วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Group C World cup 2014

ข้อมูลโดย Wikipedia

 

 กลุุ่ม C ประกอบด้วย

ประเทศโกโลมเบีย (Colombia) ใช้ภาษา "สเปน" (El español) เป็นภาษาราชการ 

ทีมชาติโกโลมเบียมีฉายาคือ Los Cafeteros (โลส กาเฟเต้รอส - ชาวไร่กาแฟ) หรือ Tricolor (ตริโกโลร์ - ทีม 3 สี) แต่คนไทยเราตั้งฉายาให้ว่าทีม "โคเคน" เนื่องจากประเทศโกโลมเบีย เคยมีข่าวเกี่ยวกับปัญหา "ยาเสพติด" อยู่บ่อยครั้ง

 

 ปัจจุบัน ทีมชาติโกโลมเบียมีอันดับโลกอยู่ที่ 4 ของ FIFA Ranking


ทีมชาติโกโลมเบีย ลงทำศึกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก โซนอเมริกาใต้รอบแบ่งกลุ่ม ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ด้วยการเป็นอันดับ 2 ของตาราง ด้วยผลงาน แข่ง 16 ชนะ 9 เสมอ 3 แพ้ 4 มี 30 คะแนน ผ่านเข้าสู่รายการฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งที่ 5 และเคยเป็นแชมป์ระดับทวีปในรายการ Copa America 1 ครั้ง เมื่อปี 2001 

ทีมชาติโกโลมเบียเป็นส่วนผสมของฟุตบอลอเมริกาใต้กับแอฟริกันฟุตบอล เพราะนักเตะทีมชาติโกโลมเบียส่วนใหญ่ มีเทคนิคการเล่นที่สวยงามตามแบบฟุตบอลอเมริกาใต้ และร่างกายจัดได้ว่าแข็งแกร่งไม่แพ้นักเตะแอฟริกัน เพราะมีลูกผสมชาวนิโกรอยู่เยอะ


*เส้นทางฟุตบอลโลกของทีมชาติโคลอมเบีย*
 
 

เมื่อก่อนทีมชาติโกโลมเบีย ถูกจัดเป็นทีมที่ฟอร์มไม่อยู่กับร่องกับรอยมากทีมหนึ่ง ผลงานขาดความสม่ำเสมอมาก ถ้าเปรียบทีมชาติโกโลมเบียเป็นคน ก็เรียกได้ว่าเป็นคนที่คบไม่ได้เอาเลย

แต่ฟุตบอลโลกคราวนี้ นักเตะส่วนใหญ่ไปเล่นฟุตบอลอยู่ในประเทศอิตาลี ซึ่งมาตราฐานสูงอยู่แล้ว และที่สำคัญไปกว่านั้นยังได้ José Pékerman (โฆเซ่ เป้เกร์มัน) อดีตโค้ชทีมชาติอาร์เฆนตีนา ชุดฟุตบอลโลก 2006 มาเป็นกุนซือให้อีก โดยเป้เกร์มันเคยสร้างชื่อให้กับตนเองด้วยการนำทีมชาติอาร์เฆนตีนา รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี คว้าแชมป์เยาวชนชิงแชมป์โลก 3 สมัย เมื่อปี 1995 , 1997 และ 2001 ก่อนนำทีม "ฟ้าขาว" ชุดใหญ่ เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2006 แต่ไปพ่าย "เจ้าภาพ" เยอรมัน ในการดวลจุดโทษ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ทีมชาติโคลอมเบียจะได้เป็นอันดับที่ 4 ของโลก ในการจัดอันดับทีมฟุตบอลของ FIFA

 
 โค้ชชาวอาร์เฆนตีนา ก่อนที่จะมาทำอาชีพโค้ชฟุตบอล 
เคยประกอบอาชีพครู และคนขับรถแท็กซี่มาก่อน

ดังนั้นหากทีมชาติโกโลมเบีย ได้เป็นแชมป์กลุ่มของสาย C ก็ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายแต่ประการใด หากแต่บทพิสูจน์ของจริง คือรอบ Knockout 16 ทีมสุดท้ายมากกว่า เพราะสาย D มีทีมเต็งอย่าง ทีมชาติอิตาลี , อังกฤษ และอุรุกวัยรออยู่ ซึ่งเป็นอดีตแชมป์ฟุตบอลโลกทั้งสิ้น


ประเทศกรีซ ใช้ภาษา "กรีก" (Ελληνικά - เอลลีนีก้า) เป็นภาษาราชการ

 

ทีมชาติกรีซมีฉายาคือ Η Γαλανόλευκη (อี กาลาโน้เลวกี แปลว่า "ทีมสีฟ้า") หรือ Το Πειρατικό (โต เปราติโก้ แปลว่า "ทีมโจรสลัด") ส่วนคนไทยตั้งฉายาให้ทีมชาติกรีซว่า "ทีมเทพนิยาย"

ปัจจุบัน ทีมชาติกรีซมีอันดับโลกอยู่ที่ 10 ของ FIFA Ranking
 

ทีมชาติกรีซ มีผลงานชนะเลิศในฟุตบอลยูโร 2004 ที่ประเทศโปรตุเกสเป็นเจ้าภาพด้วยการล้มเจ้าภาพโปรตุเกสทั้งนัดเปิดสนาม สกอร์ 1-2 และนัดชิงชนะเลิศด้วยสกอร์ 0-1 เป็นแชมป์รายการนี้อย่างยิ่งใหญ่

เพราะก่อนเริ่มการแข่งขันทีมชาติกรีซถูกปรามาสว่าเป็นเต็งบ๊วยที่จะคว้า แชมป์หรือเต็งหนึ่งที่จะตกรอบเป็นทีมแรก โดยที่เทรนเนอร์เวลานั้นคือ Otto Rehhagel (ออตโต้ เรย์ฮาเก้ล) ชาวเยอรมัน เป็นคนทำทีม แต่ปัจจุบันเป็น Fernando Santos (เฟร์นันดู ซานตูช) ชาวโปรตุเกส ทีมชาติกรีซเข้ามาเล่นในฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3

*เส้นทางฟุตบอลโลกของทีมชาติกรีซ*
 

ทีมชาติกรีซเป็นทีมฟุตบอลอีกทีมที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด ไม่ว่าเป็นผู้สันทัดกรณีชาติใด แต่ก็พลิกล็อกถล่มโลกด้วยการเป็นแชมป์ยูโรปี 2004 มาแล้ว ซึ่งความจริงแล้วทีมชาติกรีซเป็นทีมในทวีปยุโรปที่มีผลงานสม่ำเสมอมากทีมหนึ่ง ไม่งั้น ปัจจุบันคงไม่ได้อันดับที่ 10 ของ FIFA Ranking เป็นแน่

ปัญหาเรื้อรังของพวกเขาคือยิงประตูคู่แข่งได้น้อยมาก หรือไม่ได้เลย แต่ถ้าพูดถึงเกมรับแล้วเหนียวแน่นใช้ได้ เป็นทีมที่ยิงคนอื่นได้น้อย แต่ก็เสียประตูให้ทีมอื่นยากเช่นกัน 

และแน่นอน ด้วยตัวผู้เล่นของทีมชาติกรีซ คงสู้ทีมร่วมกลุ่มอย่างทีมชาติโกโลมเบีย , โกตดิวัวร์ และญี่ปุ่นไม่ได้เลย และคงยากที่จะบอกว่าทีมชาติกรีซ จะผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่ถ้าทีมไหนประมาทพวกเขา ระวังจะโดนพวกเขาแบ่งแต้มไปอย่างเจ็บแสบที่สุด


ประเทศโกตดิวัวร์ (Côte d'Ivoire หรือ Ivory Coast สำหรับภาษาอังกฤษ) ใช้ภาษา "ฝรั่งเศส" (Le français - เลอ ฟรองแซ) เป็นภาษาราชการ 


ทีมชาติโกตดิวัวร์มีฉายาคือ Les Éléphants (เล เซเลฟองท์ - ทีมของเหล่าช้าง) แต่คนไทยเราตั้งฉายาให้ว่าทีม "ช้างดำ" เพราะเห็นว่าเป็นคนผิวดำ

ปัจจุบัน ทีมชาติโกตดิวัวร์มีอันดับโลกอยู่ที่ 21 ของ FIFA Ranking

ทีมชาติโกตดิวัวร์ ลงทำศึกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกโซนแอฟริกา ด้วยการอยู่ร่วมสายเดียวกับ ทีมชาติโมร็อกโก , แทนซาเนีย และแกมเบีย ซึ่งผ่านเข้ารอบมาได้ ด้วยผลงาน แข่ง 6 นัด ชนะ 5 แพ้ 1 มี 15 คะแนน และเข้ารอบสุดท้ายด้วยการเอาชนะทีมชาติเซเนกัล ในรอบสุดท้าย



ทีมชาติโกตดิวัวร์ประสบความสำเร็จในระดับประเทศหลายครั้ง เช่น ชนะเลิศแอฟริกันคัพ ในปี ค.ศ. 1992 และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2 ครั้งใน ฟุตบอลโลก 2006 และ ฟุตบอลโลก 2010

*เส้นทางฟุตบอลโลกของทีมชาติโกตดิวัวร์*

หากทีมคุณมีนักเตะที่แข็งแกร่งเหมือนช้าง , วิ่งเร็วเหมือนม้า และอึดอย่างกับควาย ทีมคุณจะสุดยอดแค่ไหน นั่นคือคุณสมบัติพิเศษที่ติดตัวอยู่ในนักเตะแอฟริกัน แต่ดูเหมือนในความสมบูรณ์แบบนั้น ได้ถูกสาปแช่งเอาไว้ด้วย เพราะนักเตะแอฟริกันเล่นบอลด้วยความมั่นใจที่มากเกินไป ชอบครองบอลเอาไว้กับตัว ไม่ยอมจ่ายบอลให้เพื่อนในจังหวะได้เปรียบ จึงพลาดโอกาสงาม ๆ อยู่บ่อยครั้ง 

ทั้ง ๆ ที่ทีมชาติโกตดิวัวร์ อุดมไปด้วยนักเตะชื่อดัง ที่ค้าแข้งอยู่ในสโมสรที่มีชื่อเสียงของทวีปยุโรป แต่เมื่อมาเล่นกันในทีมชาติ กลับต่างคนต่างเล่น ผลงานในฟุตบอลโลกเมื่อครั้งที่ผ่านมาเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างดี 

เมื่อบอลโลกปี 2006 และ 2010 ทีมชาติโกตดิวัวร์ สามารถอ้างได้ว่าพวกเขาโชคร้ายที่ต้องไปอยู่ในกลุ่มแห่งความตาย (Group of death) แต่ครั้งนี้ พวกเขาคงอ้างเหตุผลนี้ไม่ได้อีกแล้ว หากนักเตะทีมชาติโกตดิวัวร์ ตั้งใจเล่นเพื่อทีมมากกว่าตัวเองล่ะก็ คงผ่านเข้าสู่รอบ Knockout ได้อย่างแน่นอน


ประเทศญี่ปุ่น ใช้ภาษา "ญี่ปุ่น" เป็นภาษาราชการ

ทีมชาติญี่ปุ่นมีฉายาคือ Blue Samurai (ซามูไรสีน้ำเงิน) หรือ "นิปปอนไดเฮียว" (ผู้แทนชาวญี่ปุ่น)

ปัจจุบัน ทีมชาติญี่ปุ่นมีอันดับโลกอยู่ที่ 47 ของ FIFA Ranking

 

ทีมชาติญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในทีมที่มีอันดับสูงสุดของทวีปเอเชียในปัจจุบัน มีผลงานสูงสุดในระดับโลก คือการเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ในฟุตบอลโลก 2002 และฟุตบอลโลก 2010 และผ่านเข้ามาเล่นรายการฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ส่วนในระดับทวีปเอเชีย เป็นทีมชนะเลิศในการแข่งขันเอเชียนคัพ 4 ครั้ง

ภายใต้การคุมทีมของ Alberto Zaccheroni (อัลแบร์โต ซัคเคโรนี - ผู้จัดการชาวอิตาลี) ทีมชาติญี่ปุ่นถือเป็นส่วนผสมที่แข็งแกร่งระหว่างผู้เล่นที่ค้าแข้งในประเทศ และผู้เล่นที่ค้าแข้งในทวีปยุโรป เพราะใน 26 นักเตะที่อยู่ในทีมชาติชุดใหญ่ มีถึง 14 คนที่เล่นในยุโรป ขณะที่อีก 12 รายเล่นในญี่ปุ่น

สื่อในญี่ปุ่นเอง ยกย่องทีมในปัจจุบันว่าเป็นยุคที่ทีมฟุตบอลมีความแข็งแกร่งที่สุด นับตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมฟุตบอลเป็นต้นมา และความฝันเรื่องการคว้าแชมป์โลก ก็ไม่ใช่เรื่องพูดเล่นเท่านั้น ถ้าทีมมีองค์ประกอบดีขนาดนี้ 

จะเห็นได้ว่า ญี่ปุ่นชุดนี้ ตัวนักเตะมีความแข็งแกร่งอย่างมาก ขณะที่โค้ชอย่างซัคเคโรนี ก็ถือว่ามีประสบการณ์โชกโชน ผ่านการคุมทีมมาแล้วถึง 6 สโมสร และเคยได้แชมป์กัลโช่ เซเรียอา กับสโมสร เอซี มิลาน มาแล้วด้วย 


*เส้นทางฟุตบอลโลกของทีมชาติญี่ปุ่น*

การที่ทีมชาติญี่ปุ่นชุดปัจจุบันได้มาอยู่ในกลุ่ม C ซึ่งมีทีมร่วมสายอย่างทีมชาติโกโลมเบีย , โกตดิวัวร์ และกรีซ ถือเป็นโอกาสอันดีที่พวกเขาจะผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้อีกครั้ง เพราะเรียกได้ว่าเป็นงานเบากว่าปี 2010 ที่พวกเขาอยู่สายเดียวกับทีมชาติฮอลแลนด์ เดนมาร์ก และแคมอรูน ซึ่งใคร ๆ ก็ตราหน้าว่า ญี่ปุ่นไม่น่าผ่านเข้ารอบ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ผ่านเข้าไปได้แบบพลิกความคาดหมาย

 

แต่หากเปรียบเทียบตัวผู้เล่นในทีมร่วมสายแล้ว ก็ยังต้องบอกว่า ทีมชาติญี่ปุ่นเป็นรองทีมชาติโกโลมเบีย และโกตดิวัวร์อยู่ดี เพราะแม้สื่อญี่ปุ่นจะบอกว่ามีนักเตะญี่ปุ่นไปค้าแข้งในทวีปยุโรปถึง 14 คน แต่หากดูดี ๆ แล้วจะพบว่า นักเตะเหล่านั้นอยู่ในสโมสรระดับกลาง หรือไม่ก็ทีมหนีตกชั้นในลีกของประเทศเยอรมันเกือบทั้งหมด บางทีมไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดด้วยซ้ำ แม้มีบางคนเล่นอยู่ในทีมใหญ่ของประเทศอังกฤษ แต่เป็นแค่ตัวสำรองเท่านั้น ฉะนั้นถ้าวัดกันที่ตัวผู้เล่น นักเตะญี่ปุ่นดีกว่านักเตะของทีมชาติกรีซเพียงทีมเดียวเท่านั้น

สิ่งที่ทีมชาติญี่ปุ่นมีดีพอที่จะสู้กับทีมชาติโกตดิวัวร์ได้คือ ทีมเวิร์คที่เหนือกว่า และผู้จัดการที่ชื่อ "อัลแบร์โต ซัคเคโรนี" ผู้มากประสบการณ์ที่เคยประสบความสำเร็จในการทำทีมสโมสรใหญ่จนได้แชมป์มาแล้ว ต่างหาก สรุปแล้วทีมชาติญี่ปุ่นมีดีพอที่จะเข้าสู่รอบต่อไป แต่ต้องอาศัยโชคนิดหน่อย คือให้ทีมชาติโกตดิวัวร์ต่างคนต่างเล่น เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะแม้ว่านักเตะจะเก่งแค่ไหน แต่ฟุตบอลไม่ใช่กีฬาที่เล่นคนเดียว ฉะนั้นทีมไหนที่มีความสามัคคีมากกว่า ทีมนั้นจึงจะประสบความสำเร็จ

Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
10 พฤษภาคม 2014

วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Group B World cup 2014

 ข้อมูลโดย Wikipedia

 

กลุ่ม B ประกอบด้วย

ประเทศสเปน (España - เอสปั้นยา) ใช้ภาษา "สเปน" (El español - เอสปันโยล) เป็นภาษาราชการ

ฟุตบอลทีมชาติสเปนเป็นที่รู้จักกันในฉายา "La Furia Española" (ลา ฟู้เรีย เอสปันโย้ลา - ความดุเดือดจากสเปน) และฉายาซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่าคือ "La Furia Roja" (ลา ฟู้เรีย โร้ฆา - ความดุเดือดสีแดง)


ซึ่งมาจากคำที่ชาวอิตาลีเป็นผู้คิดขึ้น และนำมาใช้เรียกทีมชาติสเปนในภาษาของตนว่า "Furia Rossa" (ฟูเรีย โรสซา) มาจากรูปแบบการเล่นที่ค่อนข้างรุนแรงของนักฟุตบอลชาวสเปนในการแข่งขันนัด ต่าง ๆ ที่ทีมชาติสเปนเข้าร่วมเป็นครั้งแรกที่เมือง Antwerp (ประเทศ Belgium) และต่อมาก็ถูกนำมาใช้เรียกเหตุการณ์การปล้นเมือง Antwerp ของสเปนในสงคราม 80 ปี (ค.ศ. 1576) ซึ่งเป็นตำนานมืดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์การทหารของสเปนด้วย ส่วน "โรสซา" (สีแดง) มาจากสีของเสื้อทีม สำหรับในประเทศไทย ตั้งฉายาให้ทีมชาติสเปนว่าทีม "กระทิงดุ"

 

ปัจจุบัน ทีมชาติสเปนมีอันดับโลกอยู่ที่ 1 ของ FIFA Ranking


ทีมชาติสเปนได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งที่ 13 และเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในฟุตบอลโลก ปี 1982 ผลงานที่ดีที่สุดที่ทีมชาติสเปนเคยทำได้นั้นคือชนะเลิศในปี 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้

 

ทีมชาติสเปนยังได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ฟุตบอลยูโร) 8 ครั้ง ครั้งสำคัญคือฟุตบอลยูโร ปี 1964 ซึ่งถือเป็นแชมป์ในบ้านตัวเอง ต่อมาในการแข่งขันฟุตบอลยูโรปี 2008 สเปนก็เอาชนะเยอรมนีและคว้าแชมป์ไปได้ และยูโรปี 2012 ครั้งล่าสุดที่เจอกับทีมชาติอิตาลีก็เช่นกัน

 

*เส้นทางฟุตบอลโลกของทีมชาติสเปน*

ทีมฟุตบอลของสเปน อยู่ในกลุ่ม B ร่วมสายกับทีมชาติฮอลแลนด์ , ชิลี และออสเตรเลีย ดูแล้วไม่น่าเกินความสามารถของทีมชาติสเปนในการผ่านเข้าสู่รอบ Knockout เลย 

เพียงแต่ทีมชาติสเปนคงต้องขับเคี่ยวกับทีมชาติฮอลแลนด์อย่างสุดกำลัง ในการแย่งกันเป็นที่ 1 ของสาย เพราะหากพลาดเป็นที่ 2 ของกลุ่มนี้ จะมีโอกาสไปเจอกับทีมชาติบราซิลในรอบต่อไปค่อนข้างสูง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทั้งทีมชาติสเปน และฮอลแลนด์แต่อย่างใด

ฉะนั้นทีมชาติสเปนคงเน้นยิงคู่แข่งร่วมสายอย่างทีมชาติชิเล และออสเตรเลียให้มากที่สุด เผื่อหวังผลต่างประตูได้เสียที่เหนือกว่า ในกรณีที่ไม่สามารถเอาชนะทีมชาติฮอลแลนด์ได้และมีแต้มเท่ากัน เพื่อแย่งเข้าเป็นที่ 1 ของสาย ทำให้หลีกเลี่ยงการเจอกับทีมชาติบราซิลในรอบต่อไปได้ 

เพราะถ้าเข้าเป็นที่ 1 ของกลุ่ม B ก็จะได้เล่นกับทีมที่ 2 ของสาย A อันได้แก่ ทีมชาติเม็กซิโก , โครเอเชีย หรือไม่ก็แคมอรูน ซึ่งเป็นงานเบากว่าทีมชาติบราซิลมาก และมีโอกาสเข้ารอบลึกต่อไป

ด้วยสถานการณ์แบบนี้ คงทำให้แฟนบอลได้ดูการแข่งขันฟุตบอลคู่หยุดโลกตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งถ้าไม่เป็นคู่ทีมชาติบราซิลเจอสเปน ก็เป็นคู่บราซิลเจอฮอลแลนด์อย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน โดยอาจมีทีมชาติชีเล เป็นตัวสอดแทรกเข้ามาอย่างพลิกความคาดหมายได้


ประเทศชีเล (Chile) ใช้ภาษา "สเปน" (El español) เป็นภาษาราชการ

 

ฟุตบอลทีมชาตชีเลมีฉายาว่า "La Roja" (ลา โร้ฆา - "ทีมสีแดง") เนื่องจากเสื้อแข่งขันมีสีแดง ส่วนฉายาภาษาอังกฤษคือ Red Hot Chile

ปัจจุบัน ทีมชาติชีเลมีอันดับโลกอยู่ที่ 14 ของ FIFA Ranking

ฟุตบอลทีมชาติชีเลเข้ารอบฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายด้วยการเป็นที่ 3 ตามทีมฟุตบอลอาร์เฆนตีนา และโกโลมเบีย ในรอบคัดเลือกโซนอเมริกาใต้ โดยมี 28 แต้ม น้อยกว่าอันดับ 2 อย่างทีมชาติโกโลมเบียเพียง 2 แต้มเท่านั้น

ทีมชาติชีเลเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้ว 7 ครั้ง และยังเคยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก 1962 ซึ่งในปีนั้น ทีมชาติชีเลได้ที่ 3

*เส้นทางฟุตบอลโลกของทีมชาติชีเล*

ประมาททีมชาติชีเล แล้วจะเสียใจ! ด้วยมาตรฐานของทีมฟุตบอลจากทวีปอเมริกาใต้ ขึ้นชื่อเรื่องความเก่งกาจอยู่แล้ว ทักษะเฉพาะตัวของนักเตะก็ไม่ธรรมดา

หากอยู่ในสถานการณ์ปกติ ทีมชาติชีเลคงยากจะเอาชนะทีมชาติสเปนและฮอลแลนด์ได้ แต่ถ้า 2 ทีมยักษ์ใหญ่นี้ จำเป็นต้องเปิดเกมรุกเพื่อยิงประตูให้มีลูกได้เสียมากที่สุด เพื่อการแย่งกันเข้าที่ 1 ของสาย และหนีทีมชาติบราซิลในรอบ Knockout ล่ะ?

นี่มันคือ "วิกฤตเป็นโอกาส" ของทีมชาติชีเลชัด ๆ! เพราะแดนหลังของทีมใหญ่จะต้องดันสูง เปิดพื้นที่ให้เกมโต้กลับของทีมชาติชีเลเล่นได้อย่างสะดวก สวนดี ๆ แค่ครั้งเดียวอาจมีเฮ!

ถ้าผลการแข่งขันนัดแรกของทีมยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 ทีมออกมาเสมอกัน ขณะที่ทีมชาติชีเลเอาชนะทีมชาติออสเตรเลียได้ละก็ เราอาจได้เห็นทีมใหญ่อย่างทีมชาติสเปนหรือฮอลแลนด์ พลิกล็อคตกรอบก็เป็นได้


ประเทศฮอลแลนด์ (Hollanda) หรือ เนเธอร์แลนด์ (Nederlands) ใช้ภาษา "ดัตช์" (Dutch) เป็นภาษาราชการ 

 

ฟุตบอลทีมชาติฮอลแลนด์มีฉายาว่า "Oranje" (โอรองเยอ - ภาษาดัตช์ แปลว่า "สีส้ม") หรือ "Flying Dutchman" เป็นฉายาที่ได้จากเรือผีสิงที่มีชื่อเสียง และมีคำว่า Dutch ซึ่งหมายถึงชาวฮอลแลนด์รวมอยู่ด้วย หรือ "Clockwork Orange" เพราะเป็นทีมที่มีการส่งบอลกันได้แม่นยำเที่ยงตรง จนได้รับฉายาว่า นาฬิกาสีส้ม  ส่วนคนไทยตั้งฉายาให้ทีมนี้ว่าทีม "อัศวินสีส้ม"

 

ปัจจุบัน ทีมชาติฮอลแลนด์มีอันดับโลกอยู่ที่ 15 ของ FIFA Ranking

ทีมชาติฮอลแลนด์มีผลงานดีที่สุดในฟุตบอลโลกคือ ได้รองชนะเลิศ 3 ครั้ง เมื่อปี 1974, 1978 และปี 2010 เคยชนะเลิศฟุตบอลยูโร 1 ครั้งในฟุตบอลยูโร 1988 ได้เหรียญทองแดง 3 ครั้งในกีฬาโอลิมปิก ปี 1908 , 1912 และ1920

 ทีมชาติฮอลแลนด์ได้รับฉายาว่า "Clockwork Orange" ในช่วงที่ได้ชื่อว่า เป็นทีมที่เบิกร่องการใช้กลยุทธ์ Total football (โททัลฟุตบอล) ที่มีการต่อบอลได้อย่างแม่นยำ และให้กองหลังดันขึ้นทำเกมรุก 
 
 ซึ่งเมื่อก่อนการเล่นฟุตบอลสมัยโบราณ จะแบ่งหน้าที่กันชัดเจน กองหลังจะปักหลักอยู่ในแดนหลังป้องกันประตูเท่านั้น ไม่ขึ้นหน้าทำเกมเด็ดขาด เมื่อชาวอังกฤษนำกีฬาฟุตบอลเข้ามาเผยแพร่ในฮอลแลนด์ตั้งแต่ปี 1865 จากนั้นมา พวกเขาได้คิดค้นเกมการเล่นของตัวเองที่แตกต่างออกไป รวมทั้งสร้างนักเตะที่เป็นตำนานขึ้นมาอย่างมากมาย

จนกระทั่งมาถึงคริสต์ทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นยุคของ Ruud Gullit (รืด คึลลิต) , Frank Rijkaard (ฟรังก์ ไรการ์ด) และ Marco Van Basten (มาร์โก ฟัน บัสเติน) ซึ่งเรียกว่า "สามทหารเสือ" ทำให้วงการฟุตบอลดัตช์กลับมาเจิดจรัสได้อีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ยูโร 88 ซึ่งนั่นถือว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดของฮอลแลนด์เพียงรายการเดียวตราบจนถึง ทุกวันนี้

 *เส้นทางฟุตบอลโลกของทีมชาติฮอลแลนด์*

ทีมฟุตบอลฮอลแลนด์ อยู่ในกลุ่ม B ร่วมสายกับทีมชาติสเปน , ชิเล และออสเตรเลีย ดูแล้วน่าจะเป็นทีมที่แย่งอันดับ 1 ของกลุ่ม กับทีมชาติสเปนเข้าสู่รอบ Knockout ต่อไป

สถานการณ์ของทีมชาติฮอลแลนด์ ไม่ต่างจากทีมชาติสเปนเลย คือต้องแย่งกันเป็นที่ 1 ของสาย เพราะหากพลาดเป็นที่ 2 ของกลุ่มนี้ จะมีโอกาสไปเจอกับทีมชาติบราซิลในรอบต่อไป ซึ่งไม่คงไม่มีทีมใดอยากเจอสถานการณ์เช่นนี้ จึงทำให้ทีมชาติฮอลแลนด์ต้องยิงประตูคู่แข่งร่วมสายให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ผลต่างประตูได้เสียเหนือกว่าทีมชาติสเปน ในกรณีที่เสมอกัน เพื่อเข้าเป็นที่ 1 ของสายให้ได้ 

รูปเกมในกลุ่มนี้จึงน่าจะสนุกแน่นอน เพราะ 2 ทีมเต็งแชมป์กลุ่ม ทั้งทีมชาติฮอลแลนด์และสเปน ต้องเดินหน้าเปิดเกมรุกเข้าใส่เพื่อถล่มทีมร่วมสายให้ได้มากที่สุด ยกเว้นตอนที่ทั้ง 2 ทีมเจอกันเองในนัดเเรก ที่น่าจะเล่นกันแบบระมัดระวัง ไม่ผลีผลามทำเกมบุกเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม ผลเสมอจึงมีความเป็นไปได้มากที่สุด


ประเทศออสเตรเลีย (Australia) ไม่ได้กำหนดภาษาราชการไว้ แต่ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษา "อังกฤษ" (English) 

 

ทีมชาติออสเตรเลียมีชื่อเล่นอย่างเป็นทางการคือ ซอกเกอร์รูส์ (Socceroos นำมาจาก Soccer + Kankaroo) หรือ มีชื่อเต็มว่า แควนตัสซอกเกอร์รูส์ เพราะสายการบินแควนตัสเป็นผู้สนับสนุนหลักของทีมชาติ 

ปัจจุบัน ทีมชาติออสเตรเลียมีอันดับโลกอยู่ที่ 59 ของ FIFA Ranking

รูปภาพของ ชมรมภาษาตะวันตก รามคำแหง ทีมชาติออสเตรเลียในอดีตได้ร่วมเล่นในการแข่งขันของสมาพันธ์ฟุตบอลโอเชียเนีย จนกระทั่งในปี 2006 ได้ย้ายมาร่วมเล่นกับทีมอื่นในทวีปเอเชีย ภายใต้สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย
ผลงานของทีมชาติออสเตรเลียนั้น ได้ร่วมเล่นในฟุตบอลโลก 3 ครั้ง ในฟุตบอลโลก 1974 ฟุตบอลโลก 2006 และ ฟุตบอลโลก 2010 สำหรับในระดับภูมิภาคนั้น ได้ชนะการแข่งขันโอเอฟซีเนชันส์คัพ 4 ครั้ง ก่อนที่จะย้ายมาเล่นกับทีมอื่นในเอเชีย

 *เส้นทางฟุตบอลโลกของทีมชาติออสเตรเลีย*

เชื่อเหลือเกินว่าหลังจากโค้ชและนักเตะของทีมชาติออสเตรเลียรู้ผลจับสลาก ว่าต้องมาอยู่ร่วมสายกับทีมชาติสเปน , ฮอลแลนด์ และชีเล คงเซ็งชีวิตไปตาม ๆ กัน เพราะความหวังของทีมที่จะได้เข้ารอบต่อไปช่างริบหรี่ซะเหลือเกิน 

 

ปกติทีมชาติออสเตรเลียมักเป็นทีมเต็งเมื่ออยู่ในรายการแข่งขันระดับทวีปของตน หรือทวีปเอเชีย แต่การที่ต้องมาเล่นร่วมสายกับทีมใหญ่ในรายการฟุตบอลโลก มันยังต่างชั้นกันเกินไป หากทีมชาติออสเตรเลียเก็บคะแนนได้เพียงแม้แค่ 1 เเต้ม กลับบ้านไปฝากแฟนบอลได้ ก็เป็นที่ชื่นชมแล้ว

Únete al grupo de Facebook "Club de las lenguas occidentales de la Universidad de Ramkhamhaeng" al https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
9 พฤษภาคม 2014

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Group A World cup 2014

ข้อมูลโดย Wikipedia


กลุ่ม A ประกอบด้วย

ประเทศบราซิล (Brasil) พูดภาษา "โปรตุเกส" (O português - อู โปรตุเกส) เป็นภาษาราชการ

ฟุตบอลทีมชาติบราซิล ได้รับฉายาว่า Seleção (เซเลเซา - ภาษาโปรตุเกสหมายถึง "ผู้ที่ถูกเลือก หรือบุคคลที่ได้รับเลือก") แต่ชื่อที่รู้จักโดยทั่วไปและแฟนฟุตบอลชาวไทยก็นิยมเรียกคือ ทีม Samba (แซมบ้า) อันมาจากเพลงยอดฮิตของประเทศบราซิลในสมัยก่อน



ปัจจุบัน ทีมชาติบราซิลอันดับโลกอยู่ที่ 9 ของ FIFA Ranking

ทีมชาติบราซิลเป็นฟุตบอลทีมชาติที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก เคยชนะเลิศในรายการฟุตบอลโลก (World cup) มาแล้ว 5 ครั้ง (1958, 1962, 1970, 1994, 2002) 


ทีมชาติบราซิลยังเป็นแชมป์ในทวีปตัวเอง (Copa America) อีกทั้งหมด 8 ครั้ง (1919, 1922, 1949, 1989, 1997, 1999, 2004, 2007, 2008)

เป็นชาติแรกและชาติเดียวในโลกที่ได้ครองถ้วย Jules Rimet (ชูลส์ คริเมท์ - ถ้วยรางวัลอันแรกของรายการฟุตบอลโลก) ไปครองหลังจากเป็นชาติที่ครองแชมป์โลกได้ 3 ครั้งก่อนชาติอื่น และเป็นทีมเดียวที่ได้เข้าร่วมเล่นฟุตบอลโลกทุกครั้ง ตั้งแต่ครั้งแรกในปี 1930 นั่นหมายถึงพวกเขาไม่เคยตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกเลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 20

 

*เส้นทางบอลโลกปี 2014 ของทีมชาติบราซิล*

ทีมชาติบราซิลอยู่ในกลุ่ม A ซึ่งมีทีมชาติโครเอเชีย , เม็กซิโก และแคเมอรูน อยู่ร่วมสาย ดูจากทีมคู่แข่งแล้ว ไม่น่าจะเป็นการยากของทีมชาติบราซิลเลย ที่จะเข้าสู่รอบ Knockout ด้วยฐานะแชมป์กลุ่ม

 

แต่เส้นทางสู่แชมป์ฟุตบอลโลกของพวกเขาตั้งแต่รอบ Knockout คราวนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบซะแล้ว เพราะรอบ 16 ทีม ทีมชาติบราซิลอาจจะต้องเจอแชมป์โลกปี 2010 อย่าง ทีมชาติ "สเปน" หรือไม่ก็ รองแชมป์โลกปีเดียวกันอย่างทีมชาติ "ฮอลแลนด์" งานนี้เปรียบดั่งการดูหนังระทึกขวัญสำหรับแฟนบอลทีมชาติบราซิลแน่นอน


ประเทศเม็กซิโก (México) ใช้ภาษา "สเปน" (El español - เอล เอสปันยอล) เป็นภาษาราชการ

ฟุตบอลทีมชาติเม็กซิโกมีฉายาว่า El Tricolor (เอล ตริโกโลร์ - ทีม 3 สี หรือเรียกสั้น ๆ ว่า El Tri - เอล ติ) หรือ La Verde (ลา เบร์เด - ทีมสีเขียว) ส่วนคนไทยตั้งฉายาให้ว่า "จังโก้" ที่มาจากคำว่า “Django” ซึ่งเป็นภาษาในตระกูลอินโด-อารยัน แปลว่า “I awake - ฉันรู้สึกตื่นตัว” 

 

ซึ่งได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์คาวบอยประเทศอิตาลีในชื่อเรื่องเดียวกันว่า "Django" ของผู้กำกับ Sergio Corbucci (เซร์จิโอ โกร์บุชชี) ซึ่งเข้าฉายในไทยเมื่อราว 40 ปีที่แล้ว ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “จังโก้ ยอดคนแดนเถื่อน” โดยมีสถานที่ในประเทศเม็กซิโกเป็นฉากหลังของเรื่อง ทำให้คนไทยนำมาตั้งเป็นฉายาให้ทีมชาติเม็กซิโก

ปัจจุบัน ทีมชาติเม็กซิโกมีอันดับโลกอยู่ที่ 19 ของ FIFA Ranking 

 

ทีมชาติเม็กซิโกเข้ารอบฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งที่ 14 และเข้ารอบทุกครั้งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 ถือเป็นทีมฟุตบอลที่มีผลงานสม่ำเสมอมากทีมหนึ่ง แม้ไม่ใช่ทีมเต็งเเชมป์

สถิติที่ดีที่สุดของทีมชาติเม็กซิโกคือติดรอบ 8 ทีมสุดท้ายทั้งในปี 1970 และ 1986 ซึ่งทั้ง 2 ครั้ง ประเทศเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพ 

 

ทีมชาติเม็กซิโกเคยเป็นแชมป์ฟุตบอลรายการคอนเฟเดอเรชันส์คัพ 1 ครั้ง, โกลด์คัพ 5 ครั้ง, คอนแคแคฟแชมเปียนชิพ 3 ครั้ง, นอร์ทอเมริกันเนชันส์คัป 1 ครั้งและ เอ็นเอเอฟซีแชมเปียนชิป 2 ครั้ง

*เส้นทางบอลโลกปี 2014 ของเม็กซิโก*

ทีมชาติเม็กซิโกอยู่ในกลุ่ม A ซึ่งมีทีมชาติบราซิล , โครเอเชีย, และแคเมอรูน อยู่ร่วมสาย ดูจากทีมคู่แข่งแล้ว อีกทีมที่น่าจะตามบราซิลเข้ารอบ Knockout น่าจะเป็นทีมชาติเม็กซิโกมากที่สุด ที่เป็นอย่างนั้นเพราะทีมชาติเม็กซิโก ไม่เคยตกรอบแบ่งกลุ่มเลยนับแต่ปี 1994 ทั้ง ๆ ที่อยู่ในกลุ่มที่มีทีมยักษ์ใหญ่ และถูกปรามาสจากกูรูทั้งหลายว่าเป็นตัวเต็งตกรอบแบ่งกลุ่มมาโดยตลอด
 

ต้องบอกเลยว่าทีมชาติเม็กซิโกไม่ใช่ทีมหมูมาให้เชือด แต่เป็นทีม "หมูเขี้ยวตัน" ซะมากกว่า และเคยหักปากกาเซียนกูรูฟันธงในประเทศไทยมานักต่อนักแล้ว สาเหตุที่ทีมชาติเม็กซิโก มีผลงานดีสม่ำเสมอ เป็นเพราะ
 

1.เม็กซิโก เคยเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกมา 2 ครั้งทำให้ประชาชนเม็กซิกันหลายคนชื่นชอบกีฬาฟุตบอล และติดตามสนับสนุนทีมเสมอมา รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนเม็กซิกัน พัฒนาฝีเท้าเพื่อให้ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติอีกด้วย
 

2.เม็กซิโก มีนักเตะไปค้าแข้งต่างแดนมากมาย และมีไม่น้อยอยู่ในทีมสโมสรใหญ่ในทวีปยุโรป
 

3.เม็กซิโก เป็นทีมขาประจำที่ได้รับเชิญเข้าไปร่วมแข่งรายการ Copa America ของทวีปอเมริกาใต้เสมอมา มีโอกาสได้ลับฝีเท้ากับทีมยักษ์ใหญ่อย่างบราซิล , อาร์เจนตินา ฯลฯ ทำให้ความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะทีมชาติเม็กซิโกพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เปรียบเสมือนทีมจากอเมริกาใต้ทีมหนึ่งเลยทีเดียว


แต่รอบแบ่งกลุ่มนี้ ถ้าพูดกันตามเนื้อผ้า ทีมชาติเม็กซิโกก็ไม่น่าจะเบียดทีมชาติบราซิลเป็นแชมป์กลุ่มได้แน่ และเมื่อดูจากรอบต่อไป ที่ต้องไปเจอกับทีมจากกลุ่ม B ซึ่งมีแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2010 อย่าง ทีมชาติ "สเปน" และรองแชมป์โลกปีเดียวกันอย่าง "ฮอลแลนด์" แย่งกันเป็นแชมป์กลุ่ม ก็ต้องขอสรุปว่า เส้นทางฝันของทีมชาติเม็กซิโกน่าจะจบลงที่รอบ 16 ทีมอีกเช่นเคย

 
  
ประเทศโครเอเชีย (Croatia) ใช้ภาษา "โครเอเชียน" (hrvatski - คาร์วัตสกี้) เป็นภาษาราชการ

ฟุตบอลทีมชาติโครเอเชียมีฉายาว่า Vatreni (วาเทรนี - เสื้อเบลเซอร์) แต่คนไทยเรา พอเห็นลายเสื้อทีมชาติของเขา ก็ตั้งฉายาให้ว่าทีม "ตราหมากรุก หรือหมากรุกพิฆาต"
 
 
ปัจจุบัน ทีมชาติโครเอเชียมีอันดับโลกอยู่ที่ 20 ของ FIFA Ranking

ฟุตบอลทีมชาติโครเอเชีย เคยเข้าร่วมฟุตบอลโลก 3 ครั้ง และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 4 ครั้ง

ผลงานที่ดีที่สุดในฟุตบอลโลกคือได้ที่ 3 ในปี ค.ศ. 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยเอาชนะเนเธอร์แลนด์ไปได้ 2-1 ในรอบชิงที่ 3

โครเอเชีย เป็นประเทศที่เกิดใหม่ช่วงที่เป็นรัฐอิสระระหว่างปี ค.ศ. 1940-ค.ศ. 1945 ได้ผนวกรวมตัวกับประเทศยูโกสลาเวีย แล้วแยกตัวออกมาเป็นรัฐอิสระในปี ค.ศ. 1990 ทำให้ในยุคแรกนักฟุตบอลทีมชาติโครเอเชียจะเป็นนักฟุตบอลทีมชาติยูโกสลาเวีย ทีมชาติโครเอเชียเข้าเป็นสมาชิกฟีฟ่าในปลายปี ค.ศ. 1992 และได้รับการจัดอันดับเป็นครั้งแรกโดยฟีฟ่าให้เป็นที่ 125 ของโลก เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 1994
 

ลักษณะเด่นของทีมชาติโครเอเชีย คือ ชุดที่สวมใส่ที่มีลายตารางหมากรุกสีขาวสลับแดง โดยสวมกางเกงขาว ถุงเท้าสีน้ำเงิน ขณะที่ชุดทีมเยือนจะเป็นสีน้ำเงินเข้มทั้งชุด มีแถบสามเหลี่ยมตาหมากรุกสีแดงจากคอและไหล่ซ้ายลงมาถึงแนวต่อของแขนเสื้อ ซึ่งทำให้ได้รับฉายาว่า "Vatreni" แปลว่า "เสื้อเบลเซอร์"

 *เส้นทางฟุตบอลโลกของทีมชาติโครเอเชีย*

ทีมฟุตบอลโครเอเชียชุดปัจจุบัน อุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีมากมายที่ค้าแข้งอยู่ในประเทศสเปน , เยอรมัน และอิตาลี แต่ปัญหาคือความสามัคคี เพราะนักเตะโครแอตขึ้นชื่อเรื่องพฤติกรรมชอบทำตัวเป็นดาราเอาแต่ใจมาโดยตลอด ปัญหาของทีมจึงขึ้นอยู่กับตัวกุนซือว่าจะเอานักเตะของตัวเองอยู่หรือไม่ เพื่อให้ทุกคนตั้งใจเล่นกันเพื่อทีมให้ได้ และสภาพอากาศแบบร้อนชื้นของประเทศเจ้าภาพบราซิล ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของนักเตะที่มาจากทวีปยุโรปเช่นพวกเขา

ยิ่งนัดแรกในรายการฟุตบอลโลก 2014 ในกลุ่ม A ของพวกเขา ต้องพบกับทีมชาติบราซิลที่กระหายชัยชนะนัดแรก เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยอีกต่างหาก การที่ทีมชาติโครเอเชียชุดนี้จะฝ่าด่านเข้าสู่รอบ Knockout จึงจำเป็นต้องอาศัยความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรื่องฝีเท้าของพวกเขามีดีพออยู่แล้ว

 



ประเทศแคมอรูน (Cameroon) ใช้ภาษา "ฝรั่งเศส" (Le français - เลอ ฟรองแซ) เป็นภาษาราชการ

ฟุตบอลทีมชาติแคมอรูนมีฉายาว่า Les Lions Indomptables (เล ลียง แซงดงตาเบลอ - สิงโตทรหด) แต่คนไทยเราตั้งฉายาให้เขาซะน่ากลัวว่าทีม "หมอผี" 

ปัจจุบัน ทีมชาติแคมอรูนมีอันดับโลกอยู่ที่ 50 ของ FIFA Ranking

ฟุตบอลทีมชาติแคมอรูนเป็นทีมจากทวีปแอฟริกาที่ประสบความสำเร็จที่สุด โดยทีมชาติแคเมอรูนเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 6 ครั้ง คือในปี 1982, 1990, 1994, 1998, 2002 และ 2010 มากกว่าชาติใดในทวีปแอฟริกา 

นอกจากนั้นยังเป็นทีมที่เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก โดยในปี 1990 ทีมชาติแคเมอรูนพ่ายให้กับฟุตบอลทีมชาติอังกฤษในช่วงต่อเวลาพิเศษ พวกเขาชนะการแข่งขันแอฟริกาคัพออฟเนชันส์ 4 ครั้ง และยังได้เหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2000

 

ทีมชาติแคมอรูนคับคั่งไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีที่ไปค้าแข้งยังต่างแดนมากมาย โดยเฉพาะในทวีปยุโรป ส่วนใหญ่ก็ที่ประเทศฝรั่งเศสนั่นแหละ เพราะพูดฝรั่งเศสได้ แต่หลายคนก็เล่นให้กับทีมใหญ่ด้วย เช่น ซามูเอล เอโต อยู่กับเชลซีในอังกฤษ , อเล็กซ์ ซง อยู่กับบาร์เซโลน่าในสเปน 

 *เส้นทางฟุตบอลโลกของทีมชาติแคมอรูน*

ทีมชาติแคมอรูนอยู่ในกลุ่ม A ร่วมกับทีมชาติบราซิล , โครเอเชีย และเม็กซิโก ซึ่งความจริงแล้วทีมฟุตบอลจากทวีปแอฟริกา เป็นทีมที่แข็งแกร่ง เพราะร่างกายของชาวแอฟริกันเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ มีพละกำลังมาก รูปร่างใหญ่โต วิ่งได้รวดเร็ว จึงได้เปรียบในการเบียดปะทะกับคู่แข่ง 

แต่น่าเสียดายที่ความได้เปรียบอันนี้กลับทำให้นักเตะแอฟริกันเชื่อมั่นในตนเองมากจนเกินไป ทำให้นักเตะแอฟริกันครองบอลไว้กับตัวเองนานโดยไม่จำเป็น กว่าจะส่งให้เพื่อนก็เป็นจังหวะที่ไม่ได้เปรียบแล้ว คือเรียกได้ว่า จะไม่ยอมส่งบอลให้เพื่อนจนกว่าตัวเองจะไปต่อไม่ได้แล้วเท่านั้นแหละ หลายครั้งบอลจึงไปได้ไม่ถึงไหน แล้วถูกคู่แข่งแย่งไปอยู่เสมอ

 

ฉะนั้นการจะทำให้ทีมอย่างแคมอรูนประสบความสำเร็จ จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวนักเตะ เพราะนักเตะหลายคนมีความสามารถสูงอยู่แล้ว หากแต่อยู่ที่ตัวโค้ชทีมชาตินั่นแหละ ว่าจะมีบารมีพอที่จะทำให้นักเตะของตัวเองอยู่ในโอวาท เล่นได้ตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่

Participe do grupo do Facebook "Clube de línguas ocidentais da Universidade deRamkhamhaeng" ao https://www.facebook.com/groups/365756166805480/

สมัครเข้ากลุ่มเฟส "ชมรมภาษาตะวันตกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง" ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

 จอมณรงธร (ตี๋)
กรรมการชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2556-57
กลุ่ม "Fanclub FS"
8 พฤษภาคม 2014