) จากการถูกทำลายโดยกระบวนการออกซิเดชันที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ช่วยลดอนุมูลอิสระในจอตา และยังช่วยสร้างโรดอพซิน (Rhodopsin) ซึ่งเป็นสารสีที่พบในจอรับภาพในตา ดังนั้นจึงมีการใช้บิลเบอร์รี่เพื่อป้องกันอาการเสื่อมที่เกิดกับดวงตา เช่น ต้อกระจก และโรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นต้น



บิลเบอร์รี่กับความแข็งแรงของหลอดเลือด

      บิลเบอร์รี่ยังสามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือด และลดโอกาสการเกิดสภาวะหลอดเลือดแข็ง ช่วยให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ช่วยลดภาวะหรืออาการปวดจากเส้นเลือดขอด รวมถึงการไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดฝอยในตา ซึ่งให้ผลดีในผู้ป่วยเบาหวาน เพราะโรคเบาหวานร่วมกับการมีความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดการทำลายหลอดเลือดใน ตาทำให้เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ เกิดโรคแทรกซ้อนทางตาได้ง่าย 


ประโยชน์อื่นๆ ของบิลเบอร์รี่
      นอกจากนี้บิลเบอร์รี่สามารถช่วยป้องกันโรคหรือบรรเทาอาการจากโรคติดเชื้อใน ทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากบิลเบอร์รี่มีสารประกอบที่สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็น สาเหตุบางชนิดได้ บิลเบอร์รี่ยังเป็นแหล่งของวิตามินเอ และซี ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ทำให้มีการใช้สำหรับบำรุงสุขภาพโดยรวม
 
     ปัจจุบันบิลเบอร์รี่ได้ถูกนำมาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากมายหลายยี่ห้อ ซึ่งเคล็ดลับในการเลือกซื้อที่สำคัญก็คือควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ผลิตจากสารสกัดบิลเบอร์รี่ที่มีการควบคุมมาตรฐาน (Standardized Extract) เพื่อจะได้ประโยชน์สูงสุดจากคุณค่าธรรมชาติในสารสกัดบิลเบอร์รี่ โดยคำเรียก Bilberry ของภาษาตะวันตก เหมือนคำเรียก Blueberry เลย เพราะเป็นผลไม้พันธุ์เดียวกัน อยากรู้ คลิกเลยที่ Blueberry

Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade deRamkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
24 กุมภาพันธ์ 2014



วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Blueberry

 ข้อมูลโดย Wikipedia


     Berry (เบอร์รี) คือผลไม้ที่มีลูกกลม ๆ เล็ก ๆ มีสีสันสดใส ซึ่งเนื้อและเมล็ดเกิดขึ้นจากรังไข่เดียว มีรสเปรี้ยวหรือหวาน คำว่าเบอร์รีมักจะถูกใช้เรียก เช่น Strawberry (สตรอว์เบอร์รี) , Blueberry (บลูเบอร์รี) Bilberry (บิลเบอร์รี) เป็นต้น

     ส่วน บลูเบอร์รี เป็นพืชไม้ดอกทรงพุ่ม มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ และในทวีปยุโรป ผลของบลูเบอร์รี่ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  5-16 ม.ม. มีวงแหวนเล็ก ๆ คล้ายมงกุฎที่ปลายผล ช่วงที่ผลอ่อน จะมีสีเขียวอ่อน พอแก่ขึ้นมาหน่อยก็จะมีสีม่วงแดง และเมื่อสุกจะมีสีคราม หรือน้ำเงินม่วง เมื่อสุกเต็มที่จะมีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว  

 
    
     สายพันธุ์ของต้นบลูเบอร์รี่มีหลายขนาด ตั้งแต่สายพันธุ์ขนาดเล็ก "lowbush blueberries" ความสูงประมาณ 10 ซม. ไล่ไปจนถึงสายพันธุ์ขนาดใหญ่ "highbush blueberries" ที่อาจมีความสูงถึง 4 เมตรทีเดียว บลูเบอร์รีสามารถแบ่งเป็น 2 ชนิด คือชนิดพุ่มสูงที่ปลูกกันตามบ้าน และชนิดพุ่มเตี้ย หรือ บลูเบอร์รีป่า
ข้อมูลโดย prayod.com
ประโยชน์ของบลูเบอร์รี

 

     บลูเบอร์รีขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในระดับสูงมาก ที่สำคัญคือบลูเบอร์รีสดยังเป็นผลไม้ที่ติด 1 ใน 10 ของผักผลไม้ที่มีค่าโอแร็ก (ORAC : Oxygen Radical Absorbance Capacity) สูงสุด ซึ่งค่าดังกล่าวเป็นหน่วยวัดความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ เพราะในบลูเบอร์รีนั้นมีวิตามินเอ ซี และอี ที่ช่วยบำรุงผิว บำรุงผม และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารฟลาโวนอยด์ชนิดหนึ่งที่ทำให้บลูเบอร์รีมีสีน้ำเงินเข็มหรือม่วง เป็นประโยชน์ต่อระบบการไหลเวียนโลหิต และช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ในร่างกายที่มีสาเหตุจากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี การกินบลูเบอร์รีเป็นประจำจึงช่วยลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และลดโอกาสเกิดโรคความจำเสื่อมอย่างอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) ได้ 

     นักวิจัยในสหรัฐอเมริกา ได้นำเสนอรายงานการค้นพบสารเทโรสทิลบีน (Pterostilbene) ที่มีฤทธิ์ลดระดับคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยทีมวิจัยระบุว่า สารดังกล่าวใช้ได้ผลดีพอ ๆ กับยาลดคอเลสเตอรอลชนิดหนึ่ง แต่ให้ผลแม่นยำกว่าและมีผลข้างเคียงน้อยกว่า ตามธรรมชาติ  



     บลูเบอร์รีมีเพกตินซึ่งเป็นเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำ จึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและยับยั้งการดูดซึมสารพิษเข้าสู่ร่างกาย มีกรดเอลลาจิก ที่อาจช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งและการเจริญของเซลล์เนื้องอก และที่พิเศษสำหรับคุณผู้หญิงโดยเฉพาะก็คือ บลูเบอร์รีช่วยป้องกันโรคที่มักเกิดในผู้หญิง อย่างโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะมีสารช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียภายในระบบทางเดินปัสสาวะ ด้วยประโยชน์มากมายของบลูเบอร์รี จึงทำให้ใครหลายคนหันมาสนใจผลไม้ชนิดนี้มากขึ้น บอกได้เต็มปากว่าคุ้มค่าเกินราคาและสมแล้วที่เป็นผลไม้ที่ชาวยุโรปนิยมกินกัน

สำหรับคำว่า Blueberry ในภาษายุโรปเรียกต่างกันดังนี้

Myrtille (เมียร์ติล - ภาษาฝรั่งเศส) 
Mirtilo (มีร์ติลู - ภาษาโปรตุเกส)
Arándano (อารั้นดาโน - ภาษาสเปน)
Heidelbeere (ไฮเดลบีเครอ - ภาษาเยอรมัน)
Черни́ка (ชีร์นีกา - ภาษารัสเซีย)
Μυρτιλός (มีร์ติลอส - ภาษากรีก)


Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade deRamkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
23 กุมภาพันธ์ 2014


วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

แหล่งกำเนิดของ Strawberry

ข้อมูลโดย Wikipedia และ mju.ac.th
 

     สตรอว์เบอร์รีมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ (แคนาดาและสหรัฐอเมริกา) แล้วแพร่กระจายไปยังทวีปยุโรป ตลอดจนถึงซีกโลกตะวันตก สวนสตรอว์เบอร์รีแห่งแรกเกิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส ในระหว่างปลายปีศตวรรษที่ 18 ชาวฝรั่งเศสเริ่มต้นปลูกสตรอว์เบอร์รีป่า ภายในสวนของพวกเขาไว้สำหรับการเก็บเกี่ยว ภายหลังสตรอว์เบอร์รีได้กระจายไปทั่วยุโรป นิยมปลูกกันในหลายประเทศ ภาษาฝรั่งเศสเรียกสตรอว์เบอร์ว่า Fraise (เฟรเซอ)

     สำหรับการแพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทยนั้น ชาวอังกฤษผู้หนึ่งได้นำต้นสตรอว์เบอร์รีเข้ามาปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 

 

     สตรอว์เบอร์รีเป็นสกุลไม้ดอกในวงศ์กุหลาบ ผลสามารถรับประทานได้ ในอดีตปลูกเป็นพืชคลุมดินให้กับต้นไม้ปลูกเลี้ยงอื่น ผลของสตรอว์เบอร์รีมีรสชาติหลากหลายขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ มีตั้งแต่รสหวานจนถึงเปรี้ยว สตรอเบอร์รีเป็นผลไม้ทางการค้าที่สำคัญ มีปลูกกันเป็นวงกว้างหลายสภาพอากาศทั่วโลก สตรอว์เบอร์รีมีวิตามินเอ , วิตามินบี , วิตามินซี , กรดโฟลิก (Folic acid) และมีเส้นใยอาหาร (Fiber) อีกด้วย

ข้อมูลโดย kapook.com
ประโยชน์ของ Strawberry

          1.ช่วยล้างพิษที่สะสมในร่างกาย เช่น กรดยูริก สาเหตุสำคัญของโรคข้ออักเสบและโรคเกาท์

          2.ช่วยให้ห่างไกลโรคต่าง ๆ ทั้งโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง มะเร็งลำไส้นิ่วในไต สีแดงสดของสตรอเบอร์รีล้วนอุดมไปด้วยซูเปอร์ไฟเบอร์เพคติน และยังช่วยลดคอเลสเตอรอลและช่วยเคลือบทางเดินอาหารอีกด้วย

          3.ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมองโดยสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยฟื้นคืนความอ่อนเยาว์ให้กับระบบประสาท

          4.ช่วยดูแลสายตา สารต้านอนุมูลอิสระในสตรอเบอร์มีส่วนช่วยชะลอขบวนการเสื่อสภาพของดวงตาได้

          5.ช่วยลดความอ้วน สตรอเบอร์รีคือผลไม้เพื่อการลดน้ำหนักที่สุดแสนจะเพอร์เฟ็กต์ เพราะปริมาณ 1 ถ้วยให้พลังงานเพียง 49 แคลอรี เท่านั้น และยังอุดมด้วยไฟเบอร์ช่วยให้อิ่มท้องและช่วยระบบการขับถ่าย

          6.ช่วยดูแลสุขภาพเหงือกและฟัน ช่วยรักษาแผลในปาก ช่วยดับกลิ่นปาก ทำให้ลมหายใจสดชื่น

          7.ใบสดของสตรอเบอร์รี ยังสามารถนำมาโขลกแล้วนำไปประคบ ช่วยลดอาการอักเสบและบวมช้ำได้อีกด้วย

          ถ้าจะให้ได้ประโยชน์จากสตรอว์เบอร์รีอย่างสูงสุด ควรรับประทานแบบสดแทนที่จะเป็นแบบผลไม้กวน (Jam) เพราะนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์อันใดแล้ว ยังมีน้ำตาลเยอะเกินไป ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ


Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
22 กุมภาพันธ์ 2014



วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ถิ่นกำเนิดของน้อยหน่า

 ข้อมูลโดย greenerald.com

 

     น้อยหน่า มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถวทวีปอเมริกากลางและใต้ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ ภาษาสเปนเรียกน้อยหน่าว่า Anón (อาโนน) และพบได้ทั่วไปในเขตร้อนรวมถึงบ้านเรา โดยจะเพาะปลูกมากในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะของผลน้อยหน่าเนื้อผลจะมีสีขาว ให้รสหวาน มีเมล็ดสีดำ ซึ่งส่วนที่นำมาใช้เป็นยารักษาอาการต่างๆได้แก่ ผล ผลดิบ ผลแห้ง เมล็ด และใบ สำหรับบ้านเรานิยมนำใบหรือเมล็ดของน้อยหน่ามาใช้ในการกำจัดเหา เห็บหมัด เป็นต้น

     สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรบริโภคน้อยหน่าแต่เล็กน้อยและนานๆครั้ง เนื่องจากน้อยหน่าเป็นผลไม้ที่มีรสหวานจัดการรับประทานปริมาณมากอาจทำให้อาการของโรคกำเริบขึ้นได้



ประโยชน์ของน้อยหน่า

1.น้อยหน่า ประโยชน์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
2.ช่วยบำรุงผิวพรรณ เส้นผม และดวงตา
3.น้อยหน่าเป็นผลไม้ที่มีไขมันต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน และรักษาสุขภาพ (แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานถือเป็นข้อยกเว้น)
4.ช่วยรักษาโรคหอบหืด (วิตามินซี)
5.ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (เส้นใย)
6.น้อยหน่าช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล (วิตามินบี3)
7.ช่วยลดความดันโลหิต (โพแทสเซียม)
8.ช่วยบำรุงหัวใจ ให้มีสุขภาพแข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
9.มีส่วนช่วยรักษาโรคโลหิตจาง
10.ใบน้อยหน่า สรรพคุณช่วยรักษาโรคมะเร็งและเนื้องอก (ใบ)
11.ช่วยรักษาโรคไขข้อและโรคข้ออักเสบ (แมกนีเซียม)
12.ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง (แมกนีเซียม)
13.ช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย (แมกนีเซียม)
14.ช่วยส่งเสริมการผลิตพลังงานในร่างกาย (วิตามินบี)
15.ช่วยในการสร้างฮีโมโกลบิน (hemoglobin) (ทองแดง)
16.ช่วยลดความเสี่ยงต่อการที่เด็กทารกพิการแต่กำเนิด (โฟเลต)
17.ช่วยทำให้อาเจียน (ราก)
18.ช่วยบรรเทาอาการปวดเหงือกปวดฟัน (เปลือกต้น)
19.ประโยชน์น้อยหน่า ช่วยในการย่อยอาการ ทำให้ขับถ่ายได้สะดวก (ผล)
20.ใช้เป็นยาระบาย (ราก)
21.แก้อาการท้องร่วง (เปลือกต้น)
22.ใช้เป็นยาสมานลำไส้ (เปลือกต้น)
23.ช่วยแก้รำมะนาด (เปลือกต้น)
24.น้อยหน่า สรรพคุณทางยาช่วยรักษาโรคเริม (ผลแห้ง)
25.สรรพคุณทางยาของน้อยหน่า ใช้แก้พิษงู (ผล,ราก,เปลือกต้น)
26.แก้งูสวัด (ผลแห้ง)
27.ช่วยสมานแผล ใช้เป็นยาผาดสมาน (เปลือกต้น)
28.สรรพคุณน้อยหน่า ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ อักเสบ น้ำร้อนลวก (ผล)
29.น้อยหน่า สรรพคุณใช้แก้ฝีในลำคอ (ผล)
30.ใช้แก้ฝีในหู (ผลแห้ง)
31.เมล็ดน้อยหน่า สรรพคุณช่วยรักษากลาก เกลื้อน ด้วยการใช้เมล็ดหรือใบน้อยหน้าสดนำมาคั้นเอาน้ำแล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น (ผล,ใบสด,เมล็ด)
32.ประโยชน์ของใบน้อยหน่า ใช้เป็นยารักษาหิด ด้วยการใช้สดหรือเมล็ดสด มาตำให้ละเอียด แล้วเติมน้ำมันพืชลงไปพอแฮะ แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 รอบ จนกว่าหิดจะหาย (ใบ,เมล็ด)
33.สรรพคุณ ใบน้อยหน่าช่วยแก้อาการฟกช้ำบวม (ใบ)
34.สรรพคุณของน้อยหน่า ช่วยฆ่าพยาธิ (ผล,ใบ)
35.สรรพคุณของใบน้อยหน่า ช่วยฆ่าพยาธิในเด็ก ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 15 ใบนำมาต้มกับน้ำ 5 ถ้วยจนเหลือ 3 ถ้วยแล้วนำมาดื่มวันละ 3 ครั้ง (ใบ)
36.ใบน้อยหน่ากำจัดเหา ช่วยทำให้ไข่เหาฝ่อ ฆ่าเหา ด้วยการใช้ใบน้อยหน้าสดประมาณ 4 ใบนำมาตำผสมกับเหล้าขาว แล้วเอาน้ำที่ได้มาชโลมให้ทั่วศีรษะ แล้วใช้ผ้าคลุมไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วใช้หวีสางออก (หรือจะใช้แค่น้ำคั้นจากใบอย่างเดียวก็ได้) หรือจะใช้เมล็ดนำมาบดคั้นกับน้ำมะพร้าว (อัตราส่วน 1:2) แล้วกรองเอาแต่น้ำมาชโลมให้ทั่วศีรษะ แล้วใช้ผาโพกไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง และห้ามชโลมยาทิ้งไว้ข้ามคืน ทำเสร็จแล้วให้สะผมทำความสะอาดทุกครั้ง (ใบ,เมล็ด)
37.ประโยชน์ของน้อยหน่า ใช้เป็นยารักษาจี๊ด ด้วยการใช้เมล็ดสดประมาณ 20 เมล็ดนำมาตำให้ละเอียด แล้วใช้สารส้มขนาดเท่าหัวแม่มือใส่ในฝาละมี ตั้งไฟอ่อนๆ เมื่อสารส้มละลายแล้ว ให้โรยผงของเมล็ดน้อยหน่าลงไปทีละน้อย คนให้เข้ากัน หลังจากนั้นใช้ไม้ป้ายยาที่กำลังร้อนแต่พอให้ผิวหนังทนได้ แล้วป้ายลงตำแหน่งที่บวม ทำวันละ 2 รอบเช้าเย็น จนกว่าจะหาย (เมล็ด)
38.เมล็ดน้อยหน่ากำจัดเห็บหมัดในสุนัข สูตรเดียวกับกำจัดเหา (ใบ,เมล็ด)


ข้อควรระวัง

    น้ำคั้นจากใบน้อยหน่า ต้องระวังอย่าให้ถูกบริเวณตาหรือเปลือกตา บริเวณรูจมูก ริมฝีปาก เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแสบร้อน ถ้าเข้าตาอาจทำให้เยื่อบุตาอักเสบได้ ต้องให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที
    
น้ำสกัดจากเมล็ดน้อยหน่า อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ควรระวังอย่าให้เข้าตา เพราะจะทำให้เกิดอาการแพ้ระคายเคือง เยื่อบุตาอักเสบได้


Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
21 กุมภาพันธ์ 2014

วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ถิ่นกำเนิดของพริก

 ข้อมูลโดย kapook.com

 

     พริกถือเป็นเครื่องเทศที่เก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลก โดยถิ่นกำเนิดของพริกนั้นอยู่ในประเทศของทวีปอเมริกากลางและใต้ (ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ) และจากที่นั่นนักผจญภัยก็ได้นำพริกมาปลูกเผยแพร่ในยุโรป แล้วนำไปปลูกกันแพร่หลายทั่วโลก

     โดยหลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่า ชาวเม็กซิโกรู้จักบริโภคพริกเป็นอาหารมานานร่วม 9,000 ปีแล้ว เพราะอุจจาระที่เป็นก้อนแข็งที่พบที่เมืองอัวกะ เปรียตะ (Huaca Prieta) มีซากเมล็ดพริกอยู่ อีกทั้งการศึกษาวิถีชีวิตของชนเผ่าโอลเม้กะ (Olmeca) , โตลเต้กะ (Tolteca) และอัสเต้กะ (Azteca) ต่างก็แสดงให้รู้ว่า ชนเผ่าเหล่านี้รู้จักปลูกและบริโภคพริกเช่นกัน นอกจากนี้นักประวัติศาสตร์ยังได้ขุดพบซากของต้นพริกที่มีอายุกว่า 2,000 ปี ในเทวสถานของประเทศเปรู (Perú) ด้วย หรือแม้แต่ลายปักเสื้อผ้าของคนที่อาศัยอยู่ในประเทศเปรู เมื่อ 1,900 ปีก่อน ก็มีลวดลายปักเป็นต้นพริก


 
 

      ต่อมานักประวัติศาสตร์ชื่อ Peter Martyr (ปีเตอร์ มาร์เดอร์) ได้รายงานว่า พริกแดงที่  Cristoforo Colombo (กริสโตโฟโร โกโลมโบ ชาวอิตาลีผู้ค้นพบทวีปอเมริกา) นำมา มีรสเผ็ด และแพทย์ที่ติดตามโกโลมโบไปอเมริกาเป็นครั้งที่สองก็ได้กล่าวถึงชาวอเมริกาว่า นิยมปรุงอาหารด้วยพริก และเมื่อกองทัพสเปนบุกอาณาจักรอัสเต้กะ นายพลโกร์เตส (Cortes) ได้เขียนจดหมายเล่าว่า กษัตริย์อัสเต้กะดื่มน้ำที่มีรสพริกปน
     

     ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของพริกคือ มีรสเผ็ดนี้เองที่ทำให้ชาวอเมริกานิยมใช้พริกทรมานเชลยหรือศัตรู เช่น เผาพริกปริมาณมากให้ควันพริกขับไล่ทหารสเปน ส่วนชาวมายา (Los mayas) ก็มีประเพณีว่า ผู้หญิงมายาคนใดเวลาถูกจับได้ว่าแอบดูผู้ชาย จะถูกพริกขยี้ที่ตา และบิดามารดาของผู้หญิงมายาคนใด ถ้ารู้ว่าบุตรสาวของตนเสียพรหมจรรย์อย่างผิดประเพณี บริเวณของลับของเธอจะถูกละเลงด้วยพริก สำหรับชาวอินเดียนเผ่าคาริบในแอนทิลลิสนั้น ก็นิยมใช้พริกทาบาดแผลของเด็กผู้ชายเพื่อฝึกให้อดทน และเวลาจับเชลยได้ ชาวอินเดียนเผ่านี้ก็จะใช้ไฟจี้ตามตัวจนเป็นแผลพุพองแล้วเอาพริกทา และเมื่อเชลยเสียชีวิตลงเนื้อของเชลยก็จะถูกแล่เอาไปปรุงด้วยพริกเป็นอาหาร เป็นต้น

 

   
     นอกจากนี้ นักประวัติศาสตร์ชื่อ Francisco Hernandez (ฟรานซิสโก เอร์นันเดซ) ซึ่งเป็นแพทย์ในกษัตริย์
Felipe II (ฟิลิเปที่ 2) แห่งสเปน และได้เคยถูกส่งตัวไปศึกษาธรรมชาติของพืชและสัตว์ในดินแดนใหม่ (อเมริกา) ก็ได้รายงานกลับมาว่า ชาวบ้านนิยมปลูกพริกมาก ส่วน พี. เบอร์นาบี โคโบ ผู้ใช้เวลาสำรวจอเมริกานาน 50 ปี ในศตวรรษที่ 20-21 ก็ได้รายงานทำนองเดียวกันว่า ชาวเม็กซิโกนิยมปลูกพริก โดยได้เขียนลงในหนังสือ Historia ว่า ชาวบ้านถือว่าพริกเป็นพืชที่สำคัญรองจากข้าวโพด เพราะชอบบริโภคพริกสด และใช้พริกในพิธีสักการบูชาเทพเจ้าทุกงาน แต่เมื่อถึงเทศกาลอดอาหาร คนเหล่านี้จะไม่บริโภคอาหารที่มีพริกปนเลย โคโบ ยังกล่าวเสริมด้วยว่า ไม่เพียงแต่ผลพริกเท่านั้นที่เป็นอาหาร แม้แต่ใบพริกก็ยังสามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ด้วย

          ขณะที่ Garcilaso de la vega (การ์ซิล้าโซ เด ลา เบ๊กา) ผู้เป็นบุตรของขุนนางสเปนนั้นก็ได้เล่าว่า ชาวอินกา (La Inca) ถือว่าพริกเป็นผลไม้ที่มีคุณค่ามาก เพราะอาหารอินกาจะมีพริกปนไม่มากก็น้อย นอกจากนี้หมอชาวบ้านของชนเผ่านี้ก็มีความรู้อีกว่า ใครก็ตามที่บริโภคพริกในปริมาณที่พอดี ระบบขับถ่ายของคนคนนั้นจะทำงานปกติ แต่ถ้าบริโภคมากเกินไป กระเพาะจะเป็นอันตราย โดย Alexander Fon Humbolt นักปราชญ์ชาวเยอรมันก็เป็นบุคคลอีกท่านหนึ่งที่ได้เดินทางไปสำรวจทวีปอเมริกาเป็นเวลานานหลายปี ได้เปรียบเทียบความสำคัญของพริกว่าคนยุโรปถือว่า เกลือมีความสำคัญต่อชีวิตเพียงใด คนอเมริกาก็ถือว่าพริกมีความสำคัญต่อเขาเพียงนั้น
     

 


         สำหรับประวัติการเดินทางของพริกจากทวีปอเมริกาสู่โลกภายนอก Alvarez Chanca (อัลบาเรซ ช้านกา) ชาวสเปนเป็นบุคคลแรกที่นำพริกสู่ประเทศตน ในปี ค.ศ. 1493 (พ.ศ. 2036) และคนสเปนเรียกพริกว่า Chili (ชิลี) ซึ่งเป็นคำที่แปลงมาจากคำ Chile (ชิเล) อันเป็นชื่อของประเทศที่ให้กำเนิดพริกในอเมริกาใต้ และเมื่อถึงปี ค.ศ. 1555 (พ.ศ. 2098) บรรดาประเทศต่าง ๆ ในยุโรปกลางก็เริ่มรู้จักปลูกพริกกันแล้ว จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1757 (พ.ศ. 2300) พ่อค้าชาวโปรตุเกสได้นำพริกจากยุโรปไปปลูกในอินเดียและเอเชียอาคเนย์


Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
20 กุมภาพันธ์ 2014