วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โบโกต้า เมืองศรัทธาอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวโคลัมเบีย



Bogotá : โบโกตา 
(ศรัทธาอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวโคลัมเบีย)
ข้อมูลโดย tcdcconnect.com

เคยได้ยินสถาปนิกคนหนึ่งพูดว่า “เมืองใหญ่ที่มีความเจริญมากมายกลับกลายเป็นเมืองที่ไม่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของมนุษย์เลย” ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเมืองใหญ่ส่วนมากมักจะบกพร่องเรื่องผังเมืองและการ คมนาคม ปล่อยให้ทุกอย่างเติบโตไปแบบไร้ทิศทาง ปัญหาในเมืองจึงค่อยๆ เกิดขึ้นรอบด้าน จนกลายเป็นเมืองที่ “ไม่น่าอยู่”

โชคดีที่บางเมืองไม่ได้นอนจมอยู่กับปัญหา เขามีนักบริหารจัดการที่โน้มนำ “ดีไซน์” เข้ามาใช้เพื่อออกแบบระบบเมืองใหม่ให้เอื้อต่อการใช้ชีวิต ซึ่งหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจมาก ก็คือ การวางโครงสร้างพื้นฐานให้ชาวเมืองหันมา “ขี่จักรยาน” กัน
  
โบโกต้า เมืองหลวงของประเทศโคลัมเบีย เคยเป็นเมืองใหญ่ที่แออัด ทั้งยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีอาชญากรรมสูงมาก แต่ตอนนี้โบโกต้าได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้วด้วยระบบเมืองใหม่ที่อาศัยทาง จักรยานเป็นโครงสร้างสำคัญ

 

ชื่อทางการคือ Bogotá Distrito Capital : โบโกตาดิสตรีโตกาปีตัล หมายถึง "เขตเมืองหลวงโบโกตา" และยังมีชื่อเรียกว่า Santa Fe de Bogotá : ซานตาเฟเดโบโกตา (ศรัทธาอันศักดิ์สิทธิ์ของโบโกต้า) เป็นเมืองหลวงของประเทศโคลอมเบีย และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดของประเทศ
 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า การสร้างวัฒนธรรมจักรยานภายในเมืองนี้ สามารถลดทั้งปัญหาการจราจร ปัญหามลพิษ ปัญหาอาชญากรรม ทำให้เมืองเป็นมิตรกับผู้คนได้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว 

ผู้ว่าการเมืองโบโกต้ากล่าวว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจนี้มาจากความสำเร็จของ เมือง Curitiba ในประเทศบราซิล เขาจึงตัดสินใจใช้งบประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราวสี่หมื่นหกพันล้านบาท) เพื่อสานฝันให้โบโกต้ากลายเป็นเมืองหลวงแห่งจักรยานที่ “น่าอยู่อาศัย” ให้จงได้


ทางจักรยาน
เลนจักรยานความยาวรวมกว่า 300 กิโลเมตร ถูกสร้างตรงจาก “สลัม” และพื้นที่รอบนอกเข้าสู่ใจกลางเมือง ซึ่งส่งผลให้ชาวเมืองหันมาขี่จักรยานเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เครือข่ายเส้นทางจักรยานนี้ถูกสร้างขึ้นโดยจัดลำดับความสำคัญ เช่น สายหลักเน้นย่านธุรกิจและสถานศึกษาซึ่งอยู่ใจกลางเมือง มีคนอยู่อาศัยหนาแน่น ส่วนสายรองเชื่อมต่อบ้านเรือน สถานที่ท่องเที่ยว และสวนสาธารณะเข้าสู่สายหลัก โครงสร้างที่เชื่อมถึงกันทั้งหมดนี้ทำให้การเดินทางด้วยจักรยานเป็นไปได้แบบ ต่อเนื่อง ผู้ขี่จักรยานสามารถเข้าถึงสถานที่น้อยใหญ่ได้ทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีการจัดโซนพื้นที่สีเขียวขนาบไปกับเส้นทางจักรยานด้วย



ปรับปรุงระบบขนส่งมวลชน ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว
แม้ไม่มีรถไฟใต้ดินในตัวเมือง แต่โบโกต้าก็มีรถบัส TransMilenio ที่รวดเร็วและราคาไม่แพง รถบัสนี้มีเลนและสถานีขึ้นลงเฉพาะ ถือเป็นรถสายด่วนที่สามารถวิ่งฉิวไปได้โดยไม่ต้องหยุดจอดบ่อยๆ ปัจจุบัน TransMilenio ทำงานรับใช้ชาวเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ส่งผลให้ความหนาแน่นของรถยนต์ในตัวเมืองลดลงไปได้ถึง 40% ที่สำคัญเส้นทางการวิ่งของรถบัสนี้เชื่อมต่ออย่างดีกับทางจักรยาน ตามสถานีต่างๆ มีจุดจอดจักรยานที่ใช้งานได้จริงและเพียงพอด้วย



รณรงค์ด้วยความสนุกสนาน
ทุกวันอาทิตย์เวลา 7 โมงเช้าถึงตี 2 จะเป็น “วันอาทิตย์ปลอดรถยนต์” หรือที่ชาวโบโกต้าเรียกว่า “Ciclovia” (ไม่ใช่มีปีละครั้ง) ทางการจะปิดถนนหลายสายรวม 120 กิโลเมตร พร้อมมีจุดจอดรถมากมายให้ชาวเมืองได้ “สละรถ” แล้วหันมาขี่จักรยานหรือเดินเท้าเข้าเมืองแทน อันที่จริงมันเป็นการสร้างจินตนาการความสนุกที่ผู้คนจะได้ขี่จักรยานกลาง เมืองโดยไม่มีรถสักคัน ท้องถนนในวันอาทิตย์จะกลายเป็นเหมือนสวนขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยผู้คนที่มาเดินเที่ยวเล่น ครอบครัวพากันมาออกกำลังกาย ทานอาหารข้างทาง เพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆ โบโกต้าได้แปรสภาพกลายเป็นเมืองที่มีโครงสร้างและบรรยากาศเป็นมิตร ชาวเมืองมีสุขภาพ (กายและใจ) ดีขึ้น ส่งผลทำให้ระดับอาชญากรรมลดลง และชาวเมืองก็รู้สึกปลอดภัยมากขึ้นด้วย





ข้อมูลโดย กรุงเทพธุรกิจ: โลกในมือคุณ
โบโกต้ากำลังเป็นเมืองที่น่าจับตามอง

โบโกต้าเป็นเมืองหลวงของประเทศโคลัมเบีย จากหนังฮอลลีวู้ด เราเห็นภาพโคลัมเบียเป็นแดนเถื่อนเจ้าพ่อโคเคน มีชายฉกรรจ์หนวดเฟิ้มใส่ชุดดำสะพายปืนกลซุ่มอยู่ตามพุ่มไม้ คอยข่มขู่รีดไถชาวบ้าน ปล้นสะดมนักท่องเที่ยว และข่มขืนผู้หญิงก่อนยิงทิ้ง แล้วหมกศพในพงหญ้าข้างทาง

ผู้เขียนไม่เคยได้ไปโคลัมเบียสักที แต่ก็เชื่อว่าเป็นภาพพจน์ที่มีมูลอยู่บ้าง เหมือนเมืองไทยมีมูลขายแซนด์ซีเซ็กซ์ แต่ก็เช่นเดียวกับเมืองไทย โคลัมเบียมีมิติอื่นๆ อีกมาก เป็นสังคมที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ชนิดที่โลกต้องหันมาเรียนรู้ด้วยเลยทีเดียว

เพื่อนชาวออสเตรเลียคนหนึ่ง ใช้เวลาร่วมปีขี่จักรยานตลอดแนวทวีปอเมริกาใต้ ถึงกับบอกว่า โคลัมเบียเป็นประเทศที่เขาชอบมากที่สุด ทั้งด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม

เรื่องน่าเรียนรู้ของโคลัมเบียมีมากมาย สำหรับวันนี้ขอเน้นเฉพาะเรื่องของเมืองโบโกต้า ย้อนกลับไป 15 ปีก่อน โบโกต้าเป็นเมืองอันตรายสมใจฮอลลีวู้ด สถิติคนถูกฆาตกรรมสูงราว 80 คนต่อประชากร 100,000 คน รถก็ติด อากาศก็เสีย ทั้งๆ ที่คนขับขี่รถยนต์ส่วนตัวมีแค่ราว 25 เปอร์เซ็นต์ แม้จะเป็นเมืองเก่าแก่ มีตึกเก่าโบสถ์โบราณสวยงาม และเป็นเมืองมหาลัยโดดเด่นของอเมริกาใต้ ถ้าไม่ใช่เพราะวัฒนธรรมดนตรีคึกคักแกล้มเหล้าเตกิล่า ก็คงไม่ใช่เมืองน่าอยู่สักเท่าไหร่ 

จนกระทั่งนายเอนริเก้ เพนาโลซ่า (Enrique Penalosa) ลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรี เขาบอกชาวเมืองโบโกต้าว่า “พื้นที่สาธารณะเป็นที่ใช้ชีวิต ทำธุรกิจ กอดจูบ และวิ่งเล่นกัน” และเขามีแผนปฏิบัติการชัดเจนที่จะขับเคลื่อนเมืองให้ไปในทิศทางนั้น ประชาชนเลยเทคะแนนให้

เพนาโลซ่าลุยงานแนวรุกทันทีที่ได้รับเลือกตั้ง เขามุ่งพัฒนาความปลอดภัยและระบบโครงสร้างผังจราจรเมือง ด้วยงบประมาณจิ๊บๆ แบบประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ที่ไม่ธรรมดาคือยุทธศาสตร์ที่เขาเลือก
ปรกติเมื่อนึกถึงปัญหาอาชญากรรมและสวัสดิภาพประชาชนคนเมือง คนทั่วไปจะนึกถึงกรมตำรวจ จึงมุ่งเข้าไปอัดฉีดหรือเพิ่มอำนาจตำรวจ เช่นที่ปฏิบัติกันในเมืองนิวยอร์ค แต่เพนาโลซ่ากลับเลือกที่จะดึงทรัพยากรมนุษย์ทั้งสังคมเข้ามาเป็นประโยชน์ โดยเปิดพื้นที่ทางอินเตอร์เน็ตให้คนร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ หาวิธีลดอาชญากรรมแบบบูรณาการทั้งสังคม เปิดทางให้ตำรวจผู้น้อยออกไอเดียดีๆ ที่ไม่เคยได้รับการพิจารณาในกรม ให้นักวิชาการและชุมชนเข้าร่วม ปรากฎว่าได้ผลดีมาก ทุกวันนี้ฆาตกรรมในเมืองโบโกต้าลดลงไปกว่า 4 เท่า

โครงการนี้ชื่อว่า “Communidad Segura” สามารถกูเกิ้ลเข้าไปดูได้ เพราะมีภาคภาษาอังกฤษไว้เชื่อมโยงความคิดดีๆ ข้ามประเทศ จนกลายเป็นต้นแบบให้เครือข่ายในระดับสหประชาชาติ ปัจจุบันโบโกต้ายังคงใช้แนวทางนี้อยู่ แม้ว่าเพนาโลซ่าจะออกจากตำแหน่งแล้วก็ตาม

นโยบายพัฒนาสวัสดิภาพคนเมืองโบโกต้าดำเนินควบคู่ไปกับนโยบายพัฒนาคุณภาพ ชีวิต นั่นคือสร้างเมืองให้น่าอยู่สำหรับทุกๆ คน ทั้งยากดีมีจน ซึ่งหมายถึงการพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็นที่ที่มีสภาพเป็นมิตรต่อชีวิตคน แน่นอนว่ารวมถึงถนนหนทาง กุญแจสำคัญจึงอยู่ที่การจราจร

แทนที่จะปล่อยให้คนขับรถส่วนตัวเพียงค่อนเมืองเบียนเบียดส่วนรวมด้วยไอ เสียและตัวรถกินที่เกะกะเต็มถนนเหมือนผักตบชวาขวางกั้นคูคลอง เพนาโลซ่ามุ่งพัฒนาระบบรถเมล์และเส้นทางจักรยาน 300 กิโลเมตร ซึ่งเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายถึงกันทั้งเมือง และโยงกับระบบรถเมล์
ทางจักรยานทั้งระบบลงทุนเบื้องต้นรวม 50,250,000 ดอลล่าร์สหรัฐ บวกค่าบำรุงดูแลราว 5,000 ดอลล่าร์ต่อปี จากคนขี่จักรยาน 0.2 เปอร์เซ็นต์ ในปี ค.ศ.2000 เพิ่มขึ้นมา 20 เท่าเป็น 4 เปอร์เซ็นต์ในปี 2007 ประหยัดค่าเชื้อเพลิงในการสัญจรคิดเป็นเงิน 40,000,000 ดอลล่าร์ต่อปี คิดเป็นค่าคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 6,450 ตันต่อปี คิดเป็นรายหัวคนขี่จักรยานก็ประหยัดเฉลี่ย 40 ดอลล่าร์ต่อเดือน หรือคนละ 480 ดอลล่าร์ต่อปี

นับเป็นการลงทุนที่ชักทุนคืนได้เร็วมาก แต่ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ที่หันมาขี่จักรยานเป็นคนรายได้ต่ำ คนเมือง 33 เปอร์เซ็นต์มีเงินใช้น้อยกว่า 2 ดอลล่าร์ หรือน้อยกว่า 60 บาทต่อวัน เงินที่ประหยัดได้ 480 ดอลล่าร์ต่อปีจึงมีความหมายมาก ตามที่เพื่อนชาวโคลัมเบียเล่าให้ฟัง สินค้าที่ไม่ใช่อาหารมีราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับราคาในสหรัฐอเมริกา เมื่อเขาสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เขาก็สามารถจับจ่ายสินค้าอื่นๆ ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ทุกวันอาทิตย์ตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงบ่าย 2 โมง ถนนสายหลักหลายสายจะปิดไม่ให้รถยนต์เข้า สภาพที่คนเดิน ขี่จักรยาน ทำกิจกรรมกับครอบครัวกันอย่างสะดวกสบายในวันหยุด ให้รสชาติคุณภาพชีวิตของเมืองน่าอยู่ คนทั่วไปจึงพากันสนับสนุนนโยบาย และล่าสุด ถึงกับมีประชามติโหวตไม่ให้รถยนต์ส่วนตัววิ่งช่วงชั่วโมงเร่งด่วน

เมืองโบโกต้ายกระดับคุณภาพชีวิตส่วนรวมโดยไม่ได้รังแกชนชั้นสูง เพียงแค่ลดหนทางที่คนเบียดเบียนกัน และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงชีวิตมีคุณภาพแก่คนอื่นๆ ให้เท่าเทียมกันมากขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ต้องปฏิวัติฆ่าล้างชนชั้นอำนาจเก่าอย่างฝรั่งเศส รัสเซีย จีน หรือกัมพูชา
โบโกต้าเลือกวิวัฒนาการแทนปฏิวัติ
 

ภาพพจน์เมืองเถื่อนเจ้าพ่อโคเคนค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไป ไม่กี่เดือนมานี้ นิตยสารจักรยานแนวหน้าฉบับหนึ่งเพิ่งจัดอันดับโบโกต้าให้เป็นเมืองน่าขี่ จักรยานอันดับ 3 ของโลก รองจากอัมสเตอร์แดมและโคเปนเฮเกน

จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
21 กุมภาพันธ์ 2013


วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ว่าด้วยเรื่องฟุตบอลโลกกับภาษาตะวันตก


ทำเนียบแชมป์ฟุตบอลโลก 
 

เรียงตามลำดับดังนี้ ครั้งที่ , ปี , ชาติที่เป็นเจ้าภาพ (ครั้งที่) , ชาติที่เป็นแชมป์ (สมัยที่)
 

1 , 1930 , อุรุกวัย , อุรุกวัย
2 , 1934 , อิตาลี , อิตาลี
3 , 1938 , ฝรั่งเศส , อิตาลี (2)


หยุดพักเพื่อทำสงครามโลกครั้งที่ 2

 
4 , 1950 , บราซิล , อุรุกวัย (2)
5 , 1954 , สวิตเซอร์แลนด์ , เยอรมัน
6 , 1958 , สวีเดน , บราซิล
7 , 1962 , ชิลี , บราซิล (2)
8 , 1966 , อังกฤษ , อังกฤษ
9 , 1970 , เม็กซิโก , บราซิล (3)
10 , 1974 , เยอรมัน , เยอรมัน (2)
11 , 1978 , อาร์เจนตินา , อาร์เจนตินา
12 , 1982 , สเปน , อิตาลี (3)
13 , 1986 , เม็กซิโก (2) , อาร์เจนตินา (2)
14 , 1990 , อิตาลี (2) , เยอรมัน (3)
15 , 1994 , อเมริกา , บราซิล (4)
16 , 1998 , ฝรั่งเศส (2) , ฝรั่งเศส (1)
17 , 2002 , เกาหลีใต้+ญี่ปุ่น , บราซิล (5)
18 , 2006 , เยอรมัน (2) , อิตาลี (4)
19 , 2010 , แอฟริกาใต้ , สเปน
20 , 2014 , บราซิล (2)
21 , 2018 , รัสเซีย
22 , 2022 , กาตาร์


ทำเนียบแชมป์ฟุตบอลโลก กับภาษาตะวันตก

1.บราซิล (ภาษาโปรตุเกส) 5 สมัย
2.อิตาลี (ภาษาอิตาลี) 4 สมัย
3.เยอรมัน (ภาษาเยอรมัน) 3 สมัย
4.อุรุกวัย และอาร์เจนตินา (ภาษาสเปน) 2 สมัยเท่ากัน
5.อังกฤษ (ภาษาอังกฤษ) , ฝรั่งเศส (ภาษาฝรั่งเศส) , สเปน (ภาษาสเปน) ประเทศละ 1 สมัย


*เตะกันมา 19 ครั้ง ฝั่งของชาวยุโรปเป็นแชมป์ 10 ครั้ง เป็นของฝั่งชาวละตินอเมริกาใต้ 9 ครั้ง แชมป์ยังไม่เคยเป็นของทวีปอื่นอีกเลย*



-แชมป์ตกเป็นของประเทศที่พูดสเปน 5 ครั้ง (อุรุกวัย 2 , อาร์เจนตินา 2 , สเปน 1)
-ตกเป็นของประเทศที่พูดโปรตุเกส
5 ครั้ง (บราซิล 5)
-ตกเป็นของประเทศที่พูดอิตาลี 4 ครั้ง (อิตาลี)
-ตกเป็นของประเทศที่พูดเยอรมัน 3 ครั้ง (เยอรมัน)
-ตกเป็นของประเทศที่พูดฝรั่งเศส
1 ครั้ง (ฝรั่งเศส)
-ตกเป็นของประเทศที่พูดอังกฤษ 1 ครั้ง (อังกฤษ)

สรุป
-แชมป์ฟุตบอลโลกตกเป็นของประเทศที่พูดภาษาตระกูลละติน (ฝรั่งเศส , สเปน , อิตาลี , โปรตุเกส , โรมาเนีย) ถึง 15 ครั้ง
-ตกเป็นของประเทศที่พูดภาษาตระก
ูลเจอร์เมนิกตะวันตก (เยอรมัน , อังกฤษ) 4 ครั้ง

*เราจึงมั่วได้เลยว่า ชาวละติน (ไม่ว่าละตินยุโรป หรือ ละตินอเมริกา) เล่นกีฬาฟุตบอลได้เก่งที่สุดในโลก*



ประเทศเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ผ่านมา 19 ครั้ง และอีก 3 ครั้งถัดไป รวม 22 ครั้ง มีดังนี้


1.เจ้าภาพที่พูดภาษาสเปน 6 ครั้ง (เม็กซิโก 2 ครั้ง , สเปน , อุรุกวัย , อาร์เจนตินา , ชิลี)

2.เจ้าภาพที่พูดภาษาอังกฤษ 3 ครั้ง (อังกฤษ , อเมริกา , แอฟริกาใต้)

3.เจ้าภาพที่พูดภาษาอิตาลี 3 ครั้ง (อิตาลี 2 ครั้่ง , สวิตเซอร์แลนด์)

4.เ่จ้าภาพที่พูดภาษาฝรั่งเศส 3 ครั้ง (ฝรั่งเศส 2 ครั้ง , สวิตเซอร์แลนด์)

5.เจ้าภาพที่พูดภาษาเยอรมัน 3 ครั้ง (เยอรมัน 2 ครั้ง , สวิตเซอร์แลนด์)

6.เจ้าภาพที่พูดภาษายุโรปเหนือ (สวีเดน)

7.เจ้าภาพที่พูดภาษาโปรตุเกส (บราซิล) ครั้งที่ 2 จะจัดในปี 2014

8.เจ้าภาพจากเอเชีย (ญี่ปุ่น+เกาหลีใต้)



*ประเทศเจ้าภาพรายการฟุตบอลโลกในปี 2014 , 2018 และ 2022 จัดที่บราซิล , รัสเซีย และกาตาร์ ตามลำดับ*

 

*ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่พูดภาษาละตินได้ (ภาษาโรมานซ์ - ฝรั่งเศส , อิตาลี , สเปน , โปรตุเกส , โรมาเนีย) และยังพูดภาษาเจอร์เมนิกตะวันตกได้อีก 1 ภาษาคือ ภาษาเยอรมัน*
  
ถ้านับรวมประเทศเจ้าภาพฟุตบอลโลกทั้งหมด จัดอันดับตามตระกูลภาษาได้ดังนี

1.ประเทศเจ้าภาพที่พูดภาษาในตระกูลละติน (โรมานซ์) เป็นเจ้าภาพทั้งหมด 13 ครั้ง (ใน 9 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส , อิตาลี , สเปน , สวิตเซอร์แลนด์ , บราซิล , อาร์เจนตินา , เม็กซิโก , ชิลี , อุรุกวัย)

2.ประเทศที่พูดภาษาในตระกูลเจอร์เมนิกตะวันตก เป็นเจ้าภาพทั้งหมด 6 ครั้ง (ใน 4 ประเทศ ได้แก่ เยอรมัน , อังกฤษ , อเมริกา , แอฟริกาใต้ , สวิตเซอร์แลนด์)

3.ประเทศที่พูดภาษาในตระกูลอื่น 4 ครั้ง (5 ประเทศ สวีเดน - เจอร์เมนิกเหนือ รัสเซีย - สลาวิก , ญี่ปุ่น - จาโปนิก ร่วมกับ เกาหลีใต้ - อัลไตอิก , กาตาร์ - เซเมติก)
 

 

*ถ้าวัดจากข้อมูลนี้ สรุปได้ว่า ในวงการกีฬาฟุตบอลโลก ประเทศในกลุ่มภาษาละติน มีอิทธิพลต่อวงการนี้มากที่สุด

*ประเทศที่ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกได้ ต้องมีศักยภาพในประเทศมากพอเท่านั้น ก็คือเศรษฐกิจดีนั่นแหละ*

**ฉะนั้น ถ้าอยากเอาดีในวงการฟุตบอล เรียนภาษาในตระกูลละตินไว้ (ฝรั่งเศส , สเปน , โปรตุเกส , อิตาลี อะแฮ่ม ขอยกเว้น โรมาเนีย) ไม่ผิดหวังแน่นอน


จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
20 กุมภาพันธ์ 2013

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อเมริกาใต้ ทวีปแห่งความสุดยอด

 ข้อมูลจาก wikipedia
อเมริกาใต้ ทวีปแห่งความสุดยอด
1.แม่น้ำอะมะซอน (Rio Amazonas - ริอู อเมโซ้นาส) เป็นแม่น้ำในทวีปอเมริกาใต้ มีต้นกำเนิดอยู่ที่ประเทศเปรู อยู่บริเวณตอนเหนือของบราซิล และไหลออกมหาสมุทรที่ประเทศบราซิลด้วย มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 6,250 กิโลเมตร ซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากแม่น้ำไนล์ของประเทศอียิปต์ ทวีปแอฟริกา 
 
เป็นแม่น้ำที่มีปากแม่น้ำกว้างที่สุดในโลก (1,100 สาขา) และเป็นแม่น้ำสายที่มีปริมาณน้ำมากที่สุดด้วย (ปริมาณน้ำจืดเป็น 40% ของทวีป) ปริมาณน้ำที่ไหลออกยังมหาสมุทรแอตแลนติกมากถึง 300,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในฤดูฝน ได้รับฉายาว่าเป็น "ราชินีแห่งแม่น้ำ"


2.เทือกเขาอันเดส (Andes) เป็นเทือกเขาที่วางตัวขนานกับด้านตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ เป็นเทือกเขาที่ยาวที่สุดในโลก พาดผ่าน 6 ประเทศ ตั้งแต่ โกโลมเบีย เอกวาดอร์ เปรู โบลิเบีย อาร์เฆตินา และชิเล โดยแนวเทือกเขาอันเดสจะมีความสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี และมียอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดเขา อะกองกากัว (Aconcagua) เทือกเขาอันเดสบริเวณประเทศโบลิเบียมีที่ราบสูงที่ชาวโบลีเบียเรียกว่า อัลติพลาโน (Altiplano) หรือที่ราบสูงโบลิเบีย และบริเวณนี้ก็เป็นที่ตั้งของทะเลสาบติติกากา (Lago Titicaca) ซึ่งตั้งอยู่พรมแดนระหว่างประเทศเปรูกับประเทศโบลิเบีย บริเวณตอนใต้ของเทือกเขาอันเดสเป็นที่ราบเชิงเขาอยู่เขตรอยต่อระหว่างประเทศอาร์เฆนตินากับประเทศชิเล และเรียกบริเวณนั้นว่าที่ราบสูงปาตาโกเนีย (Patagonia)


3.ยอดเขาอะกองกากัว สูงกว่า 7,000 เมตร เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปอเมริกาใต้
เคยเป็นแหล่งที่อยู่ของชนเผ่าต่าง ๆ และมีเมืองลอยฟ้าโบราณสถานสำคัญ อยู่ที่ประเทศอาร์เฆนตินา 

4.อัลติพลาโน หรือที่ราบสูงโบลิเวีย สูงถึง 5 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของเมืองหลวง "ลาปาซ" ของประเทศโบลิเวีย เป็นเมืองหลวงที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก



5.มีทะเลสาบติติกากา เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ บริเวณชายแดนของประเทศเปรูและประเทศโบลิเบีย ด้วยระดับความสูงเฉลี่ย 3,810 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้ทะเลสาบตีตีกากาเป็นทะเลสาบที่สามารถเดินเรือทางพาณิชย์ที่สูงที่สุดในโลก


6.อาตากามา (Desierto de Atacama) ทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุดในโลก  ฝนตก 11 ปีต่อครั้ง อยู่ทางตอนเหนือของประเทศชิลี ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเปรู ไปถึงตอนเหนือของประเทศชิเล เป็นระยะทางกว่า 960 กิโลเมตร กินพื้นที่ประมาณ 180,000 ตารางกิโลเมตร โดยสูงเฉลี่ย 610 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในอดีต ทะเลทรายแห่งนี้เคยกลายเป็นชนวนเหตุของการก่อสงครามระหว่างโบลิเบียกับชิเล ซึ่งเดิมทีพื้นที่แห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของโบลิเบีย แต่ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุ ทำให้ชิลีตัดสินใจใช้กำลังประหัตประหารหักเอาพื้นที่ดังกล่าว หลังจากรบพุ่งกันมาอย่างยาวนานในที่สุดทัพชิเลก็เป็นฝ่ายกำชัย ได้ยึดครองทะเลทรายอันกว้างใหญ่และเมืองท่าอันโตฟากาสตะ (Antofagasta) ส่วนโบลิเบียก็ต้องถอยร่นยังในที่ตั้งอันสูงชันอย่างเช่นในปัจจุบัน สงครามแย่งชิงทะเลทรายในครั้งนั้นถูกเรียกว่าสงครามแปซิฟิก


7.หมู่เกาะกาลาปากอส (Islas Galápagos) โดยมีชื่อภาษาสเปนอย่างเป็นทางการว่า กลุ่มเกาะโกลอน เป็นหมู่เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก มีความน่าสนใจทั้งด้านธรณีวิทยา สัตววิทยา และนิเวศวิทยาเป็นอย่างยิ่ง เป็นส่วนหนึ่งของประเทศเอกวาดอร์ มีเต่าที่ใหญ่ และอายุยืนที่สุดในโลก คือ เต่ากาลาปากอส เป็นที่มาของชื่อเกาะนั่นเอง 

ข้อมูลจาก kapook.com
8.ที่ราบสูงปาตาโกเนีย อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอาร์เฆนติน่า ใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ และใต้สุดของโลกด้วย มีอาณาบริเวณประมาณ 1,043,076 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 1,999,540 คน เขตตะวันตกอยู่ติดกับเทือกเขาแอนดีสและมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งประกอบไปด้วยภูเขาสูงปกคลุมด้วยป่าไม้ และทะเลสาบ มีธารน้ำแข็งกระจัดกระจายอยู่โดยรอบ ส่วนเขตตะวันออกอยู่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ทั้งนี้ พื้นที่ของปาตาโกเนียครอบคลุมระหว่างอาร์เฆนติน่า กับ ชิเล และมีเทือกเขาอันเดสเป็นปราการสำคัญ นักเดินเรือสำรวจชาวสเปน เชื้อชาติโปรตุเกส เฟอร์ดินันท์ มาเกยัน เขาพบเจอดินแดนสวรรค์แห่งนี้จากการออกเดินทางสำรวจโลก และตั้งชื่อเรียกให้มันว่า Patagonia


 และมีสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย

จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก 
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
19 กุมภาพันธ์ 2013
                                            

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เงินเดือนต่อหัวของคนใน 10 ประเทศของทวีปอเมริกาใต้

 ข้อมูลจาก 
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF) ปี 2010-2011

     ค่าเงินเดือนต่อหัวของประชากร ใน 10 ประเทศของทวีปอเมริกาใต้ ที่ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ เทียบกับประเทศไทย

 

1.ชิลี 36,000 บาท
ประเทศที่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับที่ 7 ของโลก ดำเนินธุรกิจรูปแบบเดียวกับ ประเทศสิงคโปร์ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
ที่ตั้งของรูปปั้นหินยักษ์ "โมอาย" (รูปร่างคล้ายมนุษย์และส่วนศีรษะมีขนาดใหญ่เด่นชัด)


 
2.อุรุกวัย 34,665 บาท
เป็นประเทศที่มีระบบการเมืองและระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพที่สุดในอเมริกาใต้ จนได้รับฉายา "สวิตแห่งอเมริกาใต้" และเป็นประเทศแรกที่ได้แชมป์ฟุตบอลโลกไปครอง


 

3.บราซิล 31,973 บาท
อันดับ 6 ประเทศที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดในโลก หนึ่งเดียวที่พูดภาษาโปรตุเกส (แต่ภาษาที่ 2 คือสเปน เพราะถูกล้อมรอบด้วยประเทศเพื่อนบ้านที่พูดภาษาสเปน) ได้รับความไว้วางใจให้จัดฟุตบอลโลก 2014 และโอลิมปิก 2016 ประเทศที่คนส่วนใหญ่ในโลกรู้จักเพราะฟุตบอลกับกาแฟ และมีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกคือ "รูปปั้นพระเยซู"

 


 

4.อาร์เจนตินา 27,385 บาท
มีเมืองหลวง "Buenos Aires" (ภาษาสเปน แปลว่า "อากาศดี") ที่สวยงาม จนได้รับฉายาว่า "ปารีสเเห่งอเมริกาใต้" ประเทศที่เป็นต้นกำเนิดการเต้นแบบ "แทงโก้"




5.เวเนซุเอลา 26,575 บาท
ประเทศในอเมริกาใต้เพียงหนึ่งเดียวที่เป็นสมาชิกในกลุ่ม OPEC (ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน)
และเป็นหนึ่งเดียวที่ปกครองโดยระบอบคอมมูนิสต์ เป็นประเทศที่ได้รับตำแหน่งนางงามจักรวาลมากที่สุด


6.โคลัมเบีย 17,785 บาท
ประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศที่เต็มไ้ปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
ฉายา "ประเทศแห่งโคเคน" ส่งออกกาแฟเช่นเีดียวกับบราซิล


 

7.เปรู 14,760 บาท
ประเทศต้นกำเนิดวัฒนธรรมของอาณาจักรอินคา มีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกคือ "โบราณสถาน มาชู ปิ๊กชู" มีสินค้ามาจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว นั่นคือ ผลิตภัณฑ์จากบริษัท AJE (Big cola)
 



8.ไทย 13,488 บาท
ประเทศที่มีเศรษฐกิจดีเป็นอันดับที่ 4 ในภูมิภาคอาเซียน




 

9.เอกวาดอร์ 11,070 บาท
ประเทศผู้ส่งออกสินค้าทางเกษตรกรรมหลักคือ "กล้วย"
และมีหมู่เกาะกาลาปาโกส (หมู่เกาะโกลอง) ในมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 600 ไมล์ ซึ่งมีเต่ายักษ์ ในภาษาสเปนโบราณเรียกว่า กาล่าปาโกะ (galápago) อันเป็นที่มาของชื่อหมู่เกาะนี้
 
10.ปารากวัย 9,920 บาท
ประเทศที่มีธงชาติทั้ง 2 ด้านมีลายไม่เหมือนกัน เป็น 1 ใน 2 ประเทศในอเมริกาใต้ ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล และมีค่าครองชีพต่ำที่สุดในทวีปอเมริกาใต้

 
 

11.โบลิเวีย 5,660 บาท
เมืองหลวงของประเทศชื่อ "ลาปาซ" เป็นเมืองหลวงที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก และเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล



จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
18 กุมภาพันธ์ 2013

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ที่มาของชื่อทั้ง 10 ประเทศในทวีปอเมริกาใต้

ข้อมูลจาก wikipedia 
 ที่มาของชื่อประเทศ ทั้ง 10 ของอเมริกาใต้
 
1.ประเทศ Colombia (โกโล้มเบีย) มาจากชื่อของนักสำรวจชาวอิตาลีชื่อ Christopher Columbus (คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส) หรือ Cristóbal Colón (กริสโตบัล โกลอน ในภาษาสเปน) หรือ Cristoforo Colombo (กริสโตโฟโร โกลอมโบ ในภาษาอิตาลี) ถูกนำมาใช้โดยนักปฏิวัติฟรันซิสโก เด มิรันดา ซึ่งเขาใช้อ้างอิงถึง "โลกใหม่" โดยเฉพาะดินแดนและอาณานิคมในทวีปอเมริกาทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การปกครองของสเปนและโปรตุเกส ชื่อนี้ได้มาเป็นชื่อของสาธารณรัฐโคลอมเบีย (Gran Colombia) ในปี ค.ศ. 1819 ก่อนจะแยกมาเป็น 4 ประเทศในภายหลัง ซึ่งประกอบด้วยดินแดนของประเทศโกโล้มเบีย เบเนซ้วยหละ เอกวาดอร์ และปานาม่าในปัจจุบัน ทั้งหมดใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ

 
2.ประเทศ Venezuela (เบเนซ้วยหละ) คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสชาวอิตาลีได้เดินทางมาถึงประเทศเบเนซ้วยหละเมื่อปี ค.ศ. 1498 พื้นที่ตรงนี้มีคนพื้นเมือง หลายเผ่า อาศัยอยู่ เช่นเผ่า อาราวัก คาริบ และชิบชา โคลัมบัสได้ยึดดินแดนแห่งนี้เป็นเมืองขึ้นของสเปนและตั้ง ชื่อดินแดนที่เดินทางมาถึงนี้ว่า Venezuela ซึ่งแปลว่า "เวเน้เชียน้อย" เพราะมีภูมิประเทศคล้ายกับเมืองเวเน้เชีย (Venecia หรือ "เวนิส" ในภาษาอังกฤษ) ของประเทศบ้านเกิดตนเอง ประเทศนี้ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ



 
3.ประเทศ Ecuador (เอกวาดอร์) เนื่องจากประเทศนี้ตั้งอยู่บริเวณที่เส้นศูนย์สูตรลากผ่าน จึงได้รับการตั้งชื่อตามคำในภาษาสเปนว่า Ecuador ซึ่งก็ตรงกับ "equator" (เส้นศูนย์สูตร) ในภาษาอังกฤษนั่นเอง ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ

 
4.ประเทศ Brasil (บราซิล) ชื่อมาจากต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Pau-Brasil ในภาษาโปรตุเกส ซึ่งนำไปใช้ย้อมผ้าด้วยสีแดงจากเปลือกไม้ของมัน บราซิลเป็นดินแดนแห่งเกษตรกรรมและป่าเขตร้อน การที่บราซิลมีทรัพยากรธรรมชาติที่มากมายและมีแรงงานเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคในปัจจุบัน บราซิลใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาทางการ

 
5.ประเทศ Perú (เปรู) ชื่อเปรูมาจากคำว่า "บีรู" (Birú) ซึ่งเป็นชื่อของผู้ปกครองท้องถิ่นบริเวณอ่าวซานมีเกลในปานาม่า โดยบริเวณนี้เป็นจุดใต้สุดที่ชาวยุโรปรู้จักเมื่อครั้งนักสำรวจชาวสเปนมาถึงในปี ค.ศ. 1522 ดังนั้นเมื่อฟรันซิสโก ปิซาร์โร เดินทางสำรวจต่อไปทางใต้ จึงเรียกภูมิภาคเหล่านั้นว่า บีรูหรือเปรูด้วย จักรวรรดิสเปนรับรองชื่อนี้ในปี ค.ศ. 1529 ซึ่งตั้งเป็นจังหวัดเปรูบริเวณจักรวรรดิอินคาเดิม ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ

 
6.ประเทศ Bolivia (โบลิเบีย) ตั้งชื่อประเทศตามชื่อสกุลของ Simón Bolívar (ซิโมน โบลิบาร์) นายพลทหารชาวสเปน เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวให้ประเทศต่าง ๆ ในทวีิปอเมริกาใต้เป็นอิสระ หรือที่เรียกกันในนามว่า "สงครามโบลีบาร์ " ผู้ช่วยให้โบลิเบียเป็นประเทศเอกราชจากสเปน เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนาม "ผู้กู้อิสรภาพ" ประเทศนี้ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ 

7.ประเทศ Paraguay (ปารากวัย) ชื่อประเทศปารากวัยมีความหมายว่า "น้ำซึ่งไหลไปสู่น้ำ" โดยมาจากคำในภาษากวารานีชาวท้องถิ่นว่า ปารา (pará) แปลว่า มหาสมุทร, กวา (gua) แปลว่า สู่/จาก , และ อี (y) แปลว่า น้ำ วลีในภาษากวารานีมักจะอ้างถึงเมืองหลวงอะซุนซิออน แต่ในภาษาสเปนจะอ้างถึงทั้งประเทศ ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาทางการ 

ข้้อมูลโดย thaiembassychile.org
8.ประเทศ Chile (ชิเล) ไ้ด้รับฉายาว่า "ประเทศเชือกรองเท้า" เพราะภูมิประเทศมีลักษณะเรียงตัวยาวลงมา คำว่า "ชิเล" ตามตำนานกล่าวว่ามาจากชื่อหัวหน้าเผ่าอารูคาเนียนคนหนึ่ง คือทิลี (Tili)  ซึ่งสามารถต้านทานการบุกรุกของพวกอินคาได้ ขณะที่บางตำนานอ้างว่าคำว่าชิเลมาจากภาษามาปูเช แปลว่า ที่ซึ่งสุดแผ่นดิน จุดที่อยู่ลึกที่สุดของโลก หรือ นกนางนวล รวมทั้งมาจากการเลียนเสียง ชีเล-ชีเล(chile-chile) ของนกชนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามตามชาวสเปนรุ่นแรก ๆ ที่เข้ามาในชิล บันทึกว่าชนพื้นเมืองในดินแดนแห่งนี้เรียกตัวเองว่า ชนแห่งชิเล” ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ

 

9.ประเทศ Uruguay (อุรุกวัย) อุรุกวัยเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของทวีปอเมริกาใต้ และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการเมืองและระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพที่สุด จนได้รับฉายาว่า "สวิสแห่งอเมริกาใต้" ชื่อประเทศมาจากคำว่า Urú+agua รวมกันเป็น Uruguay แปลว่า "แม่น้ำของนกอูรู่" (ชื่อนกชนิดหนึ่งในประเทศนี้) ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ
 
10.ประเทศ Argentina (อาร์เฆนตี้นา) เป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของทวีปอเมริกาใต้ รองจากบราซิล และมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ของโลก จรดปากเเม่น้ำ Río de la plata (ริโอ เด ลา ปล้าตะ มีความหมายตามตัวอักษรว่า "แม่น้ำแห่งแร่เงิน") จึงนำืชื่อของแร่ธาตุเงิน "Ag" ทางเคมี มาตั้งเป็นชื่อประเทศ (Argentina) นั่นเอง ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ


จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
17 กุมภาพันธ์ 2013

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อเมริกาใต้ ดินแดนที่น่าค้นหา

ข้อมูลโดย wikipedia และ bp-smakom.org
 
ทวีปอเมริกาใต้ เป็นทวีปที่เส้นศูนย์สูตรและเส้นทรอปิกออฟแคปริคอร์นพาดผ่าน โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในซีกโลกใต้ ขนาบข้างด้วยมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรแอตแลนติก ในทางภูมิศาสตร์ ทวีปอเมริกาใต้เพิ่งจะเคลื่อนมาบรรจบกับทวีปอเมริกาเหนือเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้เกิดคอคอดปานามา (ส่วนที่แคบที่สุดของทวีป) และเทือกเขาแอนดีสพาดผ่านเขตด้านตะวันตกของทวีป ดินแดนทางตะวันออกของเทือกเขาแอนดีส คือ แอ่งแม่น้ำแอมะซอน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขตป่าดิบชื้น
 
 
ทวีปอเมริกาใต้มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 4 รองจากทวีปเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือตามลำดับ ส่วนจำนวนประชากรมีมากเป็นเป็นอันดับ 5 รองจากทวีปเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และอเมริกาเหนือ
 
เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติหลายชนิด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง มีที่ราบเฉพาะเขตชายฝั่งและลุ่มแม่น้ำ  ภูมิอากาศมีทั้งเขตร้อนและเขตอบอุ่น   ซึ่งเหมาะแก่การดำรงชีวิต  จึงเป็นทวีปที่มีประชากรอาศัยอยู่มากแห่งหนึ่งของโลก   แต่เนื่องจากความแตกต่างทางด้านสังคม การเมือง และปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของประชากร   ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ยังไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร ทั้งๆที่อยู่ใกล้ชิดติดต่อกับทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นทวีปที่พัฒนาและเจริญก้าวหน้ามากในทุกๆด้าน
ประชากรในทวีปอเมริกาใต้ สันนิษฐานว่าอพยพมาจากทวีปเอเชียเข้าสู่ทวีปอเมริกาเหนือโดยผ่านช่องแคบแบริง แล้วเดินทางลงใต้ผ่านอเมริกากลางจนถึงอเมริกาใต้เช่นปัจจุบัน ดังนั้นชนพื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้และอเมริกาเหนือจึงมีความสัมพันธ์กัน ทางเชื้อชาติ โดยในเปรูชนพื้นเมืองอินเดียนได้สร้างอาณาจักรอินคา ครอบคลุมอาณาเขตกว้างขวางทางตะวันตกของทวีป โดยมีเมืองคุชโกเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร



มีความแตกต่างกันทางด้านกายภาพมากแห่งหนึ่งของโลก  กล่าวคือ  เป็นดินแดนที่มีระบบภูเขาซึ่งมีแนวต่อเนื่องกันยาวที่สุดในโลก  และมีที่ราบลุ่มแม่น้ำที่ปคลุมด้วยป่าดิบชื้นที่กว้างขวางที่สุดในโลก ขณะที่ดินแดนบางส่วนของทวีปนี้มีอากาศแห้งแล้งมาก นอกจากนี้ประชากรในทวีปอเมริกาใต้ ยังมีความหลากหลาในด้านเชื้อชาติและการดำเนินชีวิต  คือ  มีทั้งชาวอินเดียน   ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมชาวสเปนและโปรตุเกสซึ่งเป็นพวกผิวขาว พวกผิวดำชาวแอฟริกา พวกผิดเหลืองชาวเอเชีย  ซึ่งเป็นผู้อพยพเข้ามาอยู่ใหม่ และพวกเมติโซซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์เลือดผสม ส่วนวิถีการดำเนินชีวิต มีตั้งแต่สภาพความเป็นอยู่ตามธรรมชาติแบบเก่าแก่ดั้งเดิม จนกระทั่งการมีชีวิตที่ทันสมัยแบบชาวเมืองยุโรป

ในปี พ.ศ. 2042 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินทางด้วยเรือมายังรอยต่อของอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ซึ่งชื่อของเขาก็เป็นที่มาของประเทสโคลอมเบียในปัจจุบัน กระทั่ง พ.ศ. 2043 ประเทศต่างๆในยุโรปโดยเฉพาะประเทศสเปน อิตาลี โปรตุเกส อังกฤษ และฝรั่งเศส ได้เข้ามาสำรวจ และยึดครองดินแดนเป็นอาณานิคมเป็นจำนวนมาก ประเทศเจ้าของอาณานิคมจากยุโรปยึดครองและได้ผลประโยชน์จากดินแดนใน ทวีปอเมริกาใต้มานานหลายร้อยปี จนกระทั่งใน พ.ศ. 2261 โฮเซ เดอ ซาน มาร์ติน ปลดปล่อยประเทศอาร์เจนตินา ชิลี โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เวเนซุเอล่า ให้เป็นอิสระจากสเปนและปลดปล่อยประเทศบราซิลให้เป็นอิสระจากประเทศโปรตุเกส ในลำดับถัดมา


ทวีปอเมริกาใต้ ประกอบด้วย 

1.เฟรนช์เกียนา
2.ซูรินาเม
3.กายอานา
4.หมู่เกาะฟอล์กแลนด์
5.อุรุกวัย
6.ชิลี
7.เอกวาดอร์
8.ปารากวัย
9.โบลิเวีย
10.เวเนซุเอลา
11.โคลัมเบีย
12.บราซิล
13.เปรู
14.อาร์เจนตินา


 
ทวีปอเมริกาใต้เป็นแหล่งอารยธรรมดั้งเดิมของชาวอินเดียนเผ่าอินคา มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ของประเทศเอกวาดอร์,เปรู,โบลิเวียและทางตอนเหนือของประเทศชีลิในปัจจุบัน อาณาจักรนี้มีความเจริญสูงสุด

ประมาณตอนกลางของพุทธศตวรรษที่ 20  สิ่งที่แสดงถึงอารยธรรมของพวกอินคา ได้แก่ การนำหินมาปูถนน การทำสะพานแขวนด้วยเชือกเพื่อทอดข้ามลำธาร แม่น้ำและหุบเขาแคบๆ การสกัดหินภูเขาออกมาเป็นแท่งๆ   เพื่อนำไปก่อสร้างที่อยู่อาศัย การปรับพื้นที่เนินเขาให้เป็นขั้นบันไดเพื่อใช้เพาะปลูกการขุดคลองเพื่อส่งน้ำเพื่อการเกษตร   ใน พ.ศ.2075 อาณาจักรอินคาต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสเปน สเปนจึงมีอำนาจปกครองดินแดนอันกว้างใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์นี้ การที่สเปนเข้ามามีอิทธิพลในทวีปอเมริกาใต้ ทำให้มีคำเล่าลือว่าทวีปอเมริกาใต้เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทองคำ เงินและโลหะอื่นๆ ซึ่งเป็นดึงดูดใจให้ผู้คนในประเทศสเปนและโปรตุเกส  พากันเดินทางเข้ามาแสวงโชคลาภในทวีปนี้มากขึ้น ดังนั้นทุกภูมิภาคในทวีปนอเมริกาใต้จึงตกเป็นอาณานิคมของสเปน ยกเว้นบราซิลเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส   ปลายพุทธศตวรรษที่ 25 ชาวอาณานิคมได้ต่อสู้จนได้รับเอกราช และได้สถาปนาเป็นประเทศเอกราชเกือบทั้งหมด ยกเว้นหมู่เกาะฟอล์กแลนด์และดินแดนเฟรนช์เกียนา


 ในปี พ.ศ. 2525 เกิดสงครามฟอล์กแลนด์ระหว่างประเทศอาร์เจนตินาและอังกฤษเพื่อแย่งชิงเกาะ ฟอล์กแลนด์ ซึ่งประเทศอังกฤษเป็นฝ่ายชนะและยังคงยึดครองเกาะฟอล์กแลนด์จนกระทั่ง ปัจจุบัน เช่นเดียวกับประเทศฝรั่งเศสที่ยังคงยึดครองดินแดนเฟรนช์เกียนาทางตอนเหนือ ของทวีปเอาไว้

เชื้อชาติ ประกอบด้วยกลุ่มชน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มชาวอินเดียน กลุ่มชาวผิวขาวและกลุ่มชาวผิวดำ
 
กลุ่มอินเดียน เป็นชนเผ่าดั้งเดิม ที่สร้างสรรค์อารยธรรมในทวีปอเมริกาใต้เมื่อประมาณ 5,000 ปี ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในแถบที่สูงของเทือกเขาแอนดีส และบางส่วนอาศัยอยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำแอมะซอนและชายฝั่งทะเลแคริบแบียน  เมื่อชาวผิวขาวได้เข้ามามีอิทธิพลในทวีปอเมริกาใต้ก็บังคับให้ชาวอินเดียนทำงานในไร่นาและเหมืองแร่ของตน ต่อมามีผู้หญิงอินเดียจำนวนมากได้แต่งงานกับคนผิวขาว ทำให้มีลูกเลือดผสมเรียกว่า เมสติโซ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้ ส่วนชาวอินเดียเลือดบริสุทธิ์ปัจจุบันมีอยู่จำนวนน้อยในบางประเทศ เช่น เปรู โบลิเวีย เอกวาดอร์ บราซิล
กลุ่มผิวขาว ซึ่งอพยพเข้าไปตั้งหลักแหล่งเมื่อประมาณ พ.ศ.2400 ได้แก่ ชาวสเปน โปรตุเกส  อิตาลี เยอรมัน และโปแลนด์ ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ชาวญี่ปุ่น  เป็นพวกผิวเหลืองได้อพยพเข้าสู่ทวีปอเมริกาใต้เป็นจำนวนมาก
กลุ่มผิวดำ  จากทวีปแอฟริกาได้อพยพเข้าในฐานะใช้แรงงานในไร่นาและเหมืองแร่ของพวกผิวขาวในประเทศบราซิลและโคลัมเบีย ต่อมาคนผิวดำได้แต่งงานกับคนผิวขาว  และมีลูกเลือดผสมเรียกว่า มูแลตโต ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศบราซิลและโคลัมเบีย

ภาษา ประเทศต่างๆในทวีปอเมริกาใต้ ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ ยกเว้นประเทศบราซิลใช้ภาษาโปรตุเกส ประเทศกายอานา ใช้ภาษาอังกฤษ เฟรนซ์เกียนา ใช้ภาษาฝรั่งเศส และซูรินาเม  ใช้ภาษาดัตช์

ศาสนา  ประชากรร้อยละ 90 ของทวีปอเมริกาใต้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก  ที่ชาวสเปนและโปรตุเกสเป็นผู้นำเข้ามาเผยแผ่ ส่วนนิกายโปรเตสแตนต์มีผู้นับถือน้อย

การศึกษา ประเทศที่มีการศึกษาพัฒนามากที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ อาร์เจนตินา ชีลี  กายอานา  อุรุกวัย และซูรินาเม ประชากรของประเทศเหล่านี้มีอัตราการอ่านเขียนได้สูง  เพราะเป็นประเทศมี่มีเศรษฐกิจค่อนข้างดี   จึงสามารถจัดการศึกษาบังคับแบบให้เปล่าได้ทั่วถึง ส่วนประเทศอื่นๆ มีประชากรอ่านออกเขียนได้ ยู่ในอัตราที่ต่ำกว่านี้


จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
16 กุมภาพันธ์ 2013