ข้อมูลโดย wikipedia
นกกระเรียน เป็นนกขนาดใหญ่ คอและขายาว มี 15 ชนิด คล้ายนกกระสา แต่เวลาบินนกกระเรียนจะเหยียดคอตรง ไม่งอพับมาด้านหลังเหมือนนกกระสา นกกระเรียนอาศัยอยู่ทั่วโลกยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกาและทวีปอเมริกาใต้ ส่วนมากไม่ถูกคุกคามมากนัก ยกเว้นบางชนิดที่ถูกคุกคามจนวิกฤติ เช่น นกกระเรียนกู่ภาษาสเปน Grúa (กรู้อะ)
ภาษาโปรตุเกส Guindaste (กวินดาสติ)
ภาษาอิตาลี Gru (กรู)
ภาษาฝรั่งเศส Grue (กรู้เอะ)
ภาษาเยอรมัน Kran (คราน)
ภาษารัสเซีย Кран (กราน)
ภาษากรีก Γερανός (เกราโนส)
มีการแสดงท่าทางที่ซับซ้อนและส่งเสียงร้องเพื่อการเกี้ยวพาราสีหรือที่ เรียกว่า เต้นระบำ ในขณะที่คนทั่วไปคิดว่านะกระเรียนมีคู่ตัวเดียวไปจนตาย จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดแสดงว่านกเหล่านี้มีการเปลี่ยนคู่ในช่วง ชีวิตของมัน อาจเป็นในช่วง 10 ปี หลังๆ นกกระเรียนสร้างรังแบบยกพื้นในน้ำตื้นและมักจะวางไข่สองครั้ง พ่อแม่จะช่วยกันเลี้ยงดูลูก ลูกนกจะอยู่กับพ่อแม่จนกระทั่งฤดูผสมพันธุ์ถัดไป
บางชนิดเป็นนกอพยพทางไกล แต่ไม่ใช่ทุกชนิด นกกระเรียนชอบอยู่เป็นฝูงขนาดใหญ่
ข้อมูลโดย bknowledge.org
นกกระเรียนในประเทศไทย
นกกระเรียนจะเลือกสร้างรังในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ ( Wetland ) หรือตามแหล่งน้ำ โดยนกทั้งสองเพศจะช่วยสร้างรังตามกอพืชน้ำ รังจะมีรูปกลม ลักษณะคล้ายกระจาด สร้างด้วยวัสดุที่เป็นพืชน้ำ รังจะอยู่สูงจากระดับน้ำประมาณ ๓ - ๒๕.๔ ซม.มีความแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนัก ของตัวนกได้ นกกระเรียนใช้เวลาในการสร้างรังประมาณ ๒ วัน
นกกระเรียนจัดเป็นนกที่มีขนาดใหญ่ เมื่อโตเต็มวัยมีขนาดใหญ่
เมื่อโตเต็มวัยมีขนาดความยาวจากปากถึงปลายหางประมาณ
๑.๘-๒.๒ เมตร น้ำหนักประมาณ ๕ กิโลกรัม ทั้งเพศผู้และเพศเมีย มีลักษณะรูปร่างและสีขนเหมือนกัน
แต่เพศผู้มีน้ำหนักและความสูงมากกว่าเพศเมีย การแยกเพศของนกกระรเยนต้องอาศัยการสังเกตจากพฤติกรรมและการเกี้ยวพาราสีในช่วง
ฤดูกาลผสมพันธุ์ ขนปกคลุมลำตัวของนกกระเรียนทั่วไปจะมีสีเทา ขนบริเวณส่วนหัวและลำตัวส่วนบนมีน้อยมาก มีตุ่มเล็กๆสีแดงกระจายอยู่ทั่ว
บริเวณที่มองเห็นเป็นแถบสีแดง บริเวณคอด้านหน้าจะมีขนหยาบๆสีดำแทรกอยู่ ผิวหนังบริเวณกระหม่อมจะเป็นสีเทา หูมีแถบขนสั้นๆสีเทาอ่อน
ปกคลุมเห็นได้ชัดเจน ขาและนิ้วเท้ามีสีชมพูอมม่วงหรือค่อนข้างแดง ตาสีส้ม ปากสีเทาอมเขียว
นกกระเรียนพันธุ์ไทย Eastern Sarus Cran ช่วงโตเต็มวัยจะแสดงเพศออกมาอย่างชัดเจนทั้งทางร่างกายและพฤติกรรม นกกระเรียนที่ยังไม่โตเต็มที่ จะมีขนปกคลุมลำตัวเป็นสีน้ำตาลอมเทา ขนที่หัวสีน้ำตาลอ่อน ตาสีเหลือง ส่วนลูกนกระเรียนจะมีขนอุย(
Down Feather ) ปกคลุมทั่วตัว ขนบริเวณหัวและคอมีสีน้ำตาลอมเหลือง ขนข้างอกและหลังด้านบนเป็นสีน้ำตาลเข้ม
บริเวณอกและท้องเป็นสีขาว
ลูกนกกระเรียนพันธุ์ไทยมีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุมลำตัว ยังไม่สามารถแบ่งแยกเพศและหาอาหารกินเองได้
การเพาะเลี้ยงจึงต้องมีการอนุบาลอย่างใกล้ชิด นกกระเรียนพันธุ์ไทยและนกกระเรียนพันธุ์อินเดีย มีลักษณะแตกต่างกัน กล่าวคือ นกกระเรียนพันธุ์อินเดียมีแถบขนสีขาวคั่นระหว่างส่วนบน
ของคอที่เป็นแถบหนังสีแดงและคอส่วนล่างที่มีขนสีเทาปกคลุม และขน Secondary มีสีขาว ส่วนนกกระเรียนพันธุ์ไทยไม่มีแถบขาวคั่นและขน
Secondary เป็นสีเทาเข้มเกือบดำ
ลักษะรูปร่างของนกกระเรียนคล้ายคลึงกับนกยาง ( Egret ) และนกกระสา ( Strok )
แต่สังเกตความแตกต่างได้จากขนาดและท่าบิน กล่าวคือ นกกระเรียนมีขนาดใหญ่กว่าและเวลาบินจะยืดคอตรงไปข้างหน้า
ส่วนนกยางและนกกระสาเวลาบินจะหดคอเข้าหาตัว
การเคลื่อนที่ และการอพยพ
แม้ว่านกกระเรียนจะมีน้ำหนักและขนาดตัวมาก แต่สามารถบินได้ในระดับที่สูงและไกลมาก ซึ่งมีรายงานหลายครั้ง เช่น Lavery และ
Blackman (1969 ) รายงานว่าพบนกกระเรียนทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย เขาใจว่านกเหล่านี้อพยพมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งมีระยะทางไกลถึง ๓,๐๐๐ ไมล์
ชีววิทยาการสืบพันธุ์
นกกระเรียนเริ่มจับคู่ผสมพันธุ์เมื่ออายุ ๓-๔ปี การจับคู่ผสมพันธุ์เป็นแบบ
Monogamy คือ นกเพศผู้จะอยู่ร่วมกับนกเพศเมียเพียงตัวเดียวตลอด
ช่วงฤดูผสมพันธุ์ ช่วยกันสร้างรังและเลี้ยงลูกอ่อน
พฤติกรรมการจับคู่แบบ Monogamy ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ของนกกระเรียนไทยจะช่วยกันสร้างรังบริเวณที่ลุ่มน้ำและผลัดเปลี่ยน
กันฟักไข่
ในช่วงฤดูผสมพันธุ์นกกระเรียนจะแสดงพฤติกรรมการเกี่ยวพาราสี
ซึ่งสังเกตได้จากการกระโดหรือวิ่งพร้อมกับการกระพือปีกไปรอบๆพื้นที่
บางครั้งจะตบเท้า กระดกศรีษะขึ้น-ลง คาบวัสดุขว้างไปในอากาศ
เพศผู้และเพศเมียจะส่งเสียงร้องประสานกัน เพศผู้จะร้องเสียงยาวระดับต่ำ
ยืดคอและเงยปากทำมุมประมาณ ๑๓๕ องศากับพื้นดิน
กางปีกและยกระดับขึ้นสูงระดับหลัง ส่วนเพศเมียจะยืนอยู่ข้างๆ เพศผู้
ปีกหุบแนบลำตัว
เงยปากไปข้างหน้าทำมุมประมาณ ๖๐ องสากับพื้นดิน และเปล่งเสียงร้องสั้น ๆ
๒-๓ ครั้งประสานกับนกเพศผู้ที่ร้องเสียงยาวการร้องแต่ละครั้งใช้
เวลาประมาณ ๑๒-๓๐ วินาที
นอกจากนกกระเรียนจะใช้เสียงร้องเพื่อเกี้ยวพาราสีแล้ว
ยังใช้บอกอาณาเขตครอบครองของตนเองอีกด้วยซึ่งสามารถใฃ้การร้องและท่วงท่า
การแสดงออกแบ่งแยกเพศได้
จอมณรงธร (ตี๋)
ประธานชมรมภาษาตะวันตก
ปีการศึกษา 2555-56
กลุ่ม "รวมบาป"
14 กุมภาพันธ์ 2013
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น