วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

La Rafle (2010)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com

ลิงก์

La Rafle
(ลา คราเฟลอ - การเข้าปล้น)

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2(ค.ศ.1939-1945) ทหารเยอรมันยาตราทัพเข้าประเทศฝรั่งเศสได้อย่างสะดวกโยธินไร้การต่อต้านทางการทหารใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะทางการฝรั่งเศสเปิดประเทศต้อนรับเยี่ยงมิตร และพร้อมให้ความร่วมมือกับฝ่ายนาซีเป็นอย่างดี ซึ่งนั่นก็รวมถึงการสนองนโยบายกวาดล้างชาวยิวในฝรั่งเศสอีกด้วย


ป๋า Jean Reno (ฌอง เครอโน) ก็มากับเขาด้วย

     และในวันที่ 16 และ 17 ก.ค.1942 ตำรวจฝรั่งเศสก็ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้ออกปฏิบัติการ 'ลมฤดูใบไม้ผลิ' ซึ่งคือการกวาดต้อนชาวยิวจำนวนกว่า 13,152 คนทั่วประเทศ ไปรวมกันไว้ในค่ายกักกัน ก่อนจะส่งมอบชาวยิวให้ทางนาซีนำไปสังหารหมู่อีกที ซึ่งในจำนวนนั้นมีคนที่รอดชีวิตมาเพียง 25 คนเท่านั้น ที่น่าเศร้าคือเด็กๆ จำนวนกว่า 4,051 คนไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาได้เลยสักคนเดียว


เป็นชาวยิวนั้นแสนชีช้ำ
     ภาพยนตร์ดราม่าประวัติศาสตร์ของ ผู้กำกับหญิง Roselyne Bosch (โครเซอลีน โบสช์) เรื่องนี้เล่าถึงชะตากรรมของชาวยิวในเหตุการณ์สุดสลดครั้งนั้น ซึ่งจะว่าไปแล้วนี่ก็เปรียบเหมือนหนัง Schindler's List (1993) เวอร์ชั่นฝรั่งเศสนั่นเอง เพียงแต่ว่าไม่มีฉากโหด ไม่มีฉากการฆ่าทารุณ ไม่มีวีรบุรุษมีแต่บรรดาชาวบ้านฝรั่งเศสบางคนที่ให้ความช่วยเหลือชาวยิวหลบหนี แต่เรื่องราวก็ชีช้ำสะเทือนใจไม่แพ้กันเลยทีเดียว
เด็กน้อยเหล่านี้ไม่มีวันได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่
     หนังเปิดเรื่องด้วยภาพฟุตเตจจริงของฮิตเลอร์พร้อมลิ่วล้อที่ขับรถชมวิวในกรุง ปารีสอย่างผู้พิชิต ซึ่งบรรดาตำหนวดฝรั่งเศสก็ให้การอารักขาตะเบ๊ะยามขบวนรถผ่านอย่างแข็งขัน ซึ่งก็น่าชีช้ำหนักขึ้นไปอีก เมื่อทางการฝรั่งเศสกลับส่งมอบคนชาติเดียวกัน แต่ต่างเชื้อชาติ ให้ไปตาย ดีที่ชาวบ้านชาวช่องส่วนใหญ่นั้น ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับการกระทำของรัฐบาลด้วย ดังนั้นที่รับผิดไปเต็ม ๆ ก็น่าจะเป็นผู้นำฝรั่งเศสในยุคโน้นนั่นเอง (จนมาถึงปี 1995 สมัย ประธานาธิบดี Jacques Chirac (ฌัก ชีรัก) นั่นแหล่ะรัฐบาลถึงได้ออกมาขออภัยชาวยิวต่อเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่างเป็นทางการ)

สาวงามมักโดนตำหนวดเพ่งเล็ง
     ถึงจะไม่เด็ดขาดเท่า Schindler's List แต่ก็ดูชีช้ำได้ในทางของตน คนที่ชอบดูหนังประวัติศาสตร์ หรือหนังที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงไม่ควรพลาด เพราะจะทำให้เห็นภาพในมุมกว้างมากขึ้น และตอกย้ำให้เราเห็นว่าครั้งหนึ่งก็เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในโลกเบี้ยวๆ ใบนี้มาแล้ว ซึ่งก็แน่นอนว่ามันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน ตราบใดที่มนุษย์เรายังคงตั้งหน้าตั้งตาแบ่งพรรคแบ่งพวก หรือเห็นว่าตนดีกว่าและดูถูกเหยียดหยามคนอื่นที่ด้อยกว่าเช่นนี้


Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
23 เมษายน 2014




วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

L'Apollonide Souvenirs de la maison close (2011)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com



L'Apollonide Souvenirs de la maison close
(ลาโปโยนีด ซูเวอนีร์ เดอ ลา เมซง โคส - ความอดกลั้นในความหลังของซ่องโสเภณี)

     ผู้กำกับอีกคนที่ถูกจัดเข้ากลุ่ม New French Extremity (ผู้กำกับชาวฝรั่งเศสรุ่นใหม่ที่นิยมทำหนังแรง ๆ โป๊ๆ โหดๆ) อย่าง Bertrand Bonello (เเบร์ตรง โบเนโย) เช่นเรื่อง Le Pornographe 2001 (เลอ ปอร์โนกราฟ - คนทำหนังลามก) มีผลงานออกมาทีไรก็มักจะเป็นที่สนอกสนใจจากบรรดาคอหนังและนักวิจารณ์อยู่เสมอ ซึ่งผลงานล่าสุดของเขานี้ก็แจ่มมากพอจะได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำของเทศกาล หนังเมืองคานส์ และรางวัลซีซาร์ (ออสก้าร์ของฝรั่งเศส) อีก 9 สาขาด้วยกัน แต่ก็แห้วเกือบหมด คว้ามาได้แต่รางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมเท่านั้น

อาชีพนี้นั้นมีมาตั้งแต่โบราณกาล
     มาคราวนี้เขาขอจับเอาเรื่องราวของ 'โสเภณี' ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดอาชีพหนึ่งในโลกมานำเสนอ โดยหนังพาย้อนไปฝรั่งเศสช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อเล่าเรื่องราวชีวิตของเหล่าโสเภณีในซ่องระดับไฮคลาสแห่งหนึ่ง ซึ่งพวกเธอต้องเผชิญกับความสุข ความทุกข์ ความรัก มิตรภาพ ความผิดหวัง ความไม่แน่นอนของชีวิต และแง่มุมอื่น ๆ อีกมากมายที่จะทำให้ท่านผู้ชมได้เข้าใจและเข้าถึงว่าคนอาชีพนี้ก็มีความรู้สึกนึกคิดมีหัวจิตหัวใจเหมือนกันนะเฟ้ย

โป๊เปลือยแต่ไม่ยั่วกามารมณ์
     หนังแสดงถึงกิจวัตรประจำวันของโสเภณีสมัยนั้น ว่าวันๆ ทำอะไรกันบ้าง โดยจะเน้นไปที่ตัวสาว ๆ แต่ละคน ชนิดไม่มีวอกแว่กไปที่ตัวลูกค้า หรือไถลไปนอกซ่องแต่อย่างใด (ยกเว้นตอนสาว ๆ ออกไปข้างนอกกัน) ซึ่งในบางฉากบางตอนก็ถึงกับใช้วิธีแบ่งเฟรมสามเฟรมบ้างสี่เฟรมบ้างเพื่อเสนอภาพของพวกเธอแต่ละคน ให้เห็นพร้อม ๆ กัน ราวกับว่ากำลังดูเรียลลิตี้สักรายการอยู่ก็ไม่ปาน หนังเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ไม่หวือหวา ถ่ายภาพสวย บรรยากาศบางฉากเหมือนอยู่ในความฝัน ให้อารมณ์ศิลป์บรรเจิดไปอีกแบบ


สาวหน้าตาแฉล้มเต็มเรื่อง
     และแน่นอนว่าเล่าเรื่องเกี่ยวกับโสเภณีแบบนี้ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง มีเนื้อหนังมังสาของสาวๆ มาให้เห็นกัน ซึ่งหนังก็จัดเต็มเห็นจะ ๆ ไม่มีเม้มตลอดทั้งเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ออกแนวยั่วยวนกามารมณ์เถิดเทิงจนน้ำลายเหนียวแบบหนังโป๊แต่อย่างใด (คือออกจะดูสวยงามซะมากกว่า) แถมในบางฉากยังกับหลุดมาจากหนัง Eyes Wide Shut (1999) ของท่าน Stanley Kubrick อีกต่างหาก ส่วนการใช้เพลงบลูส์ เพลงป็อปสมัยใหม่ (เมื่อเทียบกับยุคสมัยในหนัง) มาเปิดประกอบก็ทำให้หนังดูแนวขึ้นทันที
ในรูปขวาน่ะไม่ใช่โสเภณีเด็กเน้อ
     หนังไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์อะไรกับคนอาชีพนี้ นอกจากแสดงความเห็นอกเห็นใจพวกเธอ ไม่ว่าจะเต็มใจหรือจำใจ หรือด้วยเหตุผลกลใดที่ทำให้พวกเธอต้องมาสู่อาชีพนี้ก็ตาม แต่ดูท่าว่ามันจะไม่ใช่อาชีพที่น่าแฮปปี้เอาเสียเลย พวกเธอหมดสิทธิ์ที่จะมีอิสระ หมดสิทธิ์ที่จะมีความรัก เพราะจะต้องเจอกับความผิดหวัง และความโศกเศร้าสูญเสียในท้ายที่สุดเสมอ แถมยังโดนสังคมดูถูกเหยียดหยาม ถึงขนาดในสมัยนั้นมีคนเขียนงานวิจัยว่าโสเภณีกับอาชญากรนั้นมีหัวเล็กกว่าคนทั่วไปเพราะมีสมองน้อยพอๆ กัน

เสื้อผ้าหน้าผมและการถ่ายภาพสวยดีแท้
      หนังสรุปปิดท้ายอย่างเข้าท่าน่าคิดโดยให้พวกเธอถามกันว่าจะเอายังไงต่อไปกับชีวิต ดี อีกคนก็ตอบว่า "ไม่รู้สิ" แล้วภาพก็ตัดมายังท้องถนนยุคปัจจุบัน ที่ถึงทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหมด แต่สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่ยงคงกระพันไม่หายไปไหนก็คือ 'โสเภณี' นั่นเอง มิน่าล่ะ นี่ถึงได้เป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดอาชีพหนึ่งในโลก ที่ไม่ยอมสูญพันธุ์ไปง่ายๆ ตราบใดที่ผู้ชายยังคงหื่นอยู่ ใครมีหูจงฟังเถิด


 Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
22 เมษายน 2014

วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

À bout portant (2010)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com


À bout portant
(อา บู ปอร์ตง - ระยะเผาขน)
 
     เพียงแค่ผลงานเรื่องแรกอย่าง Pour elle (ปู แรล - เพื่อเธอ ในปี 2008) ของผู้กำกับ Fred Cavayé (เฟร็ด กาวาเย่) ก็แจ้งเกิดไปเต็ม ๆ ซะแล้ว เพราะตัวหนังเองถูกฮอลลีวู้ดจับไปรีเมคในชื่อ The Next three days (2010) ที่ได้ Russell Crowe มาเล่นเป็นพระเอกเชียวนะ ส่วนผลงานถัดมาของเขา เรื่องนี้นั้นก็ออกมาเข้าท่า จนถ้าฮอลลีวู้ดจะเอาไปรีเมคอีกก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

หนังทริลเลอร์สุดลุ้นจากฝรั่งเศสมาอีกแล้วจ้า
     หนังว่าด้วยเรื่องราวของ Samuel (ซามูเอล) หนุ่มบุรุษพยาบาลฝึกหัดที่เผอิญได้ช่วยชีวิต Hugo (อูโก) โจรที่ถูกมือมืดตามฆ่า แต่นั่นก็ส่งผลให้เขาต้องงานเข้า เมื่อเมียสาวท้องแก่โดน จับไปเป็นตัวประกัน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนให้เขาต้องหาทางพาตัว Hugo ไปส่งยังมือมืดให้ทันเวลา ไม่งั้นเมียเอ็งเดี้ยงแน่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสุดระทึกที่บุรุษพยาบาลคนนี้ ต้องเผชิญใน หนังแอ็คชั่นทริลเลอร์จากฝรั่งเศสเรื่องนี้

นางเอกเป็นคนสเปนแต่พูดฝรั่งเศสปร๋อ
     ดูเหมือนผู้กำกับ Cavayé จะชอบทำหนังเกี่ยวกับคนธรรมดาๆ ผู้ประกอบอาชีพพื้นๆ ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยคนรัก จนต้องกลายเป็นคนร้ายที่ทางการหมายหัวซะจริงๆ อย่างเรื่องที่แล้วก็ช่วยเมียหนีคุก มาเรื่องนี้ก็ต้องหาทางช่วยเมียที่ถูกจับไปอีก ซึ่งแม้ว่าหนังจะมากับพล็อตเดิมๆ ประมาณไล่ล่ากันตลอดเรื่อง แต่หนังก็ยังทำออกมาได้สนุกมีลุ้น ฉากบู๊จริงจัง เดินเรื่องเร็วไม่อืดอาด ดูเพลินตลอดทั้งเรื่องดีแท้

ดูก็รู้ว่างานนี้วิ่งกันป่าราบ
มา ถึง ชม.นี้คงต้องบอกว่า ผู้กำกับ Cavayé แกถนัดหนังแนวทริลเลอร์ไล่ล่าแบบสุดๆ จนขึ้นแท่นมือวางอันดับหนึ่งของฝรั่งเศสไปซะแล้ว นี่ถ้าแกได้บทดีๆ เรื่องดีๆ มาอยู่ในมือแล้วล่ะก็ หนังคงออกมาแจ่มไปโลด ว่าแต่ว่า ฮอลลีวู้ดไม่สนใจลองชวนพี่แกไปทำหนังซะหน่อยเหรอจ้ะ ทางหนังแกออกจะฮอลลีวู้ดจ๋าซะปานนี้แล้วเนี่ย

เรื่องนี้พระเอกเราสะบักสะบอมน่าดู


 Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
21 เมษายน 2014

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557

El Secreto de sus ojos (2009)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com



El Secreto de sus ojos
(เอล เซเก้รโต เด ซุส โอโฆส - ความลับในดวงตาคุณ)

     นี่คือหนังอาร์เจนติน่าที่ติดโผ 1 ใน 5 เรื่องที่ได้เข้าชิงออสก้าร์สาขาหนังต่างประเทศยอดเยี่ยม ซึ่งตัวหนังนั้นก็ครองตำแหน่งหนังทำเงินสูงสุดของปีในประเทศอาร์เจนติน่าซะด้วย โดยรั้งอันดับ 1 อยู่นานกว่า 3 เดือนก่อน จะโดนสารคดีคอนเสิร์ต Michael Jackson's This Is It ของป้าแจ็คโก้สอยร่วงไปในที่สุด ได้ทั้งเงินทั้งกล่องแบบนี้ก็ไม่เสียแรงที่ ผู้กำกับ Juan José Campanella (ฆวน โฆเซ่ กัมปาเน้ยา) เขาอุตส่าห์ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการกำกับหนังทีวีในอเมริกาอยู่นานนับ 10 ปี (อันที่จริงก็ไปๆ มาๆ กับบ้านเกิดแหล่ะนะ อิอิ)

คู่พระนางของเรื่อง
     หนังพาย้อนไปในปี 1974 เมื่อ Benjamín Espósito (เบนฆามีน เอสโป้ซิโต) เจ้าหน้าที่รัฐต้องเข้าไปสืบสวนคดีฆ่าข่มขืนสุดทารุณคดีหนึ่ง และในขณะเดียวกัน Irene Menéndez (อีเร้เน เมเน้นเดส) นักกฎหมายสาวไฟแรง ก็เพิ่งจะเข้ามารับช่วงเป็นหัวหน้าหน่วยงานของเขาพอดี แล้วดูเหมือนทั้งคู่ก็น่าจะมีใจต่อกันอยู่ แต่เขาก็พยายามหยุดเรื่องนี้ไว้แค่ในฐานะเจ้านาย-ลูกน้องอยู่เสมอ ด้วยสำนึกว่า ตนคงเหมือนน้องหมาวัดที่กำลังเห่าเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันซะมากกว่า เพราะทั้งคู่ต่างกันทั้งด้าน วัย ฐานะ การศึกษา ส่วนตัวคนร้ายนั้นเล่า ก็ยังคงเดินลอยนวลอยู่ได้ โดยที่พวกเขาทำอะไรไม่ได้ หนำซ้ำยังเป็นเหตุให้ทั้งคู่ต้องพลัดพรากจากกันกว่า 25 ปีเลยทีเดียว


ขึ้นลิฟต์อยู่ดีๆ ก็มีคนชักปืนขึ้นมาโชว์แบบนี้เป็นใครก็ต้องหนาวล่ะ 
     ในปี 1999 แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แต่ เบนจามีน ก็ไม่เคยลืม อีเร้เน และคดีๆ นั้นได้เลย เขาได้กลับมาพบเธออีกครั้งพร้อมได้นำเอาต้นฉบับนิยายที่เขาได้เขียนขึ้น โดยอิงเนื้อเรื่องจากคดีฆ่าข่มขืนนั้นมาให้เธออ่าน ซึ่งการกลับมาพบกันครั้งนี้ อาจเป็นเหตุให้ถ่านไฟเก่าคุขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นได้ รวมทั้งยังทำให้เขาตัดสินใจสะสางเรื่องคดีที่ยังค้างคาใจมานานกว่า 25 ปีอีกด้วย ส่วนเรื่องราวจะลงเอยยังไงก็โปรดติดตามกันตามอัธยาศัยเลยจ้า
พระเอกเราช่างจัดพื้นที่ใช้สอยบนโต๊ะทำงานได้คุ้มจริงๆ
     หนังดราม่าสืบสวนเรื่องนี้ทำออกมาได้ละเมียดดีจัง เพราะจริงๆ แล้วนี่เป็นหนังรักต่างหาก แต่ก็เป็นรักแบบผู้ใหญ่ๆ ที่ไม่ได้หวือหวา ซู่ซ่านะ ส่วนใหญ่พระนางของเราก็ได้แต่สื่อความรู้สึกต่อกันทางสายตา (ตามชื่อเรื่อง) แต่บทจะจี๊ดก็ยังจี๊ดได้เรื่องอยู่ ทางด้านเรื่องการสืบสวนก็ไปแบบเรื่อยๆ ไม่ตื่นเต้นตูมตาม แต่ก็ไม่หย่อนความน่าติดตามเช่นกัน เท่านั้นยังไม่พอ คุณ ผู้กำกับยังขอโชว์ความเทพ โดยการถ่ายทำฉากไล่ล่าในสนามฟุตบอลแบบลองเทคยาว 6 นาที โดยทราบมาว่า กว่าจะออกมาอย่างที่เห็น ผู้สร้างต้องวางแผนสำหรับฉากนี้ฉากเดียวกว่า 2 ปี โดยถ่ายทำเพียงแค่ 3 วัน ซึ่งผลที่ออกมาก็ต้องบอกว่ายอดเยี่ยมจริงๆ (นับถือๆ) และที่ลืมไม่ได้คือดนตรีประกอบโดยฝีมือของ Federico Jusid (เฟเดรีโก ฆูซิด) และ Emilio Kauderer (เอมีเลียว เกาเดเรร์) ที่เพราะพริ้งเสริมสร้างอารมณ์ให้กับหนังได้มากๆ และในที่สุดหนังก็เป็นตาอยู่คว้าออสก้าร์สาขาหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมไปครองได้จริงๆ 



Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
20 เมษายน 2014

วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

Somos lo que hay (2010)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com


Somos lo que hay
(โซโมส โล เกะ ไอ - พวกเราเป็นสิ่งที่เป็น)

     หลังจากการเสียชีวิตไปแบบกระทันหันของผู้พ่อ สมาชิกครอบครัวที่เหลืออีก 4 คน ซึ่งรักษาพิธีกรรมการ 'เปิบมนุษย์' มาช้านาน ถึงกับไปต่อไม่ถูก แต่แล้วพวกเขาก็ตัดสินใจเลือกผู้นำครอบครัวคนใหม่ขึ้นมา และตั้งต้นออกล่าชาวบ้านมาเปิบสยองกันต่อไปตามวิถีทางของครอบครัว ซึ่งใครจะเจอแจ็คพอตจากครอบครัวนี้บ้างนั้นก็ต้องติดตามกันต่อไปล่ะเน้อ


อย่ามองด้วยสายตาอย่างงั้นสิคร้าบ
     ถึงหนังเม็กซิกันเรื่องนี้จะว่าด้วยเรื่องของครอบครัวมนุษย์กินคน แต่ก็ไม่ได้เหมือนหนังแนวนี้ส่วนใหญ่ที่เน้นขายฉากแหว่ะฉากโหด หรือทำให้เห็นว่าคนพวกนี้เป็นพวกวิปริตที่ชื่นชอบและสนุกสนานกับการเปิบมนุษย์แต่อย่างใด เพราะหนังนั้นมาในคราบหนังดราม่าครอบครัวสุดจริงจัง ไม่เน้นขายแหว่ะ (แต่ก็ยังมีฉากชวนสยองให้เห็นอยู่) และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่มีใครในครอบครัวที่ชอบทำอย่างนี้แต่ก็จำ เป็นต้องรักษาวิถีทางของครอบครัวเอาไว้

น้องคนรูปซ้ายเล่นดีแถมสวยได้อีก
     ช่วงแรกๆ ของหนังอาจจะดูเรื่อยๆ ธรรมดาๆ เป็นหนังดราม่าครอบครัวทั่วๆ ไปอยู่บ้าง แต่พอถึงช่วงกลางเรื่องไปเรื่องราวก็ค่อยๆ ขมวดปม เข้มข้นขึ้นมาเยอะ หนังใช้นักแสดงหลักๆ แค่ 4 คนซึ่งล้วนแต่ทำหน้าที่ได้ดีแบบที่ดูเผินๆ ก็เหมือนกับชาวบ้านระดับรากหญ้าทั่วๆ ไป แต่พอดูดีๆ แล้วจะเห็นถึงความอำมหิตสุดซาดิสม์ของคนเหล่านี้ โดยเฉพาะคุณน้อง Paulina Gaitan (เปาลีนา ไกตัน) ที่มีแววตาที่ชวนสยองมิใช่น้อย

หน้าตาแต่ละคนจิตมาก
     ภาพลักษณ์ของประเทศเม็กซิโกที่เราเห็นในหนังส่วนใหญ่ (ทั้งจากฮอลลีวู้ดหรือหนังเม็กซิกันเอง) นั้น ล้วนแต่ออกมาแลดูไม่น่าอยู่ และไม่ปลอดภัยเอาซะเลย (เอาแค่เห็นการที่ชาวเม็กซิกันส่วนใหญ่ ต้องทำกรงขนาดใหญ่ไว้จอดรถเพราะกลัว จะโดนลักรถไปก็มึนแล้ว) ซึ่งไม่ว่ามันจะเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน ก็ทำให้รู้สึกว่าบ้านเราน่ะน่าอยู่กว่าเยอะ อย่างน้อยก็ไม่ถึงขนาดต้องทำกรงไว้ขังรถล่ะเนอะ เหอๆ

Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/


 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
19 เมษายน 2014

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

Intouchables (2011)

ข้อมูลโดย Nanatakara/bloggang.com

Intouchables 
 (แองตูชาเบลอ - แตะต้องไม่ได้)

     หนัง ดราม่า/ตลกเล็กๆ ขายความอบอุ่นจากฝรั่งเศสเรื่องนี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะเดินสายกวาดเงินชนิดถล่มทลายในหลายๆ ประเทศที่เข้าฉาย จนกวาดเงินทั่วโลกไปได้กว่า 364 ล้านเหรียญสหรัฐ และครองตำแหน่งหนังที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษที่ทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์ เบียดแชมป์เก่าที่เคยกวาดเงินไปกว่า 274 ล้านเหรียญอย่าง Spirited Away (2001) ลงข้างทางไปเลยทีเดียว

มิตรภาพต่างสปีชีย์
     หนังเสนอเรื่องราวมิตรภาพของสองหนุ่มต่างขั้ว เมื่อ Driss จิ๊กโก๋ผิวหมึกแต่จิตใจดีได้มีโอกาสทำงานเป็นคนดูแล Philippe เศรษฐีหนุ่มใหญ่ที่เป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมาเนื่องจากประสบอุบัติเหตุ ซึ่งถึงแม้ทั้งคู่จะแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่มิตรภาพของพวกเขากลับงอกงาม จนเกิดเรื่องราวน่าประทับใจมากมายตามมา

เพื่อนที่ดีต้องชวนกันพี้กัญชาและเที่ยวหญิง
     ต้องบอกก่อนเลยว่าพล็อตหนังแนวคู่ซี้ต่างขั้วโคตรจะธรรมดา แบบที่เราเคยเห็นมานักต่อ นักแล้ว แต่สอง ผู้กำกับ Olivier Nakache (โอลิวิเยร์ นากาช) และ Éric Toledano (เอริค โตเลดาโน) กลับสามารถเขียนบทและทำหนังออกมาได้กลมกล่อมดูเพลินเอามากๆ หนังค่อนข้างมองโลกในแง่ดี แต่ก็ในแบบกำลังพอเหมาะ ไม่ได้พยายามประโลมโลกหรือออกมาชีช้ำชวนซีเครียดจนเกินไปแต่อย่างใด และที่เป็นเสน่ห์สำคัญของหนังคือ สองพระเอกของเราที่เล่นเข้าขามีเสน่ห์มัดใจ คนดูได้แบบสุดๆ ไปเลยโลด

ดนตรีประกอบเพราะวิวทิวทัศน์งดงาม
     มาถึงตรงนี้คงต้องบอกว่าหนังเขาดีจริงครั่บ แม้จะไม่มีอะไรใหม่แต่ทำออกมาได้ถึง จนใครดูแล้วก็ต้องประทับใจเป็นธรรมดา และถ้าหากใครบางคนจะบอกว่ามิตรภาพต่างขั้วแบบนี้เห็นทีจะมีให้เห็นแต่ในหนัง แค่นั้นแหล่ะ แต่ขอโทษ หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงนะครั่บ (แม้ตัวจริงจะไม่ใช่คนผิวดำก็เหอะ) ดังนั้นอย่าเพิ่งหมดหวังในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เรื่องราวดีๆ ในโลกนี้ยังมีอีกแยะ มันอยู่ที่เราว่าจะมองหามันเจอหรือเปล่าเท่านั้นแหล่ะ

 Rejoignez le groupes de facebook "Le Club des Langues occidentales de Université Ramkhamhaeng" à https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/
  
จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
18 เมษายน 2014