วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การสร้างโลกตามตำนานกรีก

ข้อมูลโดย เลิศชาย ปานมุข

การสร้างโลกตามตำนานกรีก

บทกวีเรื่อง Theogony หรือ เทวกำเนิด ของ ฮีเสียด (Hesiod) กวีชาวกรีก ซึ่งประพันธ์ขึ้นเมื่อราวศตวรรษที่ ๘ ก่อนคริสตกาล ถือเป็นความพยายามที่เก่าแก่ที่สุดที่จะอธิบายการเกิดของจักรวาล ฮีเสียดกล่าวว่าในตอนนั้นมีเพียง เคออส (Chaos) ซึ่งเป็นอวกาศที่เวิ้งว้างและมืดมน และแล้ว จีอา (Gaea) แม่ธรณี ผู้มีแผ่นอกลึก จึงปรากฏขึ้น ตามมาด้วย อีรอส (Eros) ความรักซึ่งทำให้ใจอ่อน ตั้งแต่นั้นมาก็มีอิทธิพลเหนือการสร้างสิ่งมีชีวิตและสรรพสิ่งทั้งหลาย เคออสให้กำเนิดแอรีบุส (Erebus) คือความมืดและนิกซ์ คือราตรี (Nyx/Night) จากความสัมพันธ์ของทั้งสองทำให้เกิด อีเธอร์ (Aether) คือแสงสว่าง และเฮ็มเมอรา (Hemera) คือกลางวัน ส่วนจีอานั้นให้กำเนิด ยูเรนุส (Euranus) คือ ท้องฟ้าซึ่งประดับด้วยดาว และทำให้
ยูเรนุสมีขนาดใหญ่เท่ากับตนเองจนกระทั้งบดบังจีอาได้มิด แล้วจึงสร้างภูเขาสูงและท้องทะเล เมื่อมีการสร้างจักรวาลแล้วก็ต้องมีผู้อาศัย จากความสัมพันธ์ระหว่างจีอาและยูเรนุสผู้เป็นบุตรชาย เกิดเป็นลูกชุดแรก คือ ไททันส์ (Titans) ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่มีขนาดใหญ่โตเหมือนยักษ์ มีทั้งหมด ๑๒ องค์ เป็นชาย ๖ หญิง ๖ อันได้แก่ โอซีอานุส (Oceanus) ซีอุส (Coeus) ไฮเพอรีออน (Hyperion) ครีอุส (Crius) อิอัพเพตุส (Iapetus) โครนุส (Cronus) ธีอา (Theia) รีอา (Rhea) นีมอสสินี (Mnemosyne) ฟีบี (Phoebe) ทีธิส (Tethys) และธีมิส (Themis)        
     ยูเรนุสและจีอายังให้กำเนิด ไซคลอพส์ (Cyclops) ซึ่งเป็นเทพเช่นเดียวกัน แต่มีตาเพียงตาเดียวอยู่กลางหน้าผาก ประกอบด้วย บรอนตีซ (Brontes) สเตอโรปีซ (Steropes) และอาร์จีซ (Arges) ทั้งคู่มีลูกอีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นอมนุษย์มี ๓ คน คือ คอตตุส (Cottus) บริอารุส (Braiareus) จิจีซ (Gyges) ซึ่งมี ๑๐๐ แขน ๕๐ หัว จึงเรียกรวมกันว่า เฮ็คคาตอนไคริส (Hecatoncheires) หรือ เซ็นติมานีส (Centimanes) ด้วย ทั้งไททันส์ ไซคลอพส์ และเฮ็คคาตอนไครีส ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของพลังอันก่อให้เกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรงของธรรมชาติ ความที่เฮ็คคาตอนไครีสมีลักษณะน่าเกลียดน่ากลัว ยูเรนุสจึงจับลูกชุดนี้ขังไว้ใต้พื้นดิน ซึ่งทำให้จีอาโกรธมาก จึงสร้างเคียวเหล็กกล้าขึ้นมา และปรึกษาพวกลูก ๆ เกี่ยวกับแผนการที่จะแก้แค้นสามี มีแต่โครนุสลูกชายคนเล็กคนเดียวที่ตกลงร่วมมือด้วย โดยใช้เคียวลอบตัดอวัยวะเพศของยูเรนุสขณะกำลังนอนหลับและนำไปโยนทิ้งทะเล โลหิตจากบาดแผลของยูเรนุสที่ตกสู่โลกให้กำเนิด Furies หรือ เอรินีซ (Erinyes) วิญญาณทั้งสามที่คอยติดตามลงโทษผู้กระทำผิดบาป นอกจากนั้นยังให้กำเนิดยักษ์ด้วย ส่วนชิ้นเนื้อที่ลอยไปบนพื้นทะเลนั้นได้แตกตัวออกกลายเป็นฟองคลื่นสีขาว จากฟองคลื่นนี้เองที่เทพีแอฟโฟรไดตี (Aphrodite) ได้ถือกำเนิดขึ้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่พระนางจะเป็นเทพีแห่งความรักและความใคร่


        เมื่อกำจัดยูเรนุสแล้ว โครนุสก็ได้ปลดปล่อยพวกพี่ชายคือไททันส์ให้เป็นอิสระยกเว้นไซคลอฟส์กับเฮ็ค คาคอนไครีส ได้ครองความเป็นใหญ่ในจักรวาล โดยแต่งงานกับรีอาผู้เป็นพี่สาว มีธิดา ๓ องค์ คือ เฮสเชีย (Hestia) ดีมิเทอร์ (Demeter) และฮีรา (Hrea) บุตร ๓ องค์ คือ เฮดีส (Hades) โพโซดอน (Poseidon) และซุส (Zeus) เนื่องจากมีคำทำนายว่าบุตรคนหนึ่งของตนจะแย่งอำนาจ ทุกครั้งที่รีอาให้กำเนิด โครนุสจึงกลืนลูกเข้าไป ยกเว้นบุตรคนสุดท้ายคือซุส ซึ่งรีอาแอบไปคลอดที่เกาะครีท จีอาผู้เป็นยายนำทารกน้อยไปมอบให้พวกคูรีตีซ (Curetes) ซึ่งเป็นนักบวชของรีอาเลี้ยงดูสั่งสอนที่ภูเขาไอดา (Ida) ส่วนรีอาก็เอาก้อนหินห่อผ้าอ้อมเด็กส่งให้โครนุสกลืนเข้าไปทันทีที่ซุสโต เป็นหนุ่มก็วางแผนแก้แค้นบิดาโดยบังคับให้โครนุสสำรอกพี่ ๆ ทั้งห้าออกมา โครนุสถูกขับไล่ไปอยู่สุดขอบโลก ซุสจึงตั้งอาณาจักรของตนขึ้นมาที่ยอดเขาโอลิมปุส (Olympus) และปกครองเหล่าเทพที่เรียกว่า เทพเจ้าโอลิมเปียน (The Olympians) ซึ่งมีด้วยกัน ๑๒ องค์ ประกอบด้วยพี่ ๆ และลูก ๆ ของซุส โดยซุสเป็นจอมเทพ ทำหน้าที่ปกครองสวรรค์และท้องฟ้ามีฮีราเป็นชายา แบ่งอาณาเขตให้โพไซดอนปกครองส่วนที่เป็นพื้นน้ำ และเฮดีส ปกครองดินแดนแห่งคนตาย พวกไททันส์อิจฉาเทพโอลิมเปียนที่เข้ามาแย่งอำนาจหน้าที่ของตนจึงก่อการกบฏ ซุสจึงได้ปลดปล่อยพวกไซคลอพส์และเฮ็คคาตอนไครีสให้เป็นอิสระ บรรดาไซคลอพส์ได้มอบสายฟ้า (Thunderbolt) ให้เป็นอาวุธของซุส และพวกเฮ็คคาตอนไครีสใช้แขนอันทรงพลังของตนขว้างหินก้อนมหึมาบดขยี้พวกไททันส์ ซึ่งหลังจากพ่ายแพ้แล้วก็ถูกล่ามโซ่อยู่ลึกลงไปใต้โลก แต่พวกยักษ์ก็ก่อกบฏขึ้นมาอีกเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างเทพเจ้ากับ ยักษ์มีคำทำนายว่าพวกยักษ์จะไม่แพ้จนกว่าจะถูกเฮอร์คูลีสซึ่งเป็นมนุษย์และเป็นเชื้อสายของซุสฆ่าซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น


        การสร้างมนุษย์นั้น ตำนานหนึ่งว่ามนุษย์มี ๔ เชื้อสายด้วยกัน ยุดแรกคือยุคทอง มนุษย์ยุคแรกซึ่งอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับโครนุสมีความสุขอย่างสมบูรณ์เสมือน เทพเจ้า ไม่แก่ไม่เหนื่อย และไม่มีความวิตกกังวล มีแต่ความสนุกสนานรื่นเริงตลอดเวลาแต่ไม่เป็นอมตะ เมื่อตายไปแล้วมนุษย์ในยุคทองนี้จะกลายเป็นภูตที่คอยปกป้องคุ้มครองผู้ยังมีชีวิต 



     ต่อมาก็เป็นยุคเงิน ซึ่งมนุษย์ในยุคนี้เป็นเกษตรกรผู้อ่อนแออยู่ในโอวาทมารดาตลอดชีวิต มนุษย์ในยุคสัมฤทธิ์แข็งแกร่งราวกับต้นแอชและชอบการสู้รบ ไร้ความปราณี มีพลังมากมาย ในที่สุดก็ฆ่าฟันกันตายการค้นพบโลหะชนิดแรก ๆ เริ่มขึ้นในยุคนี้ จากนั้นก็เป็นยุคเหล็กคือยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นสมัยที่มีความทุกข์เข็ญและอาชญากรรม โดยที่มนุษย์จะไม่เคารพคำสาบานของตน ไม่เคารพความยุติธรรม หรือคุณธรรม ฮีเสียดได้จัดให้ยุควีรบุรุษซึ่งเป็นยุคของนักรบผู้กล้าหาญซึ่งต่อสู้ที่ เมืองธีบส์ (Thebes) และทรอย (Troy) อยู่ระหว่างยุคสัมฤทธิ์กับยุคเหล็ก

จอมณรงธร ศรีอริยนันท์ (ตี๋)
13 กรกฎาคม 2012
สมัครเข้ากลุ่มเฟสภาษาตะวันตกได้ที่ 
https://www.facebook.com/groups/365756166805480/ 

       

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น